กงล้อแห่งกาลเวลาหมุนเคลื่อนไม่หยุดนิ่ง ทินกรเคลื่อนคล้อยสู่กลางศีรษะ สาดแสงแรงกล้าอาบทั่วทั้งนครอวิ๋นหลัว รถม้าคันงามของสกุลซูได้นำพาร่างของเซี่ยหยางกลับมาส่งถึงหน้าจวนสกุลเซี่ยอย่างปลอดภัยตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้
เสิ่นอี้ก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่ยังคงความสง่างามไว้ไม่เสื่อมคลาย ทว่าภายในใจนั้นกลับรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ไม่น้อย การเดินทางเข้าเมือง การเผชิญหน้ากับผู้คน และการใช้ความคิดวางแผนอย่างต่อเนื่องตลอดหลายชั่วยามที่ผ่านมา ได้สูบสิ้นพลังงานของนางไปมากกว่าที่คาดไว้ อากาศที่เริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นทำให้ลำคอรู้สึกแห้งผาก นางหยิบพัดกระดาษด้ามจิ้วที่พกติดตัวมาขึ้นคลี่ออก โบกสะบัดเบาๆ เพื่อคลายความรุ่มร้อน
“โอย...คุณชายเ้าขา...จะรีบเดินไปไหนกันเ้าคะ รอกันบ้างสิเ้าคะ!”
เสียงหอบหายใจระคนเสียงบ่นอุบดังมาจากเื้ั เสี่ยวชุ่ย สาวใช้ผู้ภักดีกำลังเดินตามมาอย่างทุลักทุเล สองแขนของนางประคองกล่องไม้เนื้อดีที่ห่อหุ้มด้วยผ้าไหมอย่างงดงามไว้ถึงสองกล่องใหญ่ ไหนจะยังมีห่อผ้าเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณชายของนางเพิ่งนึกสนุกซื้อเพิ่มมาระหว่างทางอีก ดูพะรุงพะรังจนแทบจะมองไม่เห็นทางเดินอยู่รอมร่อ
เสิ่นอี้ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย หันกลับไปมองด้วยแววตาขบขันระคนเอ็นดู “ชักช้าอยู่ใยเล่าเสี่ยวชุ่ย แค่นี้ก็ทำเป็หมดแรงเสียแล้ว”
“ก็มันหนักนี่เ้าคะ!” เสี่ยวชุ่ยเบ้ปาก “แล้วคุณชายก็เดินเร็วยิ่งกว่าม้าเสียอีก บ่าวตามแทบไม่ทันแล้วนะเ้าคะ!”
ขณะที่สองนายบ่าวกำลังต่อปากต่อคำกันอยู่นั้นเอง รถม้าประจำตำแหน่งคันใหญ่ที่ดูโอ่อ่าและน่าเกรงขามกว่ารถม้าทั่วไปหลายเท่า ก็แล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าประตูจวนพอดี พ่อบ้านเซี่ยผู้ชราภาพรีบวิ่งนำบ่าวไพร่ชายอีกสองสามคนออกไปต้อนรับอย่างนอบน้อม
ม่านรถม้าถูกเลิกขึ้น เผยให้เห็นร่างสง่างามในอาภรณ์ขุนนางขั้นสองสีน้ำเงินเข้มปักลายวิหคเหินอย่างวิจิตร...เสนาบดีเซี่ยจิ้งหง ผู้เป็ประมุขแห่งจวน ได้กลับมาจากการประชุมราชกิจยามเช้า
เสนาบดีเซี่ยก้าวลงจากรถม้าด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนล้าจากการทำงานหนัก ทว่าทันทีที่สายตาคมกริบคู่นั้นตวัดมาเห็นภาพของบุตรชายคนโตที่ยืนโบกพัดอย่างสบายอารมณ์อยู่หน้าประตู โดยมีสาวใช้หอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังตามหลังมา ความอ่อนล้าบนใบหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็ความไม่พอใจขึ้นมาในทันที!
ในสายตาของเขา ภาพตรงหน้ามันช่างบาดตาบาดใจเสียนี่กระไร! บุตรชายตัวดีที่เพิ่งก่อเื่น่าอัปยศอดสูไปหมาดๆ แทนที่จะเก็บตัวสำนึกผิดอยู่ในเรือน กลับยังกล้าออกไปเที่ยวเตร่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น! ข้าวของมากมายในมือสาวใช้นั้นจะเป็อะไรไปได้อีกเล่านอกจากของเล่นไร้สาระที่คุณชายไม่เอาไหนอย่างมันไปผลาญเงินซื้อมา!
