“ถ้าไม่อยากให้นังผู้หญิงคนนี้ตายอนาถก็ปล่อยพวกเราไปซะ แล้วเตรียมรถไว้ให้เราด้วย ถ้าพวกเรามั่นใจว่าปลอดภัยแล้วพวกเราก็จะปล่อยผู้หญิงคนนี้ไป” โจรสี่ต่อรอง
“คุณใจเย็นๆ คิดให้ดีๆ ก่อนนะ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจหากคุณทำอะไรเธอ โทษความผิดก็จะยิ่งหนักขึ้น หากคุณยอมปล่อยเธอตอนนี้เราจะลดโทษเื่ปล้นธนาคารให้คุณก็ได้ เพราะตอนนี้ยังไม่มีใครได้รับอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต”หัวหน้าตำรวจพยายามเกลี้ยกล่อมในขณะที่ตำรวจในทีมบางนายพยายามเดินอ้อมเพื่อเข้าประชิดตัวโจรสี่
“ไม่ ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น พวกแกคิดว่าฉันโง่นักหรือไงอย่าคิดว่าฉันจะเชื่อคำพูดของพวกตำรวจอย่างแกนะ ถ้าฉันปล่อยนังนี่เมื่อไหร่พวกแกก็จะจับฉันทันทีน่ะสิ เฮอะ ไป ถอยไป อย่าเข้ามาใกล้พวกแกคิดว่าฉันไม่กล้าฆ่านังนี่จริงๆหรือ” โจรสี่ไม่ยินยอมและตวาดไล่พร้อมกับวาดมีดไปด้านข้าง แล้วขยับเดินไปใกล้ลูกค้าคนอื่นๆเมื่อเห็นตำรวจสองนายพยายามเข้ามาใกล้เขา ก่อนที่จะใช้มีดนั้นจ่อคอตัวประกันอีกครั้งลูกค้าคนอื่นๆ กรีดร้องและพยายามถอยให้ห่างอีก
จากนั้นตำรวจและโจรสี่ก็โต้เถียงต่อรองกันไปมาในขณะที่โจรสามก็หน้าซีดลงเรื่อยๆ เพราะเืไหลไม่หยุดส่วนโจรหนึ่งและโจรสองลดมือที่ชูลงและถือปืนในท่าเตรียมพร้อมั้แ่โจรสี่จับตัวประกันไว้แล้วแต่ยังไม่กล้ายิงสู้ ได้แต่เพียงถือปืนยืนคุมเชิงกับตำรวจเท่านั้นแม้จะมีตัวประกันแต่ก็ไม่มีอะไรรับรองได้ว่าถ้าพวกเขาฮึดสู้ขึ้นมาตำรวจจะไม่ตอบโต้ ต่างฝ่ายต่างดูเชิงกันปล่อยให้โจรสี่และหัวหน้าทีมตำรวจเจรจาต่อรองกัน เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มยิงอีกฝ่ายต้องตอบโต้อย่างแน่นอน
ขณะที่โจรสี่และตำรวจกำลังเจรจาโต้เถียงกันหลินเยว่ซิงก็คิดว่าจะทำอย่างไรดีเพราะหากชักช้าก็ไม่แน่ว่าโจรอาจจะทำร้ายตัวประกันได้
‘ดูท่าว่าฉันคงต้องยื่นมือเข้าช่วยตัวประกันสินะทั้งที่ฉันไม่อยากจะพาตัวเองเข้าไปวุ่นวายเลย ฉันไม่ได้อยากเป็ซูเปอร์วูแมนที่ต้องคอยพิทักษ์โลกหรอกนะคุณตำรวจกับโจรก็เจรจากันไม่จบเสียที หากมัวแต่รอตำรวจเกลี้ยกล่อมถ่วงเวลาตัวประกันอาจจะแย่ ช่างน่าสงสารเสียจริง และหากยอมให้โจรพาตัวประกันไปได้ก็ไม่รู้ว่ามันจะปล่อยตัวประกันให้ปลอดภัยจริงหรือเปล่า แต่จะช่วยอย่างไรดีล่ะ คนถึงจะไม่มองว่าฉันเป็ตัวประหลาดถ้าไม่กลัวว่าผู้คนจะแตกตื่นฉันคงใช้พลังปราณธาตุจัดการกับโจรพวกนี้แล้วเพราะมันก็ไม่ใช่ปัญหายากสำหรับฉันเลย แต่คนเยอะขนาดนี้ถ้าฉันทำแบบนั้นฉันต้องกลายเป็ตัวประหลาดบนข่าวหน้าหนึ่งแน่ถ้าแค่ถูกวิจารณ์ฉันก็ไม่สนใจหรอกนะ แต่ถ้าถูกถามไม่หยุดและถูกคนติดตามจนชีวิตอันสงบสุขของฉันหายไปล่ะ’หลินเยว่ซิงครุ่นคิดในใจขมวดคิ้วมุ่นสองจิตสองใจระหว่างช่วยคนแล้วตัวเองอาจวุ่นวายกับไม่ช่วยแล้วตัวประกันตรงหน้าได้รับอันตราย
