หลังจากอธิบายที่มาที่ไปของภารกิจต่างๆ แล้วโคบุตรก็พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังกว่าเดิม ก่อนจะเปรยขึ้นว่า
“เอาล่ะ หมดเรื่องในส่วนของเจ้าแล้ว ต่อจากนี้ข้าจะเริ่มสอนเรื่องที่เจ้าจำเป็นต้องรู้ในฐานะผู้ครองร่างอวตารของทศกัณฐ์เพิ่มให้”
ท่านเว้นจังหวะก่อนจะก้มหน้าลงมาใกล้จนเกือบชิดกับเขา
“และข้ารับรองเลยว่ามันไม่ง่ายดายเหมือนที่เจ้าเคยเจอมาแน่” ท่านเน้นประโยคหนักแน่น
จู่ๆ วิฬาร์ก็คล้ายรู้สึกว่า สายลมและแสงแดดพลันเปลี่ยนเป็นละอองหิมะอันหนาวเหน็บขึ้นมาขนาดครั้งก่อนที่คทานนฝึกให้เขา บางครั้งกระดูกถึงกับหลุดออกมานอกเนื้อ แต่มาทีนี้ผู้สอนคือโคบุตร ที่เป็นอาจารย์ของคทานนอีกที มันจึงทำให้เขารู้สึกว่าลางมรณะเริ่มตั้งเค้ามาแล้ว
ทว่าในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ก่อนที่วิฬาร์จะย่างเท้าลงสู่ขุมนรกเจ้าตัวพลันเกิดปฏิภาณไหวพริบขึ้นมา
“เอ่อ…แต่ถ้าหากว่า ผมมีเหล้าดีๆ สักขวดมันจะง่ายขึ้นบ้างไหมครับ?”
………………..
เมื่อรู้ว่าจะต้องเดินเข้าสู่นรกวิฬาร์ย่อมจะต้องเตรียมตัวสักหน่อย และอีกอย่างสองกิลด์ใหญ่ของพวกเขากำลังเตรียมการตั้งค่ายฝึกอยู่ด้วยในฐานะที่เขาเป็นเบอร์หนึ่งของผู้ทำภารกิจ ย่อมจะมีสิทธิ์มีเสียงไม่น้อย เขาจึงขอเวลาจัดการเรื่องราวข้างหลังก่อนที่จะเก็บตัวฝึกหนักเพื่อจะได้ไม่ต้องมาห่วงหน้าพะวงหลัง
โคบุตรเองก็เข้าใจ สุดท้ายจึงปล่อยวิฬาร์ออกมาแต่โดยดีเขาจึงรีบบึ่งกลับมายังที่พักโดยเร็ว
และระหว่างทางที่บินกลับมา เขาก็รีบตรวจสอบไอเทมและทักษะเสริมที่ได้มาจากการผ่านภารกิจของทศกัณฐ์ทันทีเพื่อดูว่ามันมีความสามารถอะไรบ้าง
นอกจากชิ้นส่วนเกราะขาทั้งสองชิ้นที่ได้มาเพิ่มแล้ว ทักษะที่เขาได้มาจากภารกิจขั้นที่สามคือองครักษ์แห่งเงา
ทักษะนี้นับว่าเข้ามือกับเขามากๆเพราะมันคล้ายกับทักษะอัญเชิญสัตว์เวทของสายมรณะเวทอย่างยิ่ง
ทักษะนี้จะทำให้เขาสามารถสะสมวิญญาณของสัตว์อสูรที่เขาฆ่าได้ถึงสี่ตัวและสามารถอัญเชิญมันออกมาใช้ในการต่อสู้ได้ ดังนั้น ยิ่งเขาฆ่าสัตว์อสูรที่ทรงพลังได้มากเท่าไหร่เขาก็จะมีองครักษ์ที่ทรงพลังได้เท่านั้น
ส่วนทักษะจากภารกิจขั้นที่สี่ ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่
เพราะมันคือทักษะ ธารธาตุ
