เด็กสาวคนหนึ่งนอนมองเพดาน
ในมือกำซองแดงเอาไว้ พร้อมเสียงหัวเราะคลอไปกลับเสียงลมคล้ายคนสติไม่ดี
มู่หรงเจี้ยนหนิงถอนหายใจ สองวันนี้สูบเรี่ยวแรงนางไปจนเกือบหมด ในหัวปวดตุ๊บจากการพบเจอผู้คน แต่ยามที่พลิกตัวแล้วรู้สึกถึงซองแดงในมือ รอยยิ้มที่เหนื่อยล้าและดวงตาถึงได้มีพลังชีวิตขึ้นมาบ้าง
เงิน เงินของข้า!
นอกจากซองแดงในมือหนาปึกที่ผ่านไปค่อนคืนถึงตัดใจยัดมันไว้ใต้หมอนได้ ในมุมหนึ่งของห้องยังมีกองของขวัญกองย่อมวางเอาไว้อย่างเป็ระเบียบ เหอเป่าเป็คนจดนับและจัดระเบียบเอาไว้อย่างละเอียด นางเข้ามารายงานว่านี่เป็ของจากบ้านสายหลัก ส่วนของขวัญของคนอื่นที่ไม่ว่าจะมอบให้ตามมารยาท หรือมอบให้พอเป็น้ำใจล้วนถูกเอาไปเก็บไว้ในห้องเก็บของส่วนตัวรอให้ว่างไปนับ
กระดาษที่จดรายชื่อผู้ให้ถูกบันทึกไว้แล้ว แต่สิ่งของด้านในยังไม่มีใครเปิด
คืนนั้นเป็อีกคืนที่นางััได้ถึงพลังเลือนรางบางอย่าง ความเจ็บที่บริเวณแหวนและความหนาวสลับร้อนที่เกิดขึ้นกับร่างกาย แหวนวงนั้นทอแสงสว่างขึ้นแง่งด้านในแสดงให้เห็นปริมาณเืที่ถูกดูดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ มันแผ่ปราการสีเขียวอมฟ้าปกคลุมร่างกาย ก่อนจะหายเพื่อปกปิดกลิ่นอายบางอย่าง
ด้านนอกมีแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นในความมืด มันลอยผ่านเงามืดในแต่ละหลังคาเรือน ควันที่พวยพุ่งออกมาตรวจจับพลังงานบางอย่างในอากาศ โดยไม่มีใครทันสังเกตเห็นมันหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนปรากฏเป็เงาที่คล้ายมีอยู่ คล้ายไม่มีอยู่ หลังจากนั้นจึงค่อยเร้นกายเข้าไปในความมืดมิด
เมื่อสิ่งนั้นจากไป ในแหวนพลันปรากฏร่างอรชรเลือนราง ความไม่เสถียรของพลังปรากฏชัดแต่ก็ยังคงรู้ไว้ได้
มันมองไปยังกล่องที่อยู่มุมหนึ่งของห้องอย่างสำรวจ ก่อนจะออกจากห้องด้านในไปยังห้องเก็บของ สถานที่ซึ่งมีของกองกันมากมาย กุญแจด้านนอกเป็กุญแจชั้นดี ผสมพลังมิติ โจรธรรมดาไม่อาจคลายผนึกนี้ได้ หรือแม้แต่ผู้มีพลังก็ยากจะแตะต้องโดยที่เ้าของไม่รู้ตัว ร่างนั้นทะลุผ่านประตูเข้าไปด้านใน
ภายนอกกองข้าวของนั่น มีบางอย่างที่ทำให้มันยกยิ้มเยาะ
หละหลวม มันเปล่งเสียงที่ไม่มีใครได้ยินออกมา
มันชี้นิ้วพลังสายหนึ่งเจาะกล่องนั้นเป็รู เป็พลังที่คมกริบและเฉียบขาด ในวงรูไม่มีรอยไหม้ กลับเป็รูที่สมบูรณ์แบบ แต่เสียงฉ่าที่ดังออกมาจากกล่องนั้นกลับส่งกลิ่นไหม้ออกมาในระยะสั้น ๆ สิ่งที่ไหม้คือกระดาษสีเหลืองผสมอักขระซับซ้อน มันคือยันต์เคลื่อนไหว
สิ่งนี้จะฝังอยู่อย่างเงียบเชียบในมุมหนึ่งของกล่อง ไม่ส่งเสียง ไม่เป็ที่สังเกต ราวกับเป็กระดาษปิดกล่องอันแสนธรรมดา แต่มันจะอยู่ตรงนั้น การเคลื่อนไหวในรัศมีห้าลี้จะถูกรายงานไปยังผู้เป็เ้าของ
ร่างนั้นมองไปยังท้องฟ้ายามราตรี ก่อนจะกลายร่างเป็ลำแสงหายไปในแหวน ความเงียบสงบกลับมาอีกครั้ง พร้อมทั้งลูกไฟเลือนรางนั้น ก็วกกลับมา มันไม่ได้มาเพื่อสร้างอิทธิฤทธิ์ มันเพียงมาตรวจตราหาความเป็ไปได้
สิ่งที่อยู่ในแหวนรู้ว่าลูกไฟดวงนั้นจะไม่หยุด จนกว่ามันจะพบสิ่งที่นายของมัน้า
มู่หรงเจี้ยนหนิงตื่นเช้ามาด้วยความอ่อนเพลีย
ส่วนเป้าหมายที่จะนับเงินก็ต้องเลื่อนออกไปก่อน
มู่หรงเจี้ยนอี้มาเคาะประตูห้องแต่เช้า จัดแจงให้จินเป่าและเป่าจูรีบปรนนิบัตินางล้างหน้า เขามองเครื่องประดับของนางที่ถูกยกมาอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ ก่อนจะบอกอย่างทีเล่นทีจริงว่า วันนี้พี่รองจะพาไปดูเื่สนุก
เด็กสาวกลอกตา อยู่กับท่านข้าสนุกทุกวันเลยหละ
สุดท้ายหลังทานอาหารเช้า แม้แต่ท่านย่าจะรั้งนางเอาไว้ยังรั้งไม่ทัน มู่หรงเจี้ยนอี้ในมือถือพัดลากนางยัดใส่รถม้า ที่มีมู่หรงเจี้ยนหลีเอกเขนกรออยู่ข้างในแล้ว วันนี้แม้กระทั่งเจี้ยนหยางเองก็ยังอัดร่างกายเข้ามาในรถม้า
รถที่ใช้โดยสารวันนี้ไม่ใช่รถม้าหม่าเป่า คันนั้นแม้จะไม่นับว่าแคบ แต่จะยัดชายวัยกำลังโตสามคนเข้าไปคงเป็ไปไม่ได้ รถม้าคันที่นำมาใช้วันนี้เป็คันใหญ่พิเศษ เรียกว่าทั้งสองข้างทางต้องมีคนนำหน้าเพื่อขอทางแก่ชาวบ้านสองข้างทางก่อน ซึ่งจะว่าเป็เื่ดีหรือแย่ก็ไม่นับเป็เื่ของนาง เื่นี้เจี้ยนอี้เป็คนจัดการ เพราะงั้นถ้ามีเื่ก็ต้องเป็เขาที่รับไป คิดได้กับตัวเองนางก็เอนกายอย่างเกียจคร้านบนรถม้า
เจี้ยนหยางเห็นน้องสาวที่เหมือนนอนไม่เต็มตาก็ยกยิ้มอย่างเอ็นดู เขาเปิดกล่องด้านข้างเอาขนมพุทราอบแห้งยัดใส่มือนาง “นอนมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว ยังนอนไม่พอ?”
