บทที่ 17 ผมร่วงจนหมด
ท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืนของคฤหาสน์ริมอ่าวที่หนึ่ง แสงไฟจากเสาโคมไฟทรงยุโรปส่องสว่างกระทบกับตัวถังรถลีมูซีนคอยาวสีดำสนิทที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาจอดสนิทหน้าประตูทางเข้าหลักอย่างแ่เบาราวกับเงาปีศาจ ชายหนุ่มที่นั่งสงบนิ่งอยู่บนเบาะหลังค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ในความมืดสลัวที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยกระจกนิรภัยหนาเตอะ
นิ้วเรียวยาวที่กำลังหมุนลูกประคำไม้จันทน์อย่างเป็จังหวะหยุดชะงักลงเพียงชั่วครู่ เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะก้าวลงจากรถ ทว่าทำเพียงทอดสายตามองผ่านหน้าต่างไปยังตัวปราสาทอันโอ่อ่าเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เรียบนิ่งและลุ่มลึกดุจผืนน้ำในสระมรกตที่ไร้ซึ่งระลอกคลื่น รัศมีรอบกายของเขาเต็มไปด้วยความสันโดษและสงบเงียบ ราวกับว่าต่อให้โลกทั้งใบจะพังทลายลงตรงหน้า ก็ไม่อาจสั่นคลอนดวงจิตที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีของเขาได้
บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทรีบลงมาเปิดประตูรถ ค้อมตัวลงต่ำอย่างนอบน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางรายงานด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
“คุณชาย ฝูเจีย ครับ ท่านประธาน ฉินฮ่าวเฉิน พร้อมด้วยคุณหนูอันอัน คุณชายเหยียนอี้ และคุณชายเชียนอี้ กำลังรอท่านอยู่ที่ห้องรับแขกชั้นหนึ่งครับ”
ฉินฝูเจียพยักหน้าเบา ๆ เป็การรับทราบ ยามที่เขาขยับกายก้าวออกจากความมืดภายในรถ กลิ่นหอมสะอาดที่แฝงไปด้วยความขรึมขลังของไม้จันทน์หอมซึ่งติดตัวเขามาจากอารามบนูเาดูเหมือนจะอบอวลไปทั่วบริเวณรอบตัว ย่างก้าวของเขามั่นคงและสง่างาม ทุกจังหวะการเดินแฝงไปด้วยสมาธิอันแน่วแน่ เขามุ่งหน้าเข้าสู่ตัวปราสาทที่เขาจากไปนานหลายปีด้วยความรู้สึกที่ดูราวกับคนนอกที่เพียงผ่านมาเยือน ทว่ากลับมีความผูกพันลึกซึ้งซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเฉยเมยนั่น
ภายในห้องรับแขกที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ ฉินฮ่าวเฉินก้มลงมองนาฬิกาข้อมือเรือนหรูของเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะพบว่าเวลาที่ลูกชายคนโตมาถึงนั้นช่างพอดิบพอดีกับ ‘หนึ่งชั่วโมง’ หลังจากที่เ้าห่านขาวส่งเสียงเตือนไว้ไม่มีคลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว สิ่งนี้ทำให้หัวใจของผู้เป็พ่อรู้สึกทึ่งในความอัศจรรย์ของสัตว์เลี้ยงตัวใหม่นี้มากขึ้นไปอีก จนแทบจะเชื่อแล้วว่าห่านตัวนี้อาจจะมีตาทิพย์จริง ๆ
ขณะเดียวกัน ฉินซุ่ยอัน หรือเ้าก้อนแป้งนุ่มของบ้าน กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนดูการ์ตูนเปปป้าพิกอย่างเพลิดเพลิน ทว่าหูน้อย ๆ ที่แสนไวของเธอกลับแว่วได้ยินสิ่งที่พี่ ๆ บอดี้การ์ดรายงานกันอยู่ด้านนอก เธอค่อย ๆ กะพริบตากลมโตสลัดความสนใจออกจากจอโทรทัศน์ แล้วเงยหน้ามองคุณพ่อที่อยู่ข้าง ๆ พลางกระซิบถามเสียงเบาด้วยความสงสัย
“พ่อคะ... พี่ใหญ่กลับบ้านแล้วเหรอคะ?”
