ขณะที่การแสดงยังคงดำเนินไป บรรดาแฟนคลับต่างร้องและเต้นด้วยความสนุกสนานอยู่นั้น
“เจอรัชทายาทแล้วครับพระองค์” เสียงคุยโทรศัพท์ดังแ่เบามาจากมุมอับแสงของฮอล์ โดยมีเหล่าชายฉกรรจ์สวมชุดหนังสีดำประมาณสามคนอีกสองคนก็สอดส่ายสายตาดูความผิดปกติอย่างระแวดระวัง
“ลากตัวมันมา” เสียงเข้มแข็งกร้าวจนคนฟังยังรู้สึกกลัว
“ต..แต่ว่า” ชายชุดดำพูดเสียงตะกุกตะกักพลางลอบกลืนน้ำลายด้วยความขลาดกลัว
“พูด!!”
“ในรัศมีร้อยเมตรมีแต่องครักษ์ของราชวงศ์พ่ะย่ะค่ะ”
“อะไรนะ เสด็จพี่ตามหาตัวมันเจอแล้ว?”เสียงปลายสายดูตื่นใ เมื่อคิดว่าตัวเองกำลังจะจัดการเสี้ยนหนามนี้ไปได้แท้ๆ แต่ดูจะมีกระดูกชิ้นใหญ่ขวางไว้
“เอาไงดีครับ”
“กลับมาเดี๋ยวนี้ เราต้องวางแผนกันใหม่”
“ครับ” จบประโยคชายชุดดำก็สลายหายตัวไปกับมุมมืดราวกับว่าไม่เคยมีใครอยู่ตรงนี้มาก่อน
จากเมืองทะเลทรายอันแห้งแล้งเมื่อหลายร้อยปีก่อนเพียงไม่กี่สิบปีก่อนกลายเป็เมือง์บนดินที่เหล่ามหาเศรษฐีคนมีเงินทั้งหลายจากทั่วทุกมุมโลกต่างหลั่งไหลมาประกอบธุรกิจและพำนักพักอาศัยรวมทั้งชนชั้นแรงงานที่มุ่งหน้ามาหวังว่าจะมีโอกาสพลิกชีวิตให้ร่ำรวยหรือเพื่อครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นที่รออยู่ต่างแดนจะได้มีอาหารมาประทังความหิวโหย
ห้องบรรทมที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามทุกสิ่งล้วนประดับไปด้วยทองคำและสิ่งของหายาก
“เกิดอะไรขึ้นเหรอเพคะ” ร่างอรชรผมยาวดำขลับสยายถึงเอวคอดกิ่วหยัดกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนทองคำที่ถูกปูทับบนที่นอนนุ่มด้วยผ้าเนื้อเนียนละเอียดลื่นดุจใยไหม
“ท่านพี่เจอตัวมันแล้ว” ชายรูปร่างสูงกำยำ ั์ตาเต็มไปด้วยความกังวล
“มันจะเป็ไปได้ยังไงคะในเมื่อเราทำลายหลักฐานทุกอย่างแล้วแล้วคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นมันก็ไม่มีทางจะลุกมาจากหลุมศพได้แน่นอน” ใบหน้าสวยคมตามสไตล์สาวอาหรับพูดด้วยใบหน้าฉงน
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ใบหน้าที่คิดไม่ตกแววตาเต็มไปด้วยความสงสัยว่าก่อนหน้านี้พวกเขาทำอะไรผิดพลาดไปเหตุใดท่านพี่ถึงรู้เื่นี้
“หม่อมฉันบอกแล้วว่าให้จัดการนังสองแม่ลูกนั่น”
“หยุดเรียกวิเวียนแบบนั้นได้แล้ว”
“ทำไมหม่อมฉันจะเรียกไม่ได้ไม่ใช่เพราะมันหรอกเหรอเสด็จพี่ถึงได้มานั่งอยู่ตรงนี้แทนที่จะได้เป็สุลต่านและหม่อมฉันที่เป็ราชินีตัวจริงจะได้นั่งบนบัลลังก์ทองอยู่เหนือผู้คนนับล้าน”
“แอสมีน่า” เสียงดุดันใบหน้าเข้มขึ้นจนทำให้อีกฝ่ายชะงักกึกแต่ใบหน้าสวยเข้มยังเจือไปด้วยความไม่พอใจและไม่ยินยอม
“คืนนี้เ้านอนคนเดียวข้าไม่อยากรบกวนเ้า” พูดจบเขาก็ลุกจากเตียงตรงไปยังประตูบานใหญ่ที่ประดับไปด้วยทองคำและลวดลายอันวิจิตรโดยมีนางรับใช้คอยเปิดและทหารประจำหน้าห้องบรรทมคอยปิดให้
“เ้าพี่กลับมาเดี๋ยวนะเ้าพี่จะทำกับหม่อมฉันแบบนี้ไม่ได้ กลับมา เ้าพี่ กรี๊ดส์ ”
เพล้ง! เพล้ง!