ด้วยใจจริงของหลินเยว่ซิงคือไม่อยากทำตัวเด่นเพราะไม่อยากให้มีคำถามหรือเื่วุ่นวายตามมาเธอแค่อยากใช้ชีวิตอย่างปกติสุขแล้วใช้ทักษะบางอย่างจากแดนบำเพ็ญเพียรสร้างรายได้เท่านั้นแต่การจะปล่อยผ่านเื่ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาไปทั้งที่เธอสามารถช่วยเหลือได้ง่ายๆ เพียงแค่สะบัดมือเธอคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตแน่นอน
‘เอาเถอะ การที่ฉันได้กลับมายังยุคปัจจุบันได้พบหน้ากับครอบครัวอีกครั้งมันอาจจะเป็โชคชะตาที่ต้องแลกกับการมีชีวิตที่วุ่นวายก็ได้ฉันถึงต้องมาพบเจอเื่แบบนี้’ หลินเยว่ซิงพยายามทำใจ
‘ฉันจะพยายามไม่ให้ตัวเองดูแปลกประหลาดเกินไปก็แล้วกันอืม ใช้พิษจัดการดีไหมนะ แล้วจะใช้พิษอะไรดีล่ะ’ หลินเยว่ซิงครุ่นคิด
‘หากเป็พิษประเภทกลิ่น พื้นที่ก็กว้างเกินไปหากใช้ผ่านการัักับผิว พวกมันก็สวมเสื้อผ้าเสียมิดชิดหากจะดีดยาใส่ปากพวกมันก็ดันสวมแมส สวมหมวกโม่ง แล้วจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย’หลินเยว่ซิงย่นคิ้ว
‘โอ้ นึกออกแล้ว หวังว่าคงไม่ถึงตายนะ’หลินเยว่ซิงอุทานเมื่อนึกได้แล้วว่าจะใช้วิธีใด
‘หึหึ ถ้าตายก็อโหสิกรรมให้ด้วยนะ’หลินเยว่ซิงกล่าวในใจ เผลอหัวเราะเสียงเหี้ยมเบาๆพร้อมกับหยิบอักขระยันต์ที่สร้างไว้แล้วั้แ่ตอนที่อยู่ในแดนบำเพ็ญเพียรขึ้นมารีบพับยันต์แผ่นนั้นด้วยความชำนาญ เสียงหัวเราะเบาๆของเธอทำให้ตำรวจและลูกค้าสามสี่คนสนใจหันไปมองเมื่อเห็นการกระทำของเธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพียงแต่รู้สึกแปลกใจและนินทาเธอในใจ
‘นี่มันเวลาอะไรกันเนี่ย มายืนใจเย็นพับกระดาษเล่นมันใช่เวลาไหม’
เห็นความไร้สาระไม่รู้เวลาของหลินเยว่ซิง คนที่มองจึงเลิกสนใจแล้วหันไปดูเหตุการณ์ชวนตื่นเต้นตรงหน้าต่อ
หลังจากพับยันต์เสร็จเธอกุมสองมือเข้าด้วยกันแล้วฉีดพลังปราณไปยังยันต์แผ่นนั้น แล้วคลายมือแยกออกพลันมีผีเสื้อสีเหลืองอมส้มขอบปีกเป็สีดำบินออกมาจากมือของเธอราวกับเล่นมายากล
ในสายขอของคนทั่วไปสิ่งที่เห็นก็คือผีเสื้อสวยๆตัวหนึ่งทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็เพียงผีเสื้อกระดาษ
ยันต์พร้อมใช้แผ่นนี้เธอสร้างขึ้นตามคำแนะนำของศิษย์พี่รองเขาบอกว่าเธอควรมีอักขระยันต์สำหรับใช้ต่อสู้ป้องกันตัวเตรียมติดไว้บ้างและเธอก็เชื่อฟัง เพราะแม้เธอจะมีพลังธาตุไฟใช้ต่อสู้ได้ แต่ในแดนบำเพ็ญเพียรทุกคนล้วนมีพลังธาตุ พลังปราณ บางคนมีระดับพลังสูงและหลายคนที่ระดับพลังสูงกว่าเธอ ในแดนบำเพ็ญเพียร หากเปรียบเทียบกับคนอื่นๆแล้วหลินเยว่ซิงไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจด้านวรยุทธ์เพราะหากไม่นับเื่ที่เวลาส่วนมากของเธอหมดไปกับการบ่มเพาะพลังแล้ว