ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 11 ปัญหาที่จัดการได้ยาก

    ตอนที่ 11 ปัญหาที่จัดการได้ยาก“ทำไมถึงให้คุณไปรับผิดชอบฝ่ายเบื้องหลังล่ะ”หวังจวนขมวดคิ้วด้วยสีหน้าอมทุกข์ การทำงานที่สถานีโทรทัศน์เมืองซีจิง ตอนนี้ทางสถานีโทรทัศน์ได้ออกนโยบายใหม่มา จึงส่งผลให้ฝ่ายเบื้องหลังในตอนนี้ยากที่จะจัดการเมื่อพูดถึงตอนนี้ ต่อให้หวังเป่าหลงไม่ได้ไปทำฝ่ายเบื้องหลัง ก็รู้ดีว่าความยุ่งยากวุ่นวายของฝ่ายเบื้องหลังในตอนนี้มันวุ่นวายไปถึงระดับไหน“การมอบหมายงานของหัวหน้า แม้ว่าฝ่ายเบื้องหลังนี้จะยากที่จะจัดการ แต่ถ้าสามารถจัดการได้ โดยไม่เกิดข้อผิดพลาด ก็จะเป็นผลดีในภายภาคหน้า”ถึงอย่างไรแล้วหวังเป่าหลงที่เพิ่งจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ก็จัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และพุ่งเป้าไปยังฝ่ายเบื้องหลังหลายวันมานี้หวังซินก็เอาแต่เรียนหนังสือ ตั้งใจทำการบ้านทุกวัน เมื่อเทียบกับตอนที่ยังไม่ได้เกิดใหม่ก่อนหน้านี้ รู้สึกว่าหัวข้อที่เรียนในตอนนั้นหลาย ๆ ข้อมีความยากมาก หลังจากที่ตอนนี้ได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว ในมุมมองของเขากลับกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาทันทีแต่ว่าคุณครูก็ยังมีความคิดเห็นกับเขาอยู่ แม้ว่าเขาจะเป็นนักเรียนซ้ำชั้น แต่ในด้านศิลปศาสตร์ของเขากลับไม่มีอะไรโดดเด่นเลยแต่สำหรับเรื่องพวกนี้แล้วหวังซินก็ไม่เคยเก็บมาใส่ใจเลย ก็แค่เข้าใจกระแสนิยมในยุคหลัง รู้ว่าในยุคหลังมีอะไรที่พัฒนาได้ค่อนข้างเร็ว ซึ่งเรื่องการเรียนรู้พวกนี้สำหรับหวังซินแล้วนั้น กลับไม่ทำให้เกิดผลดีอะไรต่อการเรียนเลย จนกระทั่งในสายตาของคุณครูเองก็ยังมองว่า สิ่งที่หวังซินได้เรียนรู้มาทั้งหมดล้วนไม่ได้ใช้ทั้งนั้น ล้วนเป็นความสนใจของเขาทั้งสิ้น พูดอีกอย่างก็คือ ตัวเขาในภาพจำของคุณครูก็คือเด็กที่ไม่มีความรู้ความสามารถอะไรเลยเลิกเรียนวิชาเรียนรู้ด้วยตนเองในตอนเย็นแล้ว คุณครูก็ตั้งใจให้หวังซินอยู่ต่อ แล้วพูดกับหวังซินด้วยความจริงใจว่า:“หวังซิน นี่เป็นภาคเรียนสุดท้าย เดือนพฤษภาคมก็จะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เธอจะตั้งใจเรียนได้ไหม?”“คุณครูครับ ผมก็ตั้งใจเรียนอยู่นี่ไงครับ”หวังซินพูดไม่ค่อยออก แล้วมองไปที่คุณครูประจำชั้นของตัวเอง ซึ่งคุณครูประจำชั้นที่สอนวิชาหลักภาษาคนนี้เป็นคนที่ดุมากอยู่แล้ว จำได้ว่าตอนที่เพิ่งทบทวนในช่วงแรก ๆ นั้น ก็ถูกตำหนิไปไม่น้อย“เฮ้อ” เมื่อได้ยินหวังซินตอบ คุณครูประจำชั้นก็นวดที่หน้าผากของตัวเองเบา ๆ เธอมาเรียนหนังสือก็ดันหอบหนังสือประเภทการบริหารธุรกิจพวกนั้นมา แล้วยังพลิกเปิดหนังสือหลักการใช้คอมพิวเตอร์อะไรนั่นดูอีก มีประโยชน์ไรงั้นเหรอ?คอมพิวเตอร์งั้นเหรอ?ในยุคนี้คอมพิวเตอร์มันคืออะไรกัน?