เจี้ยนหนิงรับขนมเข้าปาก หน้ายู่อย่างไม่ทันได้คิด นอนมาสิบกว่าปีอะไร ชาติที่แล้วก็นอนไม่ดีกินไม่อิ่ม จะให้ตอบว่านอนพอแล้วก็จะเอาอะไรมาพอ นางอยากเถียงเพื่อตัวเองอยู่บ้างแต่จะเริ่มว่าอะไรก็เริ่มไม่ถูก
“พี่ใหญ่ ถ้าท่านหยอกคนไม่เป็ท่านก็อย่าทำให้น้องเล็กลำบากใจสิ”
“เป็พี่ใหญ่ที่คิดไม่รอบคอบ” เขาไม่ถือสาเจี้ยนอี้ที่แสร้งหุบพัด แววตาอ่อนแสงลงยอมถอยทั้งรอยยิ้ม
เด็กสาวจึงรีบปฏิเสธ “ข้าแค่ ไม่รู้สึกว่าตัวเองได้นอนจริง ๆ ขนาดนั้น”
“อ่า แล้วมันเป็ยังไง?”
“มืด” นางไม่ได้คิดก็ตอบไปเลย
“ก็แน่นอนละ เ้าหลับตาหนิ”
หางตาเด็กสาวคนเดียวในรถกระตุกตุ้บ แล้วก็หัวเราะลั่น “ก็ใช่หน่ะสิ” เสียงหัวเราะของนางทำให้เจี้ยนหลีและเจี้ยนหยางแม้จะไม่เข้าใจ ก็ยังหัวเราะตาม กลายเป็เจี้ยนอี้ที่หน้าบูดใส่นางแทน กลายเป็ว่าเขาถามคำถามที่ดูโง่ออกมาเสียแบบนั้น
“น้องเล็ก เ้าชักจะไม่น่ารักแล้วนะ”
เจี้ยนหนิงหัวเราะจนตัวงอ ซบอยู่กับไหล่ของเจี้ยนหยาง “พี่รองโกหก”
พอพูดไปจู่ ๆ นางก็หยุดหัวเราะ หัวที่ซบอยู่ก็ถูกดึงกลับมานั่งตัวตรง “คือ... ข้าขออภัย”
“เป็อะไรไป?” เจี้ยนหยางก้มหัวลงมาถาม
เด็กสาวปฏิเสธ “เป็ข้าที่ล่วงเกินแล้ว” ความรู้สึกที่ได้รับมาใน่เวลาที่ผ่านมาทำร้ายนางเข้าแล้วจริง ๆ การตามอกตามใจของฉินซื่อ หรือแม้กระทั่งของตระกูลมู่หรงทำให้นางใจกล้าขึ้นมากเหลือเกิน ทำไมถึงได้คิดว่าตัวเองคู่ควร อะไรทำให้พูดแบบนั้นออกไป
สุดท้ายแล้วก็เป็แค่คนที่ยึดร่างคนอื่นมา กับแค่คนที่เกินมา ก็ควรให้และรับอย่างสมควร
“ล่วงเกิน?” เจี้ยนหลีเอียงคอ แล้วตาคมกริบคู่นั้นก็แฝงแววครุ่นคิด
รถทั้งคันเงียบลง ชั่วขณะทั้งเด็กสาวก้มหน้ากำปลายแขนเสื้อตัวเอง หลับตาลงสะกดกั้นอารมณ์ที่หลากหลาย ความรู้สึกไม่ถูกไม่ควรที่พุ่งขึ้นมากะทันหันนั้นช่างน่าตายเสียจริง แม้กระทั่งรสพุทราที่อยู่ในปากก็ยังกลายเป็ขมปร่า
“หนิงหนิง เ้าคือน้องสาวของพวกเรา เ้าล่วงเกินเราแล้วมันจะเป็อะไร แค่เ้าหายดี สามารถออกจากบ้านมากับพวกเราได้ พวกเราจะรักจะตามใจเ้ายังไม่ทันเลย” เจี้ยนอี้พูดเสียงดัง ชี้พัดที่ถือไปมาท่าทีดูทำอะไรไม่ถูกเลยใช้เสียงกลบเกลื่อน เขาเลียริมฝีปาก ลดเสียงให้อ่อนลง “เ้าไม่รู้หรอกว่าหลายปีที่ผ่านมา เราเฝ้ารอเ้ามานานแค่ไหน”