เปลวโทสะที่เพิ่งจะมอดลงไปเมื่อหลายวันก่อน ปะทุขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว!
“เซี่ยหยาง! หยุดอยู่ตรงนั้น…!”
เสียงตวาดกร้าวดุจราชสีห์คำรามดังลั่นขึ้น ทำลายบรรยากาศอันแสนภิรมย์จนสิ้นซาก บ่าวไพร่บริเวณนั้นต่างสะดุ้งโหยง รีบก้มหน้าลงต่ำด้วยความหวาดกลัว เสี่ยวชุ่ยถึงกับตัวสั่นจนกล่องในมือแทบร่วงหล่น
เสิ่นอี้ที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูถึงกับต้องหยุดชะงักฝีเท้า นางหลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ขุ่นมัวที่พุ่งขึ้นมา
‘ให้ตายเถอะ...’ นางแอบบ่นในใจอย่างหัวเสีย ‘คนยิ่งไม่อยากเจอหน้า ์ก็ใยแกล้งกลั่นให้ต้องมาเจอกันในเวลาเช่นนี้ด้วยนะ!’
นางทำสีหน้าแบะปากมองบนอย่างเอือมระอาอยู่เพียงชั่วพริบตา ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม แล้วจึงค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับต้นเสียงนั้น
“คารวะท่านพ่อ” เสิ่นอี้ประสานมือโค้งคำนับบิดาด้วยกิริยาที่งดงามและสุภาพไร้ที่ติ ราวกับคุณชายผู้ได้รับการอบรมมาอย่างดีเลิศ “ไม่ทราบว่ามีสิ่งใดให้ผู้บุตรรับใช้หรือขอรับ.?”
เสนาบดีเซี่ยสาวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว พ่อบ้านเซี่ยรีบเดินตามมาติดๆ สายตาของเขาจ้องเขม็งมายังบุตรชาย ก่อนจะปรายตามองไปยังข้าวของในมือเสี่ยวชุ่ยด้วยแววตาดูแคลน “รับใช้อย่างนั้นรึ! ข้าดูท่าเ้าคงจะเพลิดเพลินกับการออกไปเที่ยวเตร่เสียมากกว่า! นี่มันอะไรกัน! เื่ที่เ้าก่อขึ้นยังไม่ทันจะคลี่คลาย เ้าก็กลับไปทำตัวเหลวไหลเช่นเดิมอีกแล้วรึ! ให้สาวใช้ต้องมาหอบของพะรุงพะรังกลับมาเช่นนี้ เ้าเอาเงินทองของตระกูลไป...”
“ผู้บุตรมิได้ออกไปเที่ยวเตร่ขอรับ”
ยังไม่ทันที่เสนาบดีเซี่ยจะได้แผดเสียงตำหนิจนจบประโยค น้ำเสียงที่สุขุมและไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ของเซี่ยหยางก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น
เสนาบดีเซี่ยชะงักงันไปในทันที คำพูดเกรี้ยวกราดที่เตรียมจะพ่นออกมาติดอยู่ในลำคอ เขามองบุตรชายที่ยืนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
เซี่ยหยางเงยหน้าขึ้นสบตาบิดาตรงๆ แววตาของเขาใสกระจ่าง ไม่มีความหวาดกลัวหรือร้อนรนแม้แต่น้อย “ข้าวของเหล่านี้ คือสิ่งที่ผู้บุตรตั้งใจออกไปเสาะหามา เพื่อเตรียมนำไปมอบให้แก่ท่านรองเ้ากรมฉินและฮูหยินฉินในวันที่จะต้องไปขอขมาขอรับ”
เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เพียงแต่ว่า...ด้วยสายตาอันด้อยประสบการณ์ของผู้บุตร ก็ยังไม่แน่ใจนักว่าของที่เลือกมานั้น จะสูงค่าและถูกใจท่านทั้งสองหรือไม่... ท่านพ่อกลับมาพอดี นับว่าเป็โชคดีของบุตรยิ่งนัก ข้าอยากจะขอคำแนะนำจากท่าน จะได้หรือไม่ขอรับ?”
คำพูดนั้น...ราวกับน้ำเย็นที่สาดเข้ากองไฟ!