“ครูไม่มีอะไรจะพูดกับเธอแล้ว เธอกลับไปตั้งใจทบทวนเถอะ เธอน่ะเป็นนักเรียนซ้ำชั้น ถ้าครั้งนี้เธอยังสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยดี ๆ ถึงตอนนั้นก็จะอับอายมาก ๆ เลย” ครูประจำชั้นยากที่จะอบรมหวังซินต่อหวังซินก็แอบดีใจอย่างเงียบ ๆ แล้วกลับถึงบ้านด้วยความสบายอกสบายใจเมื่อวานเป็นวันที่หวังเป่าหลงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ซึ่งตั้งใจอนุญาติให้ตัวเขาเองไม่ต้องเรียนวิชาเรียนรู้ด้วยตนเองในตอนเย็น แล้วกลับบ้านมากินข้าวเป็นเพื่อน แต่วันนี้ หลังจากที่หวังซินได้ก้าวเข้าประตูบ้านมานั้น ก็เห็นพ่อนั่งขมวดคิ้วด้วยสีหน้าอมทุกข์อยู่บนโซฟา“พ่อครับ เป็นอะไรครับ?ไม่ใช่ว่าพึ่งได้เลื่อนตำแหน่ง แล้วทำไมยังมากังวลอีกล่ะครับ?”หวังซินเอากระเป๋าหนังสือวางบนโซฟา แล้วจึงหย่อนก้นนั่งลงตรงหน้าของหวังเป่าหลง“ไม่มีอะไร แกยังเด็กอยู่พูดให้แกฟังไปก็ไม่เข้าใจหรอก”เมื่อหวังเป่าหลงพูดจบ ก็ได้ยินหวังจวนพูดว่า :“คุณคะ วันนี้คุณไม่ได้ไปฝ่ายเบื้องหลังเหรอคะ?”“ทำไมจะไม่ไปละ?ตอนกลางวันก็ไปมาแล้ว เฮ้อ ที่นั่นวุ่นวายกว่าที่คิดไว้เยอะเลย”เมื่อพูดถึงตรงนี้ หวังเป่าหลงก็อดไม่ได้ที่จะหยิบบุหรี่ออกมาสูบมวนหนึ่ง สูบไปด้วย ก็พลางพูดไปด้วยว่า :“ตอนนี้ไม่พูดถึงอย่างอื่น พูดแค่เรื่องการจัดการวัสดุอุปกรณ์พวกนี้ก่อน ตอนนี้การจัดการวัสดุอุปกรณ์ก็คลุมเครือมาก ไม่รู้เลยว่าเดิมทีแล้ววัสดุอุปกรณ์นั้นมีอยู่ในคลังเท่าไหร่กันแน่ วันนี้พอลองเทียบกับสมุดบัญชีดู วัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในสมุดบัญชี ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีของอยู่จริง ของบางอย่างที่ไม่มีอยู่ในสมุดบัญชี ก็กลับหาเจอในคลัง อย่าพูดถึงเลย มันวุ่นวายจริง ๆ !”“หา? พ่อครับ วัสดุอุปกรณ์ในฝ่ายเบื้องหลังราคาสูงไหมครับ?” เมื่อหวังซินฟังจบ ก็ถามพ่อของเขาด้วยท่าทีที่เกินจริง“มันล้วนเป็นอุปกรณ์ที่ทันสมัย อย่างอุปกรณ์ชุดหนึ่งทั่ว ๆ ไปอย่างน้อยก็ขึ้นหลักหมื่น บางอย่างเป็นแสนก็มี”เมื่อหวังเป่าหลงพูดจบ ภายในห้องก็เงียบกริบหวังซินจำได้แค่เรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัวในตอนนั้น และหลังจากที่คลี่คลายเรื่องหลินเฟิงลงแล้ว หวังเป่าหลงก็ยังรับตำแหน่งอยู่ที่สถานีโทรทัศน์เมืองซีจิงต่อไป โดยเดิมทีแล้วไม่รู้เลยว่าเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้จะเป็นไปในทิศทางไหนทิศทางในอดีตส่วนใหญ่  เขารู้แค่ว่าผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์จะเกษียณอายุในช่วงปลายปี สำหรับหวังเป่าหลงแล้วนั้น ก็ถือว่าเป็นโอกาสหนึ่งแต่ว่าตอนนี้หวังเป่าหลงต้องรับผิดชอบฝ่ายเบื้องหลังที่คาดไม่ถึงว่าจะวุ่นวายได้ขนาดนี้ นี่พูดได้แบบไม่ต้องสงสัยเลย ถ้าความยุ่งยากวุ่นวายนี้ยังไม่ได้จัดการล่ะก็ ก่อนปลายปีนี้ หวังเป่าหลงจะต้องตกที่นั่งลำบากอย่างแน่นอน แม้กระทั่งคนที่ไม่ทำอะไรเลยก็จะตกลงมา