ขอบตาของเด็กสาวร้อนผ่าว คำพูดบางคำก็ติดอยู่ที่ในลำคอ เปล่งออกไปไม่ได้
เห็นท่าทีคับข้องใจของเด็กสาว เด็กหนุ่มทั้งสามคนก็ได้แต่มองหน้ากันไปมา สงสารก็สงสารแต่ความไม่เข้าใจกลับมีมากกว่า เจี้ยนหลีขยับปากไม่มีเสียง ‘หรือเป็ผลค้างเคียงจากพุทราอบแห้ง?’ เจี้ยนอี้กลอกตายกมือจะทุบคน พุทราอบแห้งบ้านแม่เ้าสิ
พี่ใหญ่ถอนหายใจ เขาไม่ใช่คนพูดเก่ง ไม่ใช่คนพูดเร็ว เพราะงั้นสิ่งเขาเลือกทำคือการเอื้อมมือไปกอดน้องสาวเข้ามาในอก ก่อนจะตบไหล่ตบหลังนางเบา ๆ แต่สิ่งนี้กลับทำให้ขอบตาที่ร้อนจนลวก ผลิตหยาดน้ำเล็ก ๆ ออกมาหยดแล้วหยดเล่า
“โอ้ย แม่โว้ย!” เจี้ยนอี้เอามือทึ้งหัว เขาทำตัวไม่ถูกจริง ๆ “ไม่ร้องแล้ว ๆ หนิงหนิงเด็กดี พี่รองไม่แกล้งเ้า พี่รองให้เ้าด่าเ้าตียังไงก็ได้ ขอร้องละแม่ทูนหัว เ้าอย่าร้องไห้ได้มั้ย ถ้าท่านแม่รู้เขานางตีข้าตายแน่”
“จิ๊ ๆ ข้าจะฟ้อง เ้าตายแน่!”
“มู่หรงเจี้ยนหลี!!”
เสียงของพี่รองกับพี่สามยังคงดังอยู่ แต่ในอกของมู่หรงเจี้ยนหยาง นางหยุดน้ำตาตัวเองไม่ได้เลย แล้วยังอธิบายความรู้สึกไม่ถูก โดยไม่มีคำพูด หัวใจของพี่ใหญ่เต้นอย่างหนักแน่น มั่นคง และเป็ความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาอย่างทะนุถนอมเป็อย่างยิ่ง เด็กสาวแค่รู้สึกว่าที่ตรงนี้ปลอดภัย แต่หากอยากให้มันเป็ที่หลบภัย ก็ไม่รู้ว่าจะเป็ความจริงได้สักเพียงไหน
เมื่อรถม้ามาถึงยังที่หมาย น้ำตาก็เหือดแห้งไปแล้ว นางเม้มปากรู้สึกผิดอยู่บ้างที่ทำให้สถานการณ์กลายเป็กระอักกระอ่วนไปหมด แต่ก็พยายามแก้ไขด้วยการฝืนยิ้มออกมา สถานที่ซึ่งเจี้ยนอี้พามาคือลานประลองกลางเมือง
ดินแดนชางฉือ นับว่าเป็แดนเถื่อนแห่งหนึ่งของผู้ฝึกยุทธ์ การประชันวัดความสามารถ ไม่ว่าจะเป็ในด้านการศึกษาสามศิลป์ หกศาสตร์ หรือวรยุทธ์ ล้วนดุเดือดและเกิดขึ้นได้ทุกเวลา และที่เจี้ยนอี้พามา คือ ลานประลองวรยุทธ์ที่ลงทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เมื่อคนเรามีความสามารถก็ต้องมีเวทีแสดง ใครมีแวว ใครจ้างงาน ใครจะต้องพัฒนาตัวเอง ดีกว่าต่อยตีกันข้างนอกให้ชาวบ้านเดือดร้อน ถึงแม้จะแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด แต่ย่อมดีกว่าไม่มี