ในจินตนาการอันน้อยนิดของอันอัน เธอสังเกตเห็นว่าบอดี้การ์ดมักจะเรียกพี่ชายคนที่สองและสามว่า ‘คุณชาย’ เสมอ ดังนั้นคนที่เป็ ‘คุณชายฝูเจีย’ ที่พี่บอดี้การ์ดพูดถึงเมื่อกี้ ก็คงเป็พี่ชายคนโตที่เธอตั้งตารอจะพบหน้ามาตลอดแน่ ๆ
“อืม กลับมาแล้วครับ”
ฉินฮ่าวเฉินมองเ้าก้อนแป้งที่นั่งดูการ์ตูนติดต่อกันมาหลายตอนจนกลัวว่าสายตาจะล้า เขาโน้มตัวลงกอดเธอไว้หลวม ๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่ใช้กับลูกสาวคนเล็กเพียงคนเดียว
“อันอันครับ พรุ่งนี้เราค่อยมาดูเปปป้าพิกต่อกันนะ ตอนนี้เราไปหาพี่ชายคนโตของหนูก่อนได้ไหมครับ?”
อันอันหันไปมองหน้าจอโทรทัศน์ที่เ้าหมูสีชมพูกำลังหัวเราะอย่างมีความสุขด้วยความแสนเสียดายเพียงเล็กน้อย แต่ความกตัญญูและการเป็เด็กว่าง่ายที่มีอยู่ในสายเืกลับมีมากกว่า เธอพยักหน้าหงึก ๆ จนแก้มยุ้ยที่อิ่มน้ำสั่นะเืตามแรง
“ได้ค่ะ~ พี่ใหญ่สำคัญกว่าค่ะ~”
ฉินเชียนอี้ที่นั่งเบื่ออยู่ข้าง ๆ รีบคว้าโอกาสนี้ปิดโทรทัศน์ทันทีพลางถอนหายใจยาว
“โอ้ ในที่สุดโลกก็เงียบสงบเสียที ขืนผมต้องฟังเสียงหมูร้องไห้อีกตอนเดียว ผมคงจะกลายเป็หมูตามเ้าเปปป้าพิกนั่นไปจริง ๆ แน่ ๆ”
ในขณะที่ฉินฮ่าวเฉินกำลังรวบตัวอุ้มยัยหนูตัวกลมขึ้นเพื่อจะเดินออกไป ทันใดนั้น เงาร่างสูงโปร่งที่แผ่รังสีแห่งความสงบเยือกเย็นก็ปรากฏขึ้นที่กรอบประตูห้องนั่งเล่น พร้อมกับน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง
“พ่อครับ... ผมกลับมาแล้ว”
เ้าก้อนแป้งสะดุ้งเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่ไม่คุ้นเคย เธอรีบซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดกว้างของคุณพ่อราวกับจะหาที่กำบัง แล้วค่อย ๆ ชะเง้อหน้ากลม ๆ ออกมองไปทางประตูอย่างระมัดระวัง ร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีโครงหน้าคมเข้มหมดจดราวกับถูกสลักจากหินอ่อนชั้นดี แม้จะมีแววตาที่ดูเ็าและน่าเกรงขามคล้ายกับคุณพ่ออยู่บ้าง แต่ในความลึกซึ้งของดวงตานั้นกลับดูใสซื่อบริสุทธิ์และสงบนิ่งอย่างประหลาด ราวกับเขาสามารถมองทะลุผ่านเปลือกนอกของทุกสรรพสิ่งในโลกใบนี้เข้าไปถึงแก่นแท้ได้
สายตาของฝูเจียเลื่อนมาหยุดที่ ‘เ้าก้อนแป้งนุ่ม’ ในอ้อมอกของพ่อ อันอันที่ขี้อายรีบยกมือน้อย ๆ ทั้งสองข้างขึ้นปิดหน้าตัวเองทันที แต่ทว่านิ้วมือสั้น ๆ ป้อม ๆ ของเธอกลับแยกออกจากกันกว้างพอที่จะเห็นดวงตากลมโตที่กำลังแอบมองเขาอยู่ ชายหนุ่มผู้ถือศีลเผยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างที่หาได้ยากยิ่ง
“นี่คืออันอันใช่ไหม?”
อันอันค่อย ๆ ลดมือลงเมื่อเห็นว่าพี่ชายไม่ได้ดูดุอย่างที่คิด เธอพยักหน้าตอบรับเบา ๆ อย่างมีมารยาทตามที่คุณพ่อเคยสอนไว้
“อันอันรู้ไหมว่า... พี่เป็ใคร?”
ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กน้อยอย่างเชื่องช้า เขาโน้มตัวลงถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและนุ่มนวลกว่าตอนที่คุยกับพ่อมากนัก
“รู้ค่ะ...”