และด้วยเหตุนี้ก็อาจจะทำให้เสียงานไปด้วยก็ได้"พ่อครับ งั้นพ่อเตรียมจะทำยังไงเหรอครับ" เมื่อเห็นหวังเป่าหลงลำบากใจ หวังซินจึงถามออกไปอีกครั้ง"ลองรวบรวมแนวคิดและวิธีการทำงานก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยดูว่ามีโครงการอะไรที่พอจะผลักดันได้บ้าง" หวังเป่าหลงพูด และรู้สึกเหมือนว่าการที่หวังซินถามเรื่องเหล่านี้ต่อหน้าเขาจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก จึงรีบพูดไปว่า : "นี่แกไม่ต้องทบทวนเนื้อหารึไง? รีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้เลย "หวังซินหมดคำพูด และมองไปที่พ่อของเขาด้วยความไม่พอใจอย่างสุด ๆ จึงพูดว่า : "พ่อครับ ตอนนี้ผมก็อายุ 18 ปีแล้ว ควรจะรับรู้เรื่องราวพวกนี้บ้างแล้ว พ่อมีเรื่องอะไรก็มักจะปิดบังผมตลอด นี่มันไม่เป็นผลดีกับการเติบโตในอนาคตของผมเลยนะครับ""หน้าที่สำคัญที่แกต้องทำในตอนนี้ก็คือเรียนหนังสือ อย่างอื่นไม่ต้องสนใจเลย" คำพูดของหวังเป่าหลงประโยคนนี้ทำให้หวังซินชะงักขึ้นมาหวังซินหมดคำพูด ในยุคเก้าศูนย์นั้นขอแค่เรียบจบจากมหาวิทยาลัยออกมา ก็จะมีงานจัดสรรให้ ในสมัยนั้นก็ล้วนถูกจัดสรรให้ไปทำรัฐวิสาหกิจหรือสามารถรับราชการได้โดยตรง นั่นจึงถือว่าเหมาะสมและมั่นคง สิ่งที่พ่อคิดในตอนนี้ ก็เกรงว่าจะเป็นแค่การให้ตัวเองสอบติดมหาวิทยาลัยให้ได้ หลังจากนั้นก็จะมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ไม่ต้องมีความกังวลใจใด ๆ ไปทั้งชีวิตวันต่อมา หวังเป่าหลงได้ไปที่ฝ่ายเบื้องหลังของสถานีโทรทัศน์ต่อเพื่อตรวจสอบบัญชี ครั้งนี้ค่อนข้างจะละเอียด สำหรับวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในคลัง แต่ไม่มีอยู่ในบัญชี หวังเป่าหลงจึงมีแค่เงื่อนไขเดียวเท่านั้นก็คือ การลงทะเบียนของใหม่อีกครั้งแต่ว่าสิ่งที่เขาคิดไม่ถึงเลยก็คือ วัสดุอุปกรณ์ที่เหลืออยู่ในคลังทั้งหมดในตอนนี้ วัสดุอุปกรณ์ที่มีราคาสูงก็แทบจะไม่เหลืออยู่เลย แต่ในบัญชีก็ยังคงบันทึกไว้อยู่ ส่วนของที่ไม่สำคัญพวกนั้น เป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีความจำเป็น กลับยังมีเหลืออยู่ในคลังในช่วงตอนบ่าย วัสดุอุปกรณ์ทั้งหมดในคลังของฝ่ายเบื้องหลังก็ถูกรวบรวมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ได้จัดทำบัญชีนี้ขึ้นมา ในมือของหวังเป่าหลงก็ได้ถือข้อมูลที่รวบรวมสถิติใหม่ล่าสุด เขานิ่งเงียบไปสักพัก และมีแค่รอยยิ้มเจื่อน ๆ บนใบหน้าในตอนนี้เมื่ออ้างอิงเทียบระหว่างวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ทั้งหมดตามคลังกับวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในบัญชีนั้น ตอนนี้อย่างน้อยก็มีบัญชีขาดดุลอยู่เกือบจะห้าแสนในช่วงต้นยุคเก้าศูนย์ นี่ก็ไม่ได้เป็นตัวเลขจำนวนน้อย ๆ เลย แม้ว่าตอนนี้หวังเป่าหลงจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์แล้ว แต่เงินเดือนที่ได้รับต่อเดือนก็ได้แค่สองพันต้น