ตอนที่ 1: รุ่งอรุณแห่งฉางเฟิง
ณ มหานครฉางเฟิงอันกว้างใหญ่ไพศาล เมืองที่ยืนหยัดท้าทายกาลเวลามานานนับศตวรรษ ยามที่แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่เริ่มทอประกายเหนือขอบฟ้าทิศตะวันออก รัศมีสีทองอ่อนละมุนดุจแพรไหม ค่อยๆ เลียไล้ขับไล่ม่านราตรีอันหนาทึบ สาดส่องลงบนทิวหลังคากระเบื้องดินเผาสีเทาเข้มที่ซ้อนตัวลดหลั่นกันไปสุดลูกหูลูกตา ดุจเกล็ดมังกรสีนิลที่หลับใหลอยู่ภายใต้ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ แสงแรกแห่งวันสะท้อนกับหยาดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนชายคา เปล่งประกายระยิบระยับราวอัญมณี ก่อนจะค่อยๆ เหือดแห้งไปเมื่อต้องไออุ่นกำแพงนครอันสูงตระหง่าน ซึ่งสร้างจากศิลาแกร่งสีดำทะมึน ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานจนปรากฏร่องรอยแห่งกาลเวลา บัดนี้เริ่มเผยเส้นสายอันคมชัดและยิ่งใหญ่ขึ้นภายใต้แสงอรุณ มันตั้งตระหง่านราวกับผู้พิทักษ์ยักษ์ใหญ่ โอบล้อมมหานครอันคึกคักไว้ภายในอ้อมแขนอันแข็งแกร่ง ประตูเมืองทิศบูรพาอันหนักอึ้ง ซึ่งทำจากไม้เนื้อแข็งเสริมเหล็กกล้า ค่อยๆ เคลื่อนเปิดออกอย่างเชื่องช้าด้วยเสียงกลไกโบราณอันครืดคราดทุ้มต่ำ เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ ต้อนรับผู้คนและวิถีชีวิตที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหลถนนสายประธานที่ปูลาดด้วยแผ่นศิลาสีเขียวขจีอันเรียบเนียน บัดนี้เริ่มมีชีวิตชีวาและคึกคักขึ้นทีละน้อย เสียงล้อเกวียนไม้ที่บดกระทบพื้นศิลาเริ่มดังขึ้นจากระยะไกล เคลื่อนที่เข้ามาพร้อมกับสินค้าหลากหลายชนิด เสียงฝีเท้าของผู้คนหลากหลายชนชั้น ทั้งหนักแน่นมั่นคงของเหล่าทหารยาม ทั้งแผ่วเบารีบเร่งของพ่อค้าแม่ขาย และทั้งเนิบนาบของผู้สูงวัย เริ่มดังประสานกันถี่ขึ้น และเสียงทักทายยามเช้าอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ก็ดังขึ้นแข่งกับเสียงนกร้องเพลงรับอรุณ ช่างเป็นเสียงจอแจที่น่ารำคาญสำหรับผู้ที่ต้องการความสงบยามเช้าเสียจริง ฮ่าวหรานอดคิดในใจไม่ได้ขณะที่เขากำลังตั้งสมาธิ กลิ่นหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของซาลาเปานึ่งสดใหม่ หมั่นโถวร้อนๆ และน้ำเต้าหู้หอมหวานจากร้านค้าริมทาง ลอยปะปนมากับสายลมยามเช้าอันเย็นสบาย ชวนให้รู้สึกหิวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เหล่าทหารยามในชุดเกราะหนังประดับแผ่นโลหะที่ผ่านการใช้งานจนขึ้นเงา เริ่มทยอยเข้าประจำตำแหน่งบนเชิงเทินสูงและตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆ ทั่วทั้งนคร สายตาคมกล้าของพวกเขากวาดมองไปรอบทิศ เฝ้าระวังความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของมหานครอันเป็นศูนย์กลางแห่งการค้าและการปกครองแห่งนี้หากแต่ห่างไกลออกไปจากความจอแจและความวุ่นวายของถนนสายหลัก ณ ตรอกเล็กๆ อันเงียบสงบและแทบจะถูกหลงลืมแห่งหนึ่ง เรือนไม้ขนาดกะทัดรัดแต่กลับดูสะอาดสะอ้านและอบอุ่นอย่างน่าประหลาดหลังหนึ่ง ตั้งอยู่อย่างสงบเสงี่ยมและสมถะ มันงดงามด้วยสวนสมุนไพรสีเขียวชอุ่มนานาชนิดที่แผ่ขยายอยู่บริเวณหน้าเรือน ซึ่งได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ส่งกลิ่นหอมละมุนอ่อนๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของพืชสมุนไพรหลากสายพันธุ์ โชยมาตามสายลม สร้างบรรยากาศที่แตกต่างจากความวุ่นวายของโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ณ ลานดินเล็กๆ หน้าเรือนนั้นเอง ร่างของเด็กชายผู้หนึ่งในอาภรณ์ผ้าฝ้ายเรียบง่ายสีซีดจางเล็กน้อย กำลังยืนหลับตาสนิท ผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างเชื่องช้า สม่ำเสมอ และเป็นจังหวะที่มั่นคง เขาคือ เฉิน ฮ่าวหรานแม้จะเป็นเพียงเด็กชายวัยใกล้สิบขวบ แต่ท่วงท่าในการยืนและโคจรพลังลมปราณตามวิธี "ชำระกายา" ซึ่งมารดาได้ถ่ายทอดให้นั้น กลับมีความมั่นคง หนักแน่น และสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ราวกับต้นสนอายุหลายร้อยปีที่หยั่งรากลึกลงในปฐพี ไม่หวั่นไหวต่อแรงลมหรือพายุใดๆ เคล็ด "ชำระกายา" นี้เป็นเพียงการฝึกฝนขั้นพื้นฐานที่สุดในบรรดาผู้ฝึกตน มีจุดประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ปรับลมหายใจให้สอดคล้องกับธรรมชาติ และฝึกจิตใจให้สงบ มิได้มุ่งเน้นสู่ความเป็นยอดฝีมือหรือพลังอำนาจทำลายล้างใดๆ แต่มันคือรากฐานสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอทุกรุ่งอรุณนับตั้งแต่จำความได้นี้เอง ที่ได้หล่อหลอมให้ฮ่าวหรานมีสมาธิและความอดทนที่เหนือกว่าเด็กในวัยเดียวกันในขณะเดียวกัน ในสวนสมุนไพรนั้น ร่างระหงอันคุ้นเคยของ เฉิน หลิว มารดาของเขา กำลังก้มลงประคบประหงมสมุนไพรล้ำค่าบางชนิด อาทิ "หญ้าเกล็ดหิมะ" ที่มีสรรพคุณลดไข้ หรือ "รากโลหิตจันทร์" ที่ใช้บำรุงพลังชีวิต ด้วยกิริยาอันอ่อนโยนและแผ่วเบาราวกับกำลังดูแลทารกแรกเกิด นิ้วเรียวงามราวลำเทียนขาวผ่องของนาง สัมผัสกลีบใบสมุนไพรแต่ละใบอย่างนุ่มนวล ประเมินความสมบูรณ์ ความชุ่มชื้น และพลังงานชีวิตที่แฝงอยู่ภายในอย่างพิถีพิถัน นางสวมอาภรณ์สีอ่อนเรียบง่ายเช่นเดียวกับบุตรชาย ผมสีนิลสลวยราวกับเส้นไหมรัตติกาลถูกรวบเก็บขึ้นอย่างหมดจดด้วยปิ่นไม้อันแสนธรรมดาเพียงอันเดียว แม้จะดำรงชีวิตอย่างสมถะ เก็บงำตัวตนและความสามารถที่แท้จริงไว้ภายใต้หน้ากากของหมอยาหญิงธรรมดา