เสียงข้าวของแตกกระจายจนนางรับใช้คนสนิทรีบวิ่งเข้ามาดูด้วยความร้อนรนและเป็ห่วงรีบปรี่ไปนั่งใต้ฝ่าพระบาทเมื่อสิ่งของล้ำค่าตกแตกเกลื่อนเต็มพื้น
“พวกเอ็งรีบเข้ามาจัดการให้เรียบร้อย”เหล่านางกำนัลรีบกุลีกุจอเข้ามาเก็บทำความสะอาด
“ฟาราเดือนนี้เ้าให้นังพวกนั้นกินยารึยัง”
“ยังเลยเพคะหม่อมฉันเห็นว่าหลายเดือนมานี้พระอนุชาไม่ได้เสด็จไปหานางใดเพคะ นอกจากพระองค์”ฟาราหญิงรับใช้และติดตามแอสมีน่าั้แ่วัยเยาว์พูดขึ้น
“ไปเอายากรอกปากพวกมันเดี๋ยวนี้ พวกนังชั้นต่ำนั่นจะท้องไม่ได้ไป..!!” แอสมีน่าตวาดลั่นั์ตาคมขลาดกลัวฟาราจึงพยักหน้าเรียกเหล่านางกำนัลให้รีบตามไป ที่ผ่านมาแม้ว่าเธอจะปรารถนาลูกชายแต่คนแล้วคนเล่าก็มีแต่ลูกสาว แม้ว่าจะพยายามทุกวิถีทางก็ได้มาแต่ทารกเพศหญิง
จนเมื่อห้าปีที่แล้ว ฟารามากระซิบที่ข้างหูว่าหนึ่งในนางสนมของพระสวามีตั้งครรภ์เป็ลูกผู้ชายเธอจึงเรียกตัวหญิงคนนั้นมาก่อนจะจับยาที่ทำให้แท้งกรอกปากหญิงนางนั้นจนแทบเอาชีวิตไม่รอดและสามารถกำจัดมารหัวขนไปได้ จากนั้นมาก็ไม่มีเหล่านางสนมคนไหนกล้าตั้งครรภ์อีกเลย
>>>
หลังจากที่การแสดงทัวร์คอนเสิร์ตในเมืองแอลเอที่อยู่ทางใต้ของสหรัฐอเมริกาจบลงพรุ่งนี้เช้าพวกเขาจะต้องขึ้นเครื่องบินไปเวิร์ดทัวร์คอนเสิร์ตที่ฝั่งยุโรปนั่นก็คือเมืองน้ำหอม
“โอ้ มาย ก้อด พระเ้าช่วยกล้วยทอดไม่ได้เป็เมียของศิลปิน เป็เมียบอดี้การ์ดของศิลปินก็นอนตายตาหลับแล้วแคปชั่นบอดี้การ์ดหล่อบอกต่อ ฮาฮ่า” ชินยกมือถือที่มีรูปถ่ายของพี่ชายฝาแฝดจากแอพลิเคชั่นกากบาทสีดำโชว์ต่อหน้าเกรย์ด้วยใบหน้าล้อเลียน
โป๊ก
“โอ๊ย เจ็บนะโว้ย” ชินลูบหัวป้อยๆ อันเก่าจากที่ล้มลงใส่กระถางคืนนั้นยังไม่ทันหายบวม ก็บวมที่ใหม่อีก
“ถ้าสมองบวมขึ้นมาจะทำไงไอ้ห่าเกรย์”ชินด่าไล่หลังพี่ชายฝาแฝดด้วยความโกรธเกรี้ยวแต่เล็กน้อยเพราะพวกเขามีกันอยู่แค่สองคนพี่น้องถึงจะถูกเลี้ยงดูมาด้วยลำแข้งก็เถอะ
“ไงคะ น้องชิน มาซบอกพี่พอลลี่ก็ได้นะคะพอลลี่ยินดีมาก ฮิฮิ” พอลลี่จีบปากจีบคอขณะเดินตรงมายังคนที่ยืนลูบหัวป้อยๆ
“อ้อ ขอบคุณครับแต่พอดีนายน้อยเรียกแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ” พูดเสร็จเ้าตัวก็เผ่นแน่ปหายเข้าไปรวมกับผู้คน
“แหมแค่นี้ไม่เห็นจะต้องเขินเลยค่ะน้องชินขา” เสียงสยองดังตามไล่หลังชินจนขนหัวลุกรีบวิ่งแปดคูณร้อย
ในขณะที่เหล่าไอดอลกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องแต่งตัว“อีกสองอาทิตย์ก็ได้กลับไปเหยียบแผ่นดินเกิดแล้วโว้ยรอบนี้กูจะพาพวกมึงไปก๊งสี่สิบดีกรีที่บ้านเกิดกูพูดแล้วก็คิดถึงโคลนตมกลิ่นดินจัง” มาร์ชพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมีความสุขหลายปีแล้วที่เขาไม่ได้กลับประเทศที่เกิด แม้บักพลจะชวนกลับทุกปีแต่เขาก็มักจะเอาน้องสาวมาอ้างทุกครั้ง ทั้งที่เมษาก็หายดีแล้วแท้ ๆ
“หึ! คิดถึงเ้าของตุ๊กตาหมีสิไม่ว่า”