ๆ เท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับตัวเลขห้าแสนแล้ว นี่ถือว่าเป็นตัวเลขจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว"มันเกิดอะไรขึ้นกับวัสดุอุปกรณ์พวกนี้กันแน่?" ตอนนี้หัวหน้าแผนกคลังสินค้าอยู่ตรงหน้าของหวังเป่าหลง ที่กำลังกลั้นโมโหอยู่ หวังเป่าหลงจึงถามฝ่ายตรงข้ามไป "รองผู้อำนวยการหวัง วัสดุอุปกรณ์ทั้งหลายนี้ได้ถูกแผนกอื่นยืมออกไป ตอนนี้ยังไม่ได้เอามาคืน คุณวางใจได้ครับ วัสดุอุปกรณ์พวกนี้ไม่หายไปแน่นอนครับ” หัวหน้าแผนกคลังสินค้ามองไปที่หวังเป่าหลง และตอบไปอย่างช้า ๆทำไมหวังเป่าหลงจะไม่รู้ว่าความจริงนี้เป็นยังไง?แต่ว่าเรื่องพวกนี้ควรจะตรวจสอบอย่างไรดี?ฝ่ายเบื้องหลังเป็นฝ่ายหนึ่งที่มีค่าคอมมิชชั่น แต่หากตอนนี้ต้องการที่จะตามความรับผิดชอบให้ถึงที่สุดนั้น ก็จะต้องเป็นแผนกคลังสินค้านี่แหละที่ดูสมเหตุสมผลที่สุด ต่อให้ตัวเองจะเป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ก็ต้องการตรวจสอบบัญชีจริง ๆ หากพลาดขึ้นมาจุดหนึ่ง ตัวเองอาจจะถูกกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดได้ เมื่อได้ยินคำตอบจากหัวหน้าแผนกคลังสินค้า หวังเป่าหลงก็ปัดมือเบา ๆ จากนั้นก็ออกจากแผนกคลังสินค้า และไปตรวจสอบที่แผนกโครงสร้างพื้นฐานต่อเมื่อเทียบกับแผนกโครงร้างพื้นฐานแล้วก็ดีกว่าหน่อย แต่ว่าในนั้นก็มีบัญชีขาดดุลอยู่จำนวนมาก ถึงแม้ว่าโดยรวมในบัญชีจะไม่มีปัญหาอะไร แต่พอไปดูที่สถานที่จริง กลับเต็มไปด้วยปัญหาจากนั้นเขาก็ไปต่อที่แผนกจัดซื้อ และดูใบเสร็จของแผนกจัดซื้อ สิ่งนี้ทำให้หวังเป่าหลงถึงกับทำอะไรไม่ถูก ครั้งนี้เขาถึงกับพูดไม่ออก แล้วกลับตรงไปที่ห้องทำงานของตัวเองไม่ง่ายเลยกว่าจะทนมาจนถึงเวลาเลิกงานได้ ในที่สุดหัวสมองของหวังเป่าหลงก็มีความคิดดี ๆ ผุดขึ้นมาตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นบัญชีขาดดุลหรือบัญชีหนี้สูญก็ยังไม่สามารถไปตรวจสอบได้ มิเช่นนั้นตัวเองอาจจะเจอแต่ความเดือดร้อน ตอนนี้สิ่งเดียวที่สามารถทำได้ ก็คือเปลี่ยนแปลงแผนกอื่น ๆ ก็กำลังเปลี่ยนแปลง ถ้างั้นตัวเองที่รับผิดชอบฝ่ายเบื้องหลัง ก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ความคิดหนึ่งกำลังค่อย ๆ ก่อตัวในหัวสมองของเขาเขากลับบ้านพร้อมกับหวังจวน และเห็นว่าหวังซินก็อยู่ที่บ้าน หวังเป่าหลงจึงอดไม่ได้ที่จะทำหน้าขรึม และเตรียมที่จะดุหวังซินเมื่อเห็นสีหน้าของพ่อ หวังเป่าหลงก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ  และไม่ทันสบโอกาสให้พ่อโมโห จึงถามว่า : "พ่อครับ ยังหาวิธีจัดการกับปัญหาไม่ได้เหรอครับ?""