อันอันตอบเสียงเล็กเสียงน้อยพลางลอบมองปฏิกิริยาของคุณพ่อ เมื่อเห็นฉินฮ่าวเฉินส่งยิ้มให้กำลังใจ เธอจึงรวบรวมความกล้าพูดต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เป็พี่ใหญ่ของอันอันค่ะ~”
“ใช่แล้ว”
ฝูเจียยกยิ้มกว้างขึ้นอีกนิดจนดูเหมือนเทพบุตรที่ใจดีที่สุดในโลก
“พี่คือพี่ชายคนโตของหนู... ชื่อฉินฝูเจีย”
“สวัสดีค่ะพี่ใหญ่~”
พอััได้ถึงความเมตตาและรังสีความเอ็นดูที่แผ่ออกมา อันอันก็ฉีกยิ้มกว้างออกมาจนตาหยีเป็สระอิ แก้มบุ๋มทั้งสองข้างที่พองออกดูน่ารักน่าหยิกจนคนมองใจละลาย
ฉินฝูเจียเอื้อมมือยาวที่เรียวงามออกไปลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเธออย่างแ่เบา ยามที่มือของเขาเคลื่อนไหว กลิ่นไม้จันทน์หอมที่ลอยออกมาจากลูกประคำที่ข้อมือก็โชยมาเตะจมูกของเด็กน้อย อันอันดมฟุดฟิดด้วยจมูกเล็ก ๆ อย่างสงสัย ก่อนจะก้มลงมอง ‘กำไลเงิน’ ที่คุณพ่อใส่ให้บนข้อมือตัวเองแล้วอมยิ้มกริ่มในใจ ‘พี่ใหญ่ก็มีของใส่ที่ข้อมือเหมือนอันอันเลย! ความรู้สึกประหลาดใจเล็ก ๆ นี้ทำให้เธอรู้สึกสนิทใจกับพี่ชายคนโตขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หลังจากนั้นไม่นาน ฉินฮ่าวเฉินก็ชวนลูกชายคนโตมานั่งพูดคุยกันถึง่เวลาที่เขาหายไปปฏิบัติธรรม อันอันขยับเข้าไปใกล้พี่ชายคนโตมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อแอบดมกลิ่นไม้จันทน์ที่เธอรู้สึกว่ามันหอมแปลก ๆ และทำให้จิตใจสงบอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะหันมาดมกลิ่นจากคอเสื้อของคุณพ่อแล้วยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
“กลิ่นคุณพ่อก็หอม กลิ่นพี่ใหญ่ก็หอม... แต่หอมไม่เหมือนกันเลยค่ะ”
ฉินฮ่าวเฉินหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เขาเลียนแบบท่าทางของลูกสาวโดยการโน้มลงไปดมแก้มยุ้ย ๆ ของเธอคืนบ้าง
“ตัวอันอันเองก็มีกลิ่นนมหอมหวานเหมือนกันนะลูก”
“อันอันไม่เหม็น~ อันอันตัวหอมที่สุด!”
เ้าก้อนแป้งตบท้องน้อย ๆ ของตัวเองอย่างภูมิใจ แต่แล้วจู่ ๆ ท่าทางร่าเริงก็เปลี่ยนไป เธอเริ่มขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองไปยังศีรษะที่เกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านของพี่ชายคนโตสลับกับเส้นผมที่ดกดำเงางามของคุณพ่อ แล้วยกมือน้อยลูบกลุ่มผมของตัวเองอย่างสงสัยใคร่รู้
เอ๋... ทำไมพี่ใหญ่ถึงไม่มีผมเลยล่ะ? หรือว่าพี่ใหญ่จะลืมใส่ผมมาวันนี้?
อันอันลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความสงสัยมันช่างรบกวนจิตใจจนเด็กน้อยทนไม่ไหว เธอจึงยืดคอถามออกไปตรง ๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร
“พี่ใหญ่คะ... ทำไมบนหัวของพี่ถึงไม่มีผมเลยล่ะคะ?”
ฝูเจียมองน้องสาวตัวน้อยด้วยสายตาที่สงบราบเรียบ ก่อนจะตอบด้วยคำศัพท์ที่เข้าใจง่ายที่สุดตามหลักธรรม
“ผมมันหลุดร่วงไปตามกาลเวลาน่ะ... มันเป็เพียงสิ่งสมมติที่ร่วงหล่นไป”
“ฮะ! ผมมันร่วงได้หมดเกลี้ยงขนาดนี้เลยเหรอคะ!”
อันอันใจนดวงตาโตเท่าไข่ห่าน เธอเอามืออุดปากด้วยความพรั่นพรึง ในใจดวงน้อย ๆ ของเธอนั้นคิดไปไกลแสนไกลว่า
‘โรคผมร่วงนี่มันน่ากลัวจริง ๆ หากวันหนึ่งผมของอันอันที่สวย ๆ ร่วงจนหมดหัวเหมือนพี่ใหญ่ อันอันต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งและเสียใจจนกินข้าวไม่ลงไปเจ็ดวันเจ็ดคืนแน่ ๆ! พี่ใหญ่ช่างเข้มแข็งจริง ๆ ที่ยังยิ้มได้แม้ผมจะหายไปหมดแบบนี้!’