หน้าประตูทางเข้ามีผู้ตรวจสอบคอยตรวจบัตรผ่าน ชายหนุ่มทั้งสามของบ้านมู่หรงล้วนมีป้ายเหล็กสำหรับผ่านเข้าไปด้านในได้ ป้ายเข้าลานประลองจะมีสี่ระดับ ป้ายไม้แกะสลักหยาบจะเป็ป้ายจ่ายเงินเข้าครั้งเดียว จำนวนเงินสิบเหวิน เมื่อออกก็จะต้องคืนให้แก่ทางการ
ป้ายแบบที่สองคือป้ายไม้ที่แกะสลักอย่างดี ป้ายชนิดนี้จะแกะตราประทับของลานประลองเอาไว้ สำหรับสมาชิกที่เข้าใช้งานประจำค่าป้ายสิบตำลึงเงิน มีค่ารายปี ปีละห้าตำลึงเงิน เข้าออกไม่จำกัดจำนวนครั้ง
แบบที่สามคือป้ายเหล็ก ป้ายเหล็กหลอมตรานี้พิเศษขึ้นมาอีกระดับเพราะให้สำหรับสถานศึกษาหรือผู้มีฐานะ
ผู้ถือป้ายจะขึ้นทะเบียนกับสำนักยุทธ์ สำนักศึกษา สถานที่ทำงานที่ตนสังกัด หรือเป็ป้ายที่ซื้อด้วยเงินห้าสิบตำลึงเงิน ค่ารายปี ปีละสามสิบตำลึงเงิน ด้านในจะมีน้ำชาและขนมชุดเล็กไว้บริการ เข้าได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งมีผู้ติดตามได้ป้ายละสองคน และที่พิเศษกว่านั้นคือการยกเว้นค่าธรรมเนียมการประลอง
และทุกค่าใช้จ่ายสามารถจ่ายเป็หินพลังงานแทนได้ โดยจะประเมินจากราคาตลาด ณ วันจ่าย
สุดท้ายเป็ป้ายทอง ป้ายนี้ไม่มีการซื้อขาย ทางลานประลองจะเป็ผู้ส่งให้เท่านั้น ผู้ถือป้ายทอง นอกจากเหล่าผู้พิทักษ์ทั้งสิบสาม ก็คือราชวงศ์ และผู้มีความสามารถเช่น มู่หรงโหรวเจี้ยน
พวกเขาทั้งสี่ถูกพาไปยังที่นั่งชั้นสาม ตรงนั้นมีเก้าอี้เรียงกันอยู่พร้อมโต๊ะเล็ก
ชั้นแรกเป็สถานที่ตั้งเวทีสำหรับประลองทรงสี่เหลี่ยม มีธงสะบัดอยู่สี่ด้านตามทิศของประตู ยามนี้ยังไม่มีผู้เข้าประลองลงแข่งขัน ในสนามจึงยังร้างไร้ผู้คน ชั้นสองเป็ที่สำหรับนักพนันที่จ่ายเงินสำหรับป้ายไม้ทั้งสองระดับ ที่นั่งไม่ต่างกันเพียงแต่ความจอแจย่อมมากกว่า
ขณะที่พวกนางนั่งลงก็มีบ่าวนำกระดานไม้มาให้ วันนี้มีแข่งกันทั้งหมดห้าคู่หลักเกณฑ์การคัดเลือกคือผู้มีระดับพลังฐานขั้นเลี่ยนถี่เต้า (炼体道) หรือวิถีหลอมกาย