ฝ่ายเบื้องหลังนี้วุ่นวายมาก บัญชีขาดดุลและบัญชีหนี้สูญมีมากเกินไป ตอนนี้ยังเปิดเผยออกไปไม่ได้  มิเช่นนั้นจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งไม่พออย่างแน่นอน คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในฝ่ายเบื้องหลังก็ล้วนมีคนคอยหนุนหลังให้ และนี่ก็ยังเป็นปัญหาที่ยากสำหรับฉันจริง ๆ เลย""ยังไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนั้นหรอก ถ้าไม่ได้จริง ๆ คุณก็ทำแบบนั้นเหมือนกับรองผู้อำนวยการเสี้ยวสิ ไม่สนใจอะไรสักอย่าง ปล่อยลูกน้องที่อยากทำอะไรตามใจก็ให้ทำไป คุณคิดว่าอย่างไรล่ะ?" หวังจวนก็รู้เรื่องวุ่นวายของฝ่ายเบื้องหลัง แล้วก็หอบเอาความคิดที่ล่องลอยไปพูดโน้มน้าวหวังเป่าหลง"ปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้ยังไงล่ะ ในเมื่อฉันรับผิดชอบดูแลเรื่องนี้อยู่ ก็จะต้องทำผลงานบ้างสิ" หวังเป่าหลงรีบปัดมือ พร้อมนั่งลงโดยไม่ยอมทำอะไร และนั่นก็ไม่ใช่สไตล์ของเขา“ช่วงนี้ทางฮ่องกงมีระบบการจัดการของ Kingdeeอะไรพวกนั้น ที่มีชื่อเสียงมาก องค์กรขนาดใหญ่ต่าง ๆ ที่อยู่ต่างประเทศก็เอาสิ่งนี้มาใช้ในการบริหารจัดการ ถ้านำKingdeeมาทำบัญชีรายรับรายจ่าย เกรงว่าบัญชีขาดดุลและบัญชีหนี้สูญก็จะน้อยลงด้วย"เมื่อน้ำเสียงของหวังเป่าหลงแผ่วลง หวังซินก็ตกใจเล็กน้อยในยุคหลังเขาต้องได้ยินชื่อKingdeeมาอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ก็พึ่งจะอยู่ในปีเก้าสาม ซอฟต์แวร์ของ Kingdee ก็พึ่งจะได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ และราคาคอมพิวเตอร์ก็ยังค่อนข้างสูง บวกกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ไม่เร็วเหมือนยุคหลัง ถ้าใช้ Kingdee ภายในประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นไปได้ แต่การนำสิ่งนี้มาใช้ ก็จำเป็นต้องมีคนที่มีความสามารถเกี่ยวกับด้านนี้ด้วยเรื่องพวกนี้ยังไม่ต้องพูดถึง ถ้าหากเอา Kingdee มาใช้ในการบริหารจัดการระบบจัดซื้อ ก็อาจจะทำให้กระทบต่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มใหญ่ได้ เมื่อถึงเวลานั้นแล้วหวังเป่าหลงไม่โดนคนอื่นขัดขาก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่แปลกหวังซินไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ที่พึ่งจะคลี่คลายเรื่องของหลินเฟิงเสร็จไป พ่อของเขาก็ยังมาตกอยู่ในอีกวังวนหนึ่งการที่เขาทำแบบนี้ เท่ากับว่าเป็นการเปิดโปงความยุ่งเหยิงของสถานีโทรทัศน์ทั้งสถานี กระทบต่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มใหญ่ เมื่อถึงเวลานั้นทุกคนก็จะรวมตัวกันต่อต้านเขาคนเดียว เกรงว่างานของเขาจะถึงจุดจบได้ อีกทั้งหวังเป่าหลงก็ไม่มีคนเบื้องบนคอยหนุนหลังให้ ถ้าเขาทำแบบนั้นแล้วจริง ๆ ก็จะมีคนไม่น้อยที่จะคอยซ้ำเติม และเกรงว่าเมื่อถึงเวลานั้นจุดจบของเขาอาจจะเศร้ายิ่งกว่าในปีนั้นซะอีก"พ่อครับ สิ่งที่ทันสมัยอันนั้นที่จะเอามาใช้ในการบริหารจัดการที่สถานีโทรทัศน์ จะใช้ได้จริงเหรอครับ? ตอนนี้ยังไม่มีบริษัทไหนที่เคยใช้สิ่งนั้นเลยนะครับ การเอาเข้ามาใช้แบบไม่ระวัง ไม่น่าจะดีนะครับ?" หวังซินเตือนพ่อแบบทิ้งเชิงไว้...