เื่หลักที่เธอศึกษาคือการปรุงยารักษาการปรุงยาพิษ และการเขียนอักขระ เสียเป็ส่วนใหญ่วรยุทธ์ของเธอเป็เพียงแค่ระดับต่อสู้เป็ต่อสู้ได้เท่านั้นถึงแม้เธอจะไม่เก่งกาจด้านวรยุทธ์แต่ความสามารถด้านการปรุงยาพิษและการเขียนอักขระก็ทำให้ผู้มีวรยุทธ์เก่งกาจหลายคนพลาดท่าต่อเธอมาเสียนักแล้วการที่เธอสามารถมีชีวิตรอดจากผู้มีวรยุทธ์สูงมาได้นั้นก็เพราะระดับพลังของเธอและการที่เธอมีอาวุธลับติดตัวอยู่เสมอนั่นเอง
‘แม้จะสิ้นเปลืองไปสักหน่อย แต่เพื่อความชัวร์ว่าตัวประกันจะไม่ได้รับอันตรายก็คงต้องยอมละนะ’ หลินเยว่ซิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดายนิดหน่อยจนต้องคิดหาคำปลอบใจตัวเอง
‘ฉันอุตส่าห์เลือกยันต์ที่มีพลังอ่อนที่สุดให้นายเลยนะขอบคุณฉันด้วยล่ะ’ หลินเยว่ซิงบอกคนร้ายในใจ
ไม่นานเกินรอ ผีเสื้อตัวน้อยก็บินไปเกาะศีรษะของคนร้าย
ฟี๊ด~ เปรี๊ยะ ซือ~
“อ๊าก~”
เพียะ ปึ้ก
“อั่ก”
เพียงแค่ผีเสื้อกระดาษแตะัักับคนร้ายความเจ็บจี๊ดแสบร้อนชาก็เกิดขึ้นทั่วร่างของโจรสี่แทบจะในทันทีในหูของโจรสี่ราวกับได้ยินเสียงฟ้าร้อง ในมโนภาพราวกับได้เห็นฟ้าแลบแปลบ และรู้สึกตัวชาราวกับโดนไฟดูด ไฟฟ้าช๊อตสิ่งที่โจรสี่ได้ััแต่ทุกคนในที่นั้นต่างไม่มีใครได้ยินหรือได้เห็นโจรสี่ร้องลั่นด้วยความเ็ปและใ ยังไม่ทันจะหายเจ็บชาก็รู้สึกตึงๆข้อมือข้างที่ถือมีด เพราะถูกสันมือของใครสักคนสับที่ข้อมือของเขาเนื่องจากความชายังไม่หายไป มีดในมือหล่นลงพื้นอย่างง่ายดายยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนก็โดนตีเข่าเข้าที่ลิ้นปี่จุกจนตัวงอล้มลงอย่างสิ้นท่า
หญิงสาวตัวประกันถูกดึงเอวออกมาจากโจรให้มาอยู่ด้านหลังของผู้ที่เข้ามาช่วยหญิงสาวตัวประกันทันได้เห็นเข่าลอยของผู้ที่มาช่วยเธอ กระแทกเข้าที่ร่างของโจรสี่แล้วโจรก็ล้มตรงหน้าเธอ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นรวดเร็วมากจนผู้ที่มองโจรสี่อยู่รู้สึกใและงุนงงต่อภาพเหตุการณ์ที่เห็นในชั่วเวลาไม่กี่วินาทีสิ่งที่พวกเขาเห็นตามลำดับคือ เหมือนจะมีตัวอะไรสักอย่างสีเหลืองๆ ดำๆตกลงมาที่ศีรษะของโจรสี่ แต่บางคนก็มองเห็นว่ามันคือผีเสื้อรู้สึกแปลกใจเช่นกันว่าในอาคารปิดแบบนี้ มีผีเสื้อมาบินอยู่ได้อย่างไรแต่เพียงเสี้ยวอึดใจต่อมา เสียงร้องด้วยความเ็ปของโจรสี่ก็ดังขึ้นจากนั้นก็ตามมาด้วยผู้หญิงคนหนึ่งจากกลุ่มลูกค้ากระโจนเข้ามาทำร้ายโจรสี่ด้วยความเร็วมากราวกับว่าเธอะโทีเดียวก็ถึงตัวโจรเลยเธอใช้สันมือของเธอฟันฉับเข้าที่ข้อมือของโจรจนมีดร่วงตกพื้นแล้วเธอก็ดึงตัวประกันออกมาให้ห่างจากโจรจากนั้นเธอก็ตีเข่าเข้าที่ร่างของโจรแล้วโจรก็ล้มลงไปนอนตัวงอกองกับพื้น
ทุกคนอ้าปากค้าง เงียบกริบราวกับนัดกันไว้ พอโจรสี่ล้มลงไปหญิงสาวก็ใช้เท้าเขี่ยมีดที่พื้นจนมีดลอยเด้งขึ้นมา เธอยกมือรับมีดที่ลอยขึ้นมาเอาไว้
ความเงียบที่เกิดขึ้นราวกับว่าหากมีเข็มตกสักเล่มก็คงได้ยิน ครู่ต่อมาก็มีเสียงคนปรบมือ และเมื่อมีคนเริ่มคนอื่นๆ ก็ปรบมือตาม จากนั้นเสียงคุยกัน เสียงชื่นชมก็ดังขึ้น ลืมไปเลยว่ายังมีโจรอีกสองคนที่ถือปืนอยู่
เมื่อตำรวจหายตะลึงก็ทำหน้าที่ของตนต่อ
“หยุด วางปืนลงซะ”หัวหน้าตำรวจที่ได้สติแล้วยกปืนตั้งท่าเตรียมพร้อม เล็งไปที่โจรหนึ่งทีมตำรวจได้ยินเสียงก็เล็งปืนไปทางโจรที่เหลือตำรวจนายหนึ่งเดินมาใส่กุญแจมือโจรสี่ที่ยังนอนจุกตัวงออยู่
หลินเยว่ซิงมองโจรสี่แล้วถอนหายใจเมื่อเห็นหน้าอกของโจรยังพองขึ้นพองลงอยู่“ดีนะ ที่ยังไม่ถึงตาย”
อักขระยันต์ที่หลินเยว่ซิงใช้เธอเรียกมันว่า“ยันต์สายฟ้า” เนื่องจากมันมีคุณสมบัติตามชื่อผู้ที่ถูกยันต์นี้เล่นงานจะรู้สึกเหมือนโดนไฟดูด ไฟช๊อต หรือฟ้าผ่า ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าตอนที่สร้างยันต์นี้ขึ้นมาผู้ผนึกพลังธาตุมีระดับพลังอยู่ที่ระดับใด
การสร้างยันต์ธาตุ นอกจากเขียนอักขระแล้วยังต้องให้ผู้มีพลังธาตุนั้นๆ ผนึกพลังลงในยันต์ใบนั้นด้วย ยันต์จึงจะสัมฤทธิผลยันต์ใบที่หลินเยว่ซิงใช้ตอนนี้สร้างขึ้นโดยใช้พลังธาตุของศิษย์พี่ใหญ่ั้แ่ตอนที่เขามีพลังเพียงระดับอาจารย์เท่านั้นและยังเป็่ที่หลินเยว่ซิงเพิ่งหัดสร้างยันต์ใน่แรกๆ ด้วยผลของมันจึงเพียงแค่เหมือนโดนไฟดูด ไฟฟ้าช็อตเท่านั้นหากใช้ยันต์ใบที่เป็พลังระดับปัจจุบันของศิษย์พี่ใหญ่ โจรคนนี้ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่มีพลังระดับจักรพรรดิแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่มีสองธาตุคือ ธาตุลมและธาตุสายฟ้า แน่นอนว่าศิษย์พี่ใหญ่ผู้ใจดีต้องผนึกพลังทั้งสองธาตุลงในอักขระยันต์ให้เธอแม้ว่าการผนึกพลังธาตุลงในยันต์แต่ละแผ่นศิษย์พี่ใหญ่ต้องเหนื่อยมากเพราะต้องใช้พลังปราณเยอะแต่เพื่อศิษย์น้องสามผู้น่ารัก เขาจึงยอมทำให้ตอนนี้เธอจะต้องใช้ยันต์อย่างประหยัดเฉพาะเมื่อถึงคราวจำเป็เท่านั้นเพราะเธอใช้ไปเยอะแล้วตอนที่อยู่ในแดนบำเพ็ญเพียรตอนนี้มีเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้นนอกจากนี้เธอยังมียันต์ธาตุของศิษย์พี่รองซึ่งเป็ธาตุน้ำและศิษย์น้องเล็กธาตุน้ำแข็งอีกด้วย มีเหลืออย่างละเล็กละน้อยหลินเยว่ซิงต้องระลึกไว้เสมอว่า ยันต์หนึ่งแผ่นใช้ได้หนึ่งครั้งและตอนนี้เธอไม่ได้อยู่กับพวกเขาแล้วไม่มีใครผนึกพลังธาตุลงในอักขระยันต์ให้เธอได้อีกแล้ว
หลังจากที่ผีเสื้อกระดาษถูกใช้งาน อักขระที่เขียนไว้ก็หายไปเหลือเพียงกระดาษเปล่าที่มีสีอ่อนจางกว่าเดิมสองถึงสามเท่าหมดคุณสมบัติที่จะนำมาใช้เขียนยันต์อีกแต่ก็ยังคงสภาพเป็กระดาษที่ถูกพับเป็รูปผีเสื้อ