เสิ่นอี้ไม่เพียงแต่ปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ยังพลิกสถานการณ์กลับมาเป็ฝ่ายควบคุมได้อย่างเหนือชั้น นางไม่ได้แก้ตัว แต่เป็การ “รายงานผล” และที่สำคัญที่สุดคือการ “ขอคำปรึกษา” จากผู้เป็บิดา ซึ่งเป็การแสดงความเคารพและยอมรับในอำนาจของเขาอย่างแเีที่สุด
เสนาบดีเซี่ยถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ความโกรธที่เคยพุ่งสูงพลันลดระดับลงอย่างรวดเร็ว เขาหรี่ตามองบุตรชายอย่างพินิจพิเคราะห์ พยายามมองหาแววหลอกลวงในดวงตาคู่นั้น แต่ก็พบเพียงความจริงใจและสงบนิ่งเท่านั้น
“หึ...” เขากระแอมในลำคอ แก้เก้อที่เกือบจะตวาดบุตรชายไปอย่างไม่มีเหตุผล “อย่างน้อย...ก็ยังพอมีหัวคิดอยู่บ้าง”
แม้จะเป็คำพูดที่ฟังดูไม่น่าชื่นชม แต่สำหรับคนอย่างเสนาบดีเซี่ยแล้ว นี่นับเป็การยอมรับในระดับหนึ่ง
“ตามข้ามาที่ห้องตำรา” เขาสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะหมุนกายเดินนำเข้าไปในจวนอย่างสง่างาม “แล้วนำของที่เ้าซื้อมาให้ข้าดูด้วย ว่าเ้าไปได้อะไรมาบ้าง”
“ขอรับท่านพ่อ” เซี่ยหยางโค้งคำนับอีกครั้ง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้เสี่ยวชุ่ยที่ยังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ นางจึงรีบเดินตามคุณชายของตนเข้าไปอย่างรวดเร็ว
คลื่นลมที่เกือบจะปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ถูกสยบลงด้วยวาจาเพียงไม่กี่คำของเซี่ยหยาง ทว่านี่เป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น...การทดสอบที่แท้จริงในห้องตำราต่างหาก ที่จะเป็เครื่องพิสูจน์ว่า “คุณชายเซี่ยหยางคนใหม่” ผู้นี้ จะสามารถทำให้บิดาผู้เ็าของเขายอมรับได้หรือไม่
ห้องตำราของเสนาบดีเซี่ยจิ้งหงนั้นแตกต่างจากห้องอื่นๆ ในจวนอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ไม่มีเครื่องเรือนที่เน้นความหรูหราฟู่ฟ่า แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสงบ ความรู้ และอำนาจที่มองไม่เห็น อากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของหมึกชั้นดีและกระดาษเก่า ชั้นหนังสือไม้จื่อถานสูงจรดเพดานตั้งตระหง่านอยู่เต็มผนังทั้งสามด้าน อัดแน่นไปด้วยตำราโบราณและม้วนคัมภีร์นับพัน บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่กลางห้อง ทุกสิ่งถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบ ไม่ว่าจะเป็พู่กันที่แขวนเรียงรายตามขนาด แท่นฝนหมึกที่ดูเรียบง่ายแต่ล้ำค่า หรือตราประทับหยกประจำตำแหน่งที่ส่องประกายเย็นเยียบอยู่ใต้แสงตะวันที่ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา
เสนาบดีเซี่ยเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งของตนด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะผายมือไปยังพื้นที่ว่างบนโต๊ะ เป็สัญญาณที่ชัดเจนว่าการ “ตรวจสอบ” ได้เริ่มขึ้นแล้ว
เสิ่นอี้โค้งคำนับเล็กน้อย ก่อนจะหันไปรับหีบห่อของขวัญมาจากเสี่ยวชุ่ยที่ยืนรออยู่หน้าประตู “เ้ารออยู่ข้างนอกก็พอ” เขาสั่งเสียงเรียบ จากนั้นจึงปิดประตูลงอย่างแ่เบา ตัดขาดโลกภายนอก เหลือไว้เพียงความเงียบงันและแรงกดดันที่มองไม่เห็นระหว่างสองพ่อลูก