ณ ตรอกเล็กๆ อันห่างไกลแห่งนี้ ท่วงท่า กิริยา และสายตาอันลึกซึ้งเกินหยั่งถึงของนาง ยังคงสะท้อนความงามสง่า ความรอบรู้อันน่าทึ่ง และความลับบางประการที่ไม่อาจปิดบังไว้ได้มิดชิด ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงต่างรับรู้เพียงว่านางคือหมอยาหญิงผู้มีความสามารถ จิตใจดีงาม และมักจะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเสมอ หากแต่ยังคงรักษาระยะห่างและไม่กล้าสนิทสนมด้วยมากนัก ด้วยบุคลิกที่ค่อนข้างเก็บงำ ไม่ค่อยพูดจา และไม่นิยมคลุกคลีกับผู้ใดเกินความจำเป็นเมื่อเห็นว่าบุตรชายได้ฝึกฝนลมปราณ "ชำระกายา" ครบรอบตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้แล้ว นางจึงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและอบอุ่น ซึ่งสงวนไว้สำหรับบุตรชายเพียงผู้เดียว "ฮ่าวหราน พอแล้วสำหรับเช้านี้ ร่างกายต้องการการพักผ่อนเช่นกัน กลับเข้ามาทานอาหารเช้ากันเถิดลูก"เฉิน ฮ่าวหราน ค่อยๆ คลายลมหายใจยาว ลืมตาขึ้น ดวงตาดำขลับคู่นั้นสงบนิ่งแต่แฝงประกายแห่งความเข้าใจบางอย่าง เขาโค้งคำนับเล็กน้อยให้แก่มารดา ก่อนจะเดินเข้าสู่ตัวเรือนอย่างเงียบเชียบ บนโต๊ะไม้ตัวเล็กกลางห้องที่ทำหน้าที่เป็นทั้งโต๊ะทานอาหารและโต๊ะอ่านหนังสือ มีถ้วยโจ๊กข้าวฟ่างร้อนๆ ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นน่าทาน และเครื่องเคียงหน้าตาน่าทานแต่เรียบง่ายเพียงสองสามชนิด เช่น ผักดองรสเค็มเล็กน้อย และไข่ต้มสมุนไพร จัดวางรอไว้อยู่แล้ว กลิ่นหอมละมุนอันแสนคุ้นเคยนั้นเชื้อเชิญให้อยากอาหารยิ่งนัก"ท่านแม่..." ฮ่าวหรานเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะเริ่มลงมือตักโจ๊กเข้าปากอย่างช้าๆ "พรุ่งนี้แล้วสินะขอรับ... วันสำคัญที่ทุกคนในเมืองต่างรอคอย... พิธีปลุกพลัง" น้ำเสียงของเขาเจือไว้ด้วยความลังเลและความกังวลอยู่เล็กน้อย แม้จะพยายามเก็บงำมันไว้ก็ตามเฉินหลิวพยักหน้าเบาๆ วางตะเกียบไม้ไผ่ในมือลงอย่างช้าๆ "ใช่แล้ว... พรุ่งนี้คือวันแห่งการทดสอบพรสวรรค์ประจำปี เจ้ามีความกังวลสิ่งใดอยู่ในใจหรือ?" นางถาม สายตาอ่อนโยนคู่นั้นมองสำรวจบุตรชายอย่างละเอียด ราวกับจะอ่านความคิดในใจของเขา"ข้า... ข้าเพียงแค่กังวลเล็กน้อยขอรับ" เขายอมรับตามตรงหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง "ข้าไม่ทราบเลยว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น... หากว่า... ข้าไม่มีพรสวรรค์พิเศษใดๆ หรือไม่มีพลังใดๆ ปลุกขึ้นมาเลยเหมือนเด็กคนอื่นๆ เขา... ข้าจะทำให้ท่านแม่ผิดหวังหรือไม่..." เสียงท้ายประโยคแผ่วเบาราวกระซิบ"ฮ่าวหราน" เฉินหลิวสบตาบุตรชายแน่วแน่ มือเรียวยื่นไปจับมือเล็กๆ ของเขาไว้เบาๆ "ฟังแม่นะ ไม่ว่าผลลัพธ์ในวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร ไม่ว่าเจ้าจะมีพลังหรือไม่ หรือมีพลังแบบใด สิ่งนั้นหาใช่เรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตไม่" น้ำเสียงของนางยังคงนุ่มนวล แต่กลับแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นและความจริงจังอย่างยิ่งยวด "สิ่งสำคัญอย่างแท้จริงคือตัวของเจ้า คือชีวิตของเจ้า คือความปลอดภัยและความสุขของเจ้า พลังเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการดำเนินชีวิตเท่านั้น หาใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตไม่ จงจำคำของแม่ไว้เสมอ" นางเน้นย้ำถ้อยคำเหล่านั้น แววตาที่มองบุตรชายเต็มไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง หากแต่ในส่วนลึกที่สุดของดวงตาคู่นั้น กลับฉายแววซับซ้อน ความกังวล และความลับบางอย่างที่เกินกว่าคำพูดธรรมดาจะสามารถสื่อออกมาให้เข้าใจได้หลังมื้อเช้าอันเรียบง่ายแต่อบอุ่น สองแม่ลูกก็ช่วยกันเก็บกวาดและเตรียมตัวออกเดินทางสู่ตลาดบูรพาทิศอันคึกคักอีกครั้ง เฉินหลิวประสงค์จะไปจัดหาสมุนไพรหายากบางชนิดเพิ่มเติมที่ร้านยาเจ้าประจำซึ่งนางมีความสัมพันธ์อันดีด้วย และที่สำคัญคือนางตั้งใจจะไปหาซื้อผ้าไหมเนื้อดีสักผืน เพื่อนำมาตัดเย็บอาภรณ์ชุดใหม่ให้บุตรชายได้สวมใส่ในพิธีปลุกพลังอันสำคัญในวันพรุ่งนี้ เป็นการแสดงความเคารพต่อสถานที่และพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์นครฉางเฟิงยามสายนั้นคึกคักและจอแจยิ่งกว่ายามเช้าหลายสิบเท่านัก ราวกับเมืองทั้งเมืองได้ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตัวแล้ว อาคารร้านค้าสองฟากฝั่งถนนประธานล้วนตกแต่งอย่างงดงามและโอ่อ่า เปิดประตูต้อนรับลูกค้าอย่างเต็มที่ ผู้คนหลากหลายฐานะและอาชีพสัญจรไปมาขวักไขว่จนแทบจะไม่มีที่เดิน บ้างสวมอาภรณ์หรูหราทำจากผ้าไหมเนื้อดี บ้างจูงอาชาพันธุ์ดีที่สง่างาม บ้างเป็นพ่อค้าหาบเร่ที่หาบสัมภาระเดินเร่งรีบ บ้างก็เป็นบัณฑิตในชุดสีขาวสะอาดตากำลังเดินสนทนาถกเถียงปัญหาบ้านเมืองกันอย่างออกรส ฮ่าวหรานเดินตามหลังมารดาอย่างเงียบเชียบ ก้าวเท้าอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้พลัดหลง ดวงตากลมโตคู่นั้นสังเกตการณ์สิ่งรอบข้างด้วยความสนใจใคร่รู้ เขาเห็นกลุ่มเด็กๆ ในวัยไล่เลี่ยกับตนเองหลายกลุ่มกำลังจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนานและตื่นเต้น ใบหน้าของแต่ละคนเปี่ยมไปด้วยความฝันและความคาดหวังถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาอาจจะได้รับในวันพรุ