ความมืดมิดห่มคลุมสติสัมปชัญญะของเิเหยียนอีกครั้ง แต่ครานี้มันไม่เนิ่นนานเท่าการเดินทางข้ามภพในคราแรก เสียงจอแจและััอุ่นๆ ที่ต้นแขนปลุกให้เขารู้สึกตัวขึ้นอย่างช้าๆ
เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ ปรือเปิด แสงไฟจากคบเพลิงที่ปักอยู่รอบๆ ทำให้ต้องหยีตาลงเล็กน้อย สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าตื่นตระหนกของเด็กสาวซูเม่ย นางกำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบหน้าให้เขาอย่างเงอะงะ ข้างๆ กันนั้น ศิษย์พี่หลิวกำลังนั่งขัดสมาธิ หลับตาโคจรพลังงานบางอย่าง ตามเนื้อตัวของเขามีร่องรอยไหม้เกรียมและาแหลายแห่ง ส่วนศิษย์อีกคนที่เหลือ ซึ่งเป็เด็กหนุ่มท่าทางสุขุม กำลังตรวจดูสัมภาระที่กระจัดกระจายอย่างเงียบๆ
"เิเหยียน! เ้าฟื้นแล้ว!" ซูเม่ยร้องออกมาเบาๆ ด้วยความดีใจระคนแปลกใจ นางมองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อนกว่าเดิมมากนัก "เมื่อครู่...เ้า...เ้าทำได้อย่างไร?"
เิเหยียน (เร็นไซ) กระพริบตาปริบๆ แสร้งทำเสียงอ่อนแรงและสับสน "ข้า...ข้าทำอะไรไปหรือขอรับ?" ในใจประเมิน: 'ดูท่าการตอบโต้เมื่อครู่คงจะ 'โดดเด่น' เกินไปสำหรับสถานะเด็กรับใช้ ร่างกายนี้ยังไม่พร้อมจะเปิดเผยความสามารถที่แท้จริง การแสร้งทำเป็สับสนน่าจะเป็การดีที่สุด'
"ก็เ้า...เ้าลุกขึ้นสู้กับอสูรปักษาเพลิงนั่นน่ะสิ!" ซูเม่ยยังคงตื่นเต้น "ท่าทางของเ้า...มัน...มันไม่เหมือนเ้าคนเดิมเลย!"
ศิษย์พี่หลิวลืมตาขึ้น จ้องมองมายังเิเหยียนด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก เขากระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า "เ้าแค่โชคดีที่อสูรนั่นมันาเ็อยู่แล้ว และคงใที่เห็นเ้าพุ่งเข้าไปไม่กลัวตาย เลยหนีไปเองมากกว่า อย่าได้ลำพองใจไป" แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในน้ำเสียงกลับแฝงความกังขาอยู่ลึกๆ
เิเหยียน (เร็นไซ) คิดในใจ: 'โชคดีรึ? การควบคุมจังหวะและการอ่านสถานการณ์คือพื้นฐานของนักรบ มิใช่เื่ของโชคชะตา แต่การโต้เถียงกับผู้ที่ยังอ่อนประสบการณ์ย่อมไร้ประโยชน์ สู้ปล่อยให้เข้าใจผิดไปเช่นนั้นก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายเื่น่าเบื่อ' เขาเพียงแต่พยักหน้ารับเบาๆ ทำทีว่าเห็นด้วย
เด็กหนุ่มอีกคนเดินเข้ามา เขาคือศิษย์พี่เจิ้งอี้ ผู้มีบุคลิกสุขุมและช่างสังเกตที่สุดในกลุ่ม เขามองเิเหยียนั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะเอ่ยถามเรียบๆ ว่า "เิเหยียน ความทรงจำของเ้า...ยังปกติดีอยู่หรือไม่? เมื่อครู่เ้าถูกแรงกระแทกอย่างหนัก"
เิเหยียน (เร็นไซ) คิด: 'เ้าเด็กนี่ดูจะมีสติปัญญาและความสุขุมกว่าอีกสองคนอยู่บ้าง การอ้างว่าความจำสับสนดูจะเป็ทางเลือกที่ 'สิ้นเปลืองพลังงานน้อยที่สุด' ในการรับมือกับคำถามของพวกเขาในตอนนี้ ดีกว่าต้องมานั่งแต่งนิทานเื่การกลับชาติมาเกิดให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ' เขาพยายามทำเสียงให้ดูอ่อนแอและสับสนที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ข้า...ข้ารู้สึกมึนงงเล็กน้อยขอรับ ศิษย์พี่เจิ้งอี้ จำอะไรไม่ค่อยได้ชัดเจนนักหลังจากที่ถูกลูกหลง..."