ฐานพลังจะถูกจัดแบ่งเป็ ขั้นแรกสื่อหยวนเต้า (始源道) หรือวิถีแห่งการก่อกำเนิดพลัง ตันเถียนเกิด ปราณเกิดจึงก่อรูปร่าง เมื่อพลังเป็รูปร่างแล้วจึงฝึกกายและพลังเข้าหากัน จึงเป็เลี่ยนถี่เต้าและเมื่อกายและปราณประสานขั้นถัดไปจึงเป็หน้าที่ของิญญา ที่จะเข้ามาทำให้พลังแห่งฐานนั้นสมบูรณ์ เรียกว่าขั้นเลี่ยนหุนเต้า (炼魂道) หรือวิถีกลั่นิญญา นี่เป็สามฐานแรกที่ต้องผ่านก่อนจะเข้าขั้นปู้เทียนจิ้ง
“พวกท่าน อยู่ที่ระดับไหน” เจี้ยนหนิงเอ่ยถาม นางนั่งอยู่ข้างเจี้ยนหลี ส่วนเจี้ยนอี้นั่งไกลนางที่สุดเหมือนหนูที่กลัวแมว เื่บนรถม้าคงยังฝังใจเขาอยู่ไม่น้อย
“ของพี่ใหญ่อยู่ที่วิถีหลอมกายขั้นกลาง ข้าอยู่ขั้นต้น แต่ระดับมากกว่าเจี้ยนอี้”
“เ้าหยุดขี้โม้เถอะ น้องเล็กอย่าไปเชื่อ ขั้นพลังข้ายังไงก็ต้องบรรลุก่อนหมอนี่แน่นอน”
“อาศัยอะไร?”
เจี้ยนอี้ยิ้มเหี้ยมถูมือ “อาศัยหินพลังงานที่ได้จากปีใหม่ปีนี้ไง”
“เ้าก็ไม่ได้เป็คนเดียวที่มี ถ้าเทียบแล้วข้าว่าปีนี้น้องเล็กน่าจะได้เยอะที่สุด แค่ท่านปู่ก็ให้นางสามพันก้อนเข้าไปแล้ว แถมยังเป็หินชั้นดีเสียด้วย” เด็กหนุ่มหน้าเข้มแสร้งจับคาง “แล้วไหนเ้าจะลงต้องพนันที่นี่อีก แพ้ขึ้นมาเงินหายหินก็หาย คนดวงซวยอย่างเ้าจะเอาอะไรมาชนะข้า?”
“ข้าไม่ชนะเ้า?”
“แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?”
“แต่ข้าเป็อันดับหนึ่งของยอดยุทธ์รุ่นเยาว์อยู่นะ” เสียงนั้นแทบจะเป็เสียงกระซิบ แต่กลับเป็เสียงกระซิบที่ทำเอาเจี้ยนหลีตัวแข็งทื่อกัดฟันกรอด
“ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เ้าขี้โกง!”
“อะ ๆ ข้าโกงยังไงเ้าก็ได้ที่สาม จะมาหาว่าข้าโกง อย่างน้อยก็ต้องมีคุณสมบัติของที่สองก่อนนะ”
เจี้ยนหนิงกำลังฟังเพลิน ๆ แต่กลับถูกพี่ใหญ่เรียกเอาไว้ “เ้าจะลงพนันคนไหน?”
“ข้า?” นางชี้หน้าตัวเอง “ข้าไม่รู้ว่าต้องเล่นยังไง”
“ไม่เป็ไร ไม่ยาก เ้าดูก็จะเข้าใจ” เขาหันกลับไปดูรายชื่อในกระดานตรงหน้า “วันนี้พวกเขาพาเ้ามา นอกจากอยากพาเ้าออกมาข้างนอกบ้าง ก็เป็เพราะระดับฐานพลังของผู้ลงสนามประลองใกล้เคียงกันกับพวกเรา สำหรับพวกเขาแล้วเป็ประโยชน์ต่อการฝึก” นั่นเป็ประโยคยาว ๆ แรกของมู่หรงเจี้ยนหยาง
แล้วก็เป็ประโยคที่มีคุณภาพ
มากกว่าที่พี่รองกับพี่สามพูดมารวมกันสามวันเสียอีก