นางเดินไปยังโต๊ะทำงานของบิดาอย่างเชื่องช้า สองมือประคองกล่องไม้ที่ห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มอย่างระมัดระวัง นางค่อยๆ วางมันลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวลที่สุด ก่อนจะบรรจงแกะปมผ้าไหมออกช้าๆ เผยให้เห็นกล่องไม้จันทน์หอมสลักลายเมฆาอันงดงาม
ชิ้นแรกที่นางนำเสนอคือของขวัญสำหรับฮูหยินฉิน นางเปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นขวดแก้วเจียระไนขนาดเล็กที่ส่องประกายวับวาม ภายในบรรจุของเหลวสีอำพันใสบริสุทธิ์...น้ำมันหอมระเหยสกัดจากดอกกุหลาบแดนตะวันตก ของหายากที่ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลแสนไกล
เสนาบดีเซี่ยเพียงปรายตามองเล็กน้อย ในฐานะบุรุษ เขาไม่ได้เชี่ยวชาญเื่เครื่องประทินผิวของสตรีนัก แต่ด้วยสายตาของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เขาย่อมมองออกว่าของสิ่งนี้มิใช่ของธรรมดา ทั้งภาชนะที่บรรจุและกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เล็ดลอดออกมาล้วนบ่งบอกถึงความสูงค่าและหายากยิ่ง ‘หึ...อย่างน้อยก็รู้จักเลือกของที่สตรีพึงใจ’ เขาคิดในใจอย่างพึงพอใจ
จากนั้น เสิ่นอี้จึงเลื่อนกล่องที่สองมาเบื้องหน้า กล่องนี้มีขนาดใหญ่กว่าและทำจากไม้เนื้อแข็งสีดำขลับ เมื่อเปิดออก ภายในบุด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงสด ตรงกลางมีแท่นหินสีม่วงเข้มอมดำนอนสงบนิ่งอยู่ รูปลักษณ์ของมันเรียบง่ายแต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังและความขรึมขลังอย่างน่าประหลาด
เพียงแค่ได้เห็น เสนาบดีเซี่ยก็ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยเรียบเฉยพลันปรากฏประกายวูบหนึ่ง เขายื่นมือออกไปหยิบแท่นหินนั้นขึ้นมาอย่างแ่เบา ััเย็นเฉียบแต่เนียนละเอียดของเนื้อหินทำให้เขามั่นใจในสิ่งที่คิด ปลายนิ้วของเขาลูบไล้ไปตามขอบของมันอย่างชื่นชม ก่อนจะพลิกดูด้านหลังที่สลักตราเล็กๆ ของช่างฝีมือผู้สร้างเอาไว้
“แท่นฝนหมึกม่วงหินต้วน...” เขาพึมพำออกมาเสียงเบา แต่ก้องกังวานไปทั่วห้องตำรา “...ของล้ำค่าสำหรับบัณฑิตและนักปราชญ์โดยแท้”
เขาวางมันลงอย่างเบามือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบุตรชายเป็ครั้งแรกนับั้แ่เข้ามาในห้องนี้ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความไม่พอใจเป็ความพินิจพิเคราะห์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ‘ไม่เลว...’ เขาแอบชมบุตรชายอยู่ในใจ ‘อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับตามืดบอดจนไปซื้อของไร้ค่ามาขายหน้าวงศ์ตระกูล ของชิ้นนี้...ไม่เพียงแต่แสดงถึงความใส่ใจ แต่ยังเป็การให้เกียรติสถานะความเป็บัณฑิตของรองเ้ากรมฉินได้อย่างสูงสุด’
เสิ่นอี้ที่เฝ้าสังเกตสีหน้าของบิดาอยู่ตลอดเวลานั้นรู้ดีว่า...นางชนะเดิมพันในก้าวแรกแล้ว ของขวัญที่เลือกมานั้นเป็ที่พึงพอใจอย่างยิ่ง แต่นี่...ยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของนาง
พลันนั้น...ความทรงจำสายหนึ่งของเซี่ยหยางคนเดิมก็ผุดวาบขึ้นมาในห้วงความคิด...ภาพของบิดาที่เคยพาเขาไปคารวะชายชราผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ในกระท่อมเชิงเขา ชายชราผู้นั้นมีนามว่า “มหาปราชญ์เฝิง” เป็อาจารย์ลัทธิหยูที่บิดาของเขาให้ความเคารพอย่างสูงสุด และที่สำคัญ...เสนาบดีฉินเองก็เคยกล่าวชื่นชมในความงามและทรงคุณค่าของลายมือพู่กันของท่านมหาปราชญ์เฝิงผู้นี้อยู่หลายครั้งหลายครา!
รอยยิ้มที่มองไม่เห็นปรากฏขึ้นในใจของเสิ่นอี้ ‘หมากตัวต่อไป...ได้เวลาเดินแล้ว!’
นางแสร้งทำทีเป็ครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความลังเลเล็กน้อย “ท่านพ่อ...เมื่อผู้บุตรได้เห็นแท่นฝนหมึกอันล้ำค่านี้แล้ว ก็พลันนึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้ขอรับ...”
เสนาบดีเซี่ยเลิกคิ้วเป็เชิงถาม
“ผู้บุตรได้ยินมาว่า...ท่านอาจารย์ของท่านพ่อ...ท่านมหาปราชญ์เฝิงนั้น มีลายมือพู่กันที่งดงามดุจัเหินและวิหคระบำ” เซี่ยหยางกล่าวอย่างนอบน้อม “ข้า...ข้ากำลังจะเตรียมตัวสำหรับการสอบเคอจวี่ในปีหน้า จึงคิดอยากจะ...ไปขอคำชี้แนะจากท่านมหาปราชญ์สักครั้ง เพื่อเป็สิริมงคลและเปิดตาให้สว่างขึ้น จะได้หรือไม่ขอรับ?”
คำพูดนั้นทำให้เสนาบดีเซี่ยประหลาดใจอย่างแท้จริง..!
บุตรชายของเขาที่เกลียดการร่ำเรียนเป็ชีวิตจิตใจ บัดนี้กลับเอ่ยถึงอาจารย์ของเขา และยังแสดงความ้าที่จะไปขอคำชี้แนะเพื่อการสอบอีกด้วย! นี่มันเื่เหลือเชื่ออะไรกัน?
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบุตรชายอีกครั้ง แต่ก็ยังคงพบเพียงความสงบและความมุ่งมั่นเท่านั้น ไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย เขาลูบเคราสีดอกเลาของตนช้าๆ พลางครุ่นคิดตาม ‘ว่าไปแล้ว...ข้าเองก็ไม่ได้ไปเยี่ยมคารวะท่านอาจารย์มาหลายปีแล้วเช่นกัน งานราชการรัดตัวจนแทบปลีกเวลาไม่ได้ การส่งหยางเอ๋อร์ไปเป็ตัวแทน...ก็ถือเป็การแสดงความกตัญญูได้ทางหนึ่ง อีกทั้ง...หากข่าวแพร่ออกไปว่าบุตรชายของข้าไปขอคำชี้แนะจากท่านมหาปราชญ์เฝิง ก็ย่อมเป็ผลดีต่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล’
ความคิดของเขาไม่ได้มองเห็นถึงแผนการซ้อนแผนของบุตรชายเลยแม้แต่น้อย
“อืม...” เขาส่งเสียงในลำคอ “เป็ความคิดที่ไม่เลว”
เสนาบดีเซี่ยผงกศีรษะอย่างเห็นชอบในที่สุด “ในเมื่อเ้ามีความคิดที่จะก้าวหน้าเช่นนี้ ในฐานะบิดาก็ย่อมต้องสนับสนุน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงขรึมดังเดิม “อีกสามวัน ให้เ้าเตรียมตัวให้พร้อม ข้าจะเขียนจดหมายแนะนำตัวให้ แล้วเ้าจงนำของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับชาชั้นดีไปเยี่ยมคารวะท่านอาจารย์ของข้าแทนข้าด้วย”
“ขอบพระคุณท่านพ่อที่เมตตาขอรับ!” เซี่ยหยางรีบโค้งคำนับอย่างงดงาม ซ่อนรอยยิ้มแห่งชัยชนะไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย
หมากกลบนโต๊ะอักษร...ได้บรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ของขวัญชิ้นเอกสำหรับสกุลฉินนั้น...ไม่ใช่แท่นฝนหมึกม่วงหินต้วน แต่คือ “บทกวี” ที่จะถูกเขียนลงบนนั้น ด้วยพู่กันที่ฝนกับแท่นหมึกนี้...โดยลายมือของท่านมหาปราชญ์เฝิงต่างหาก! นี่คือของขวัญเพียงชิ้นเดียวในใต้หล้า ที่จะทำให้เสนาบดีฉินมิอาจปฏิเสธได้ลงคอ..!