เป็นทักษะเรียกใช้ที่ช่วยประหยัดมานาเมื่อเรียกใช้เวทมนตร์ในสายนี้ได้ถึงหนึ่งในสามและทุกการโจมตีที่ผสานธาตุเวท จะเพิ่มพลังโจมตีให้กับมนตร์ประสานนั้น 10% ต่อธาตุที่เพิ่มเข้าไป
หรือหมายถึงว่าหากเขาประสานเวทมนตร์แปดธาตุเข้าด้วยกันพลังโจมตีของมันจะเพิ่มขึ้น 80%
แค่คิดว่าจะเอามันไปทำอะไรได้เขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว
สายความสามารถที่เขาถนัด คือการร่ายเวทโจมตีจากแนวหลังซึ่งแน่นอนว่าการจะร่ายเวทบทใหญ่แต่ละบทนั้น สิ้นเปลืองพลังไม่น้อย
บ่อยครั้งที่จำเป็นต้องมีนักเวทสายอื่นช่วยเป็นกำลังเสริมด้วย
แต่ถ้าเขาใช้ทักษะนี้เข้ามาเสริมก็จะทำให้เขาสามารถต่อสู้ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นทั้งยังแสดงประสิทธิภาพได้ไม่น้อยอีกด้วย
ซ้ำแล้วหากมันเป็นเวทที่เกื้อหนุนกันอย่างปัจเจกวิชาหลายชนิดของเขาแล้วละก็มันจะยิ่งทรงพลังมากขึ้นไปอีก
ยิ่งคิด วิฬาร์ก็อยากลองมันเสียเดี๋ยวนี้เลย
เขาจมอยู่กับห้วงความยินดีนี้อยู่นาน ก่อนจะได้สติเมื่อกลับมาถึงค่ายพักในช่วงเที่ยง
และแน่นอนว่า พวกเด็กๆ ทั้งเก้าต่างมาต้อนรับด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือวิฬาร์ที่รู้ตัวว่ากำลังจะเล่าเรื่องสำคัญอันเป็นความลับให้เด็กพวกนี้ฟังจึงพาไปหาที่เหมาะๆบริเวณชายป่า ที่ห่างไกลจากชาวบ้านเพื่อปกปิดความลับ
ทว่าก้นยังไม่ทันแตะพื้นพวกซิกมาก็กระซิบกระซาบกันใหญ่ เร่งๆ ให้เขารีบเล่าเรื่องในป่าพิสดารนั่นให้ฟังแถมยังเลียบๆ เคียงๆ ถามว่าจะพาพวกเขาไปผจญภัยบ้างได้หรือไม่
วิฬาร์ฟังคำพูดนี้ของเกออนแล้วแทบพ่นน้ำที่เพิ่งจิบออกมาจากปาก
ป่าที่ขับเคลื่อนด้วยจินตนาการแห่งนั้นเขาเข้าไปคนเดียวก็ฉิบหายไปครึ่งป่าแล้ว ถ้าเกิดเขาพาพวกนี้เข้าไปด้วยแล้วละก็วิฬาร์คิดว่า เกาะลงกาอาจจะร่วงตุ้บลงมาจากฟ้าทันทีด้วยซ้ำ
สุดท้ายเขาจึงพยายามทำให้ทุกคนสงบใจลงก่อนเพื่อเตรียมรับแรงกระแทกจากเรื่องที่เขากำลังจะเล่าได้แบบเต็มที่
“เอาล่ะๆ ทุกคนนั่งกันก่อนเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ผมอยากให้ทุกคนสัญญาว่า จะไม่เอาไปเล่าให้ใครฟังอีกเด็ดขาด”
พอได้ยินคำพูดนี้จากวิฬาร์ทั้งหมดก็พยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย สองตาลุกโชนด้วยไฟแห่งความอยากรู้ทำเอาวิฬาร์ต้องเน้นเสียงด้วยความจริงจัง ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญจริงๆห้ามสัญญาโดยไม่คิดหน้าคิดหลังเป็นอันขาด
ฝ่ายเด็กทั้งเก้า เมื่อเห็นท่าทีขึงขังของวิฬาร์ก็พลันสะดุ้งใจเบาๆเรื่องที่ทำให้ลูกพี่จริงจังได้ถึงขนาดนี้ เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่ละคนจึงเริ่มตระหนักถึงความหนักเบามากขึ้นก่อนจะตอบตกลงอย่างหนักแน่นเพื่อยืนยัน
วิฬาร์ที่เห็นทั้งหมดรับคำตามที่บอกก็พยักหน้าให้ ก่อนจะก้มตัวโน้มลงมากลางวง มองซ้ายมองขวาแล้วเริ่มกระซิบพูด
“วันก่อน ที่ผมไปป่าพิสดารนั่นมาเพราะไปทำภารกิจส่วนตัวอย่างหนึ่ง” วิฬาร์เกริ่น
ภารกิจส่วนตัวของลูกพี่ที่ทำให้เขาสะบักสะบอมได้ถึงขนาดนี้จะต้องโหดหฤหรรษ์ขนาดไหนกันเชียว มุเตานึกในใจ
“มันเป็นยังไงคะ ลูกพี่เจออะไรมาบ้าง”สุดท้ายเธอก็กลั้นใจไว้ไม่อยู่ โพล่งถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้
วิฬาร์จึงตอบว่า
“เรื่องที่เกิดขึ้นในป่า ผมบอกไม่ได้ เพราะถ้าพูดไป จะเป็นผลเสียกับพวกคุณมากกว่า”วิฬาร์รู้ดีว่าหากตนเล่าเรื่องในป่าก็เท่ากับปลูกฝังความคิดของตัวเองใส่คนทั้งเก้า และถ้าเกิดป่าเปิดอีกแล้วมีใครสักคนได้โอกาสเข้าไปในนั้นเกรงว่าความคิดดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดขณะเข้าป่าได้วิฬาร์ที่หวังดีกับพวกเขาจึงไม่อยากเล่า
ทั้งเก้าที่ได้ยินคำปฏิเสธของวิฬาร์พากันขมวดคิ้วขึ้นมาพร้อมกันแต่ละคนมองหน้ากันอย่างสับสน ถ้างั้นลูกพี่จะให้พวกเรารอลุ้นกันทำไมอยู่ตั้งนานสองนานแถมยังพาพวกเขามาหลบมุมอยู่ชายป่า ทำทีลับๆ ล่อๆ เหมือนจะเล่าอะไรให้ฟังอีก
“อ่าว ลูกพี่ ไหงทำกับพวกผมงี้ล่ะครับ”รุสโซโวยวายขึ้นมา คล้ายไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก
“แต่ผมเล่าเรื่องอื่นแทนได้”
“เรื่องอะไรครับ?” เกออนถามอย่างสงสัย
“ภารกิจที่เป็นต้นเหตุของภารกิจนี้”
“ภารกิจหลักที่ผมให้ทุกคนช่วยกันทำมาตั้งแต่เมืองปางตาล”วิฬาร์กล่าวยิ้มๆ
ทั้งหมดที่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักกันไปไม่น้อย
ภารกิจอะไรกันที่ลากข้ามโลกเด้งมาไกลถึงขนาดนี้ตั้งแต่ปางตาลยันเกาะลงกา ซ้ำยังยากถึงขนาดลูกพี่กลับมาแบบเก้าตายหนึ่งรอดอีกต่างหาก
ทั้งหมดพยายามนึกกันอยู่ชั่วครู่ ก็ยังนึกอะไรไม่ออก
ยกเว้นเพียงอาเมียร์กับทันยา ที่เหมือนสะกิดใจอะไรบางอย่าง
และดูเหมือนทันยากับอาเมียร์จะหัวไวกว่าใครเพื่อนเพราะไม่นาน ทั้งสองที่ความคิดตกตะกอนแล้ว พลันหันมาสบตาพร้อมกับสูดลมเฮือกใหญ่เข้าปอดสองตาสั่นระริก จิตใจวูบไหว
เธอเพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าคนที่พวกเธอติดตามมาตลอดนั้น แข็งแกร่งกว่าที่พวกเธอคาดการณ์เอาไว้เสียอีก
“อะไรของเธอ ทันยา” เกออนก็เริ่มโวยกับเขาบ้าง เมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวกับอาเมียร์คล้ายรู้อะไรที่พวกตนไม่รู้
ทันยาเหลือบมองสีหน้าวิฬาร์ด้วยความหวั่นเกรงก่อนจะร่ายยาวการวิเคราะห์ที่เธอเพิ่งนึกออกเมื่อครู่ให้ฟังทีละคำ
เริ่มจากภารกิจที่ปางตาลที่ลูกพี่บอกว่าจะทำไปเพื่อตีซี้เจ้าเมืองเผ่ายักษ์
เดิมที พวกเธอก็สงสัยอยู่แล้ว ว่าวิฬาร์จะตีซี้เจ้าเมืองเผ่ายักษ์คนนั้นไปทำไมเพราะทางกิลด์ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับกันดาอยู่แล้ว หากมีเรื่องจำเป็นเดือดร้อนหากออกปากสักหน่อยก็ใช่ว่าจะขอความร่วมมือไม่ได้ทว่าวิฬาร์บอกว่านี่เป็นภารกิจส่วนตัวของเขา บวกกับหลังจากนั้นเกิดภารกิจกบฏซ้อนขึ้นมา พวกเธอจึงไม่ได้กลับไปสนใจมันอีก
ทว่าเมื่อลองมาคิดดูอีกทีการที่ภารกิจถึงกับให้ไปตีสนิทราชาของเมืองระดับห้าหากวิฬาร์ไม่ใช่ผู้เล่นที่มีแบ็คหนาอย่างอนันตนาคราชแล้วละก็เกรงว่าต้องมีกระอักเลือดแน่กว่าจะทำได้ ไม่แน่ว่าอาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆในการทำ
และภารกิจที่ว่านี้ยังลามมาถึงการต้องบุกเข้าพื้นที่ปริศนาบนเกาะลงกาอีกด้วย
นี่ยังไม่บวกว่าเกาะลงกาไม่ได้ค้นพบกันง่ายๆ อีกนะ
เอาความยากทั้งหมดบวกกันเกรงว่าจะมีแต่ภารกิจเผ่ายักษ์เท่านั้นที่เทียบไหว
และภารกิจที่โหดเหี้ยมขนาดนี้ก็มีเพียงภารกิจเดียวเท่านั้น
ภารกิจพิชิตร่างอวตาร!
“ลูกพี่เป็นร่างอวตารของใครกันครับ!” เกออนที่คิดตามทันยาได้เป็นคนแรกพลันดีดขึ้นมาทันควันถลาเข้ามาหาวิฬาร์ราวกบกระโดด กลั้นใจรอคอยคำตอบของเขาอย่างจดจ่อ
คนอื่นๆ เองก็คล้ายได้รับการแพร่เชื้อจากเกออนเช่นกันแต่ละคนเมื่อตามความคิดของทันยาและอาเมียร์ทัน จึงดีดเด้งตามมาราวกับประทัดระเบิดกรูกันเข้ามาห้อมล้อมวิฬาร์ ส่งสายตากระเหี้ยนกระหือรืออย่างยิ่ง
ทั้งหมดรอคอยอย่างลุ้นระทึก
จนกระทั่งวิฬาร์พูดคำคำนั้นออกมาในที่สุด
“ทศกัณฐ์”
หัวสมองทุกคนปะทุออกทันที