ซูเม่ยทำหน้าเห็นใจ "น่าสงสารจริง... คงจะใมากสินะ"
ศิษย์พี่หลิวเบ้ปากเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาคงยังกังขากับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเิเหยียน แต่เมื่ออีกฝ่ายอ้างว่าความจำสับสน เขาก็ไม่อาจซักไซ้มากความ
เจิ้งอี้พยักหน้ารับ "เช่นนั้นก็พักผ่อนเถิด พวกเราจะผลัดกันเฝ้ายาม อสูรตัวนั้นแม้จะหนีไปแล้ว แต่ก็ไม่อาจวางใจได้ว่ามันจะไม่ย้อนกลับมา หรือมีอสูร (妖兽 - เยาโซ่ว) ตัวอื่นในป่าหมอกโลหิต (血雾森林 - เซวี่ยอู้เซินหลิน) แห่งนี้อีก"
เิเหยียนขยับตัวเล็กน้อย รู้สึกปวดร้าวไปทั่วร่าง เขาเหลือบมองกระบี่เหล็กเล่มนั้นที่วางอยู่ไม่ไกล 'อย่างน้อยก็ยังเป็เหล็ก...เป็สัญลักษณ์ของวิถีที่ข้าคุ้นเคย ดีกว่ามือเปล่าเป็แน่แท้' "กระบี่นั่น..."
ซูเม่ยรีบหยิบมันมาส่งให้ "นี่ของเ้าใช่หรือไม่? ข้าเห็นเ้ากำมันแน่นตอนที่สลบไป"
เิเหยียนรับกระบี่มาถือไว้ ความรู้สึกเย็นเฉียบของโลหะทำให้จิตใจของเขาสงบลงเล็กน้อย "ขอบคุณท่านมาก ศิษย์พี่ซูเม่ย"
หลังจากนั้น บรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงฟืนในกองไฟที่ปะทุเป็ระยะ และเสียงลมหายใจของแต่ละคน เร็นไซแสร้งหลับตาลง แต่ในใจกำลังประมวลผลข้อมูลของโลกใหม่นี้อย่างต่อเนื่อง 'อสูร...พลังงานประหลาด...กฎเกณฑ์ที่แตกต่างจากความเข้าใจเดิมโดยสิ้นเชิง หาก้าจะบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในภพนี้ คงต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ 'เต๋า' ของโลกใบนี้เสียก่อน การยึดติดกับความสำเร็จในอดีตเป็เพียงความเขลา'
เขาลอบสังเกตเหล่าศิษย์ทั้งสามคน 'แต่ละคนล้วนมีจุดอ่อนและจุดแข็งที่แตกต่างกันไป การเดินทางร่วมกับพวกเขาอาจจะไม่ใช่เื่เลวร้ายเสียทีเดียว...อย่างน้อยก็เป็ 'บทเรียนที่มีชีวิต' ให้ข้าศึกษาโลกใบนี้ และบางที...อาจจะมีประโยชน์ในการบรรลุเป้าหมายของข้าในภายภาคหน้าก็เป็ได้'
'วิถีดาบ "โกะริน โนะ โช" (五輪書) ของข้า...จะยังคงนำทางข้าในโลกที่เต็มไปด้วยเื่เหนือจินตนาการเช่นนี้ได้จริงหรือ? หรือมันจะเป็เพียงตำราเก่าคร่ำคร่า? ไม่สิ...แก่นแท้ของมันคือความเข้าใจในสรรพสิ่ง คือการปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ มันย่อมต้องสามารถปรับใช้ได้เสมอ เพียงแต่ข้ายังต้องค้นหารูปแบบที่เหมาะสมกับโลกใบนี้เท่านั้น'
คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวของเขา แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัดก็คือ... เขายังมีชีวิตอยู่ และตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เส้นทางของเขาก็ยังไม่จบสิ้น ไม่ว่าจะในโลกเก่า...หรือโลกใหม่ที่แสนพิลึกพิลั่นใบนี้ก็ตาม
(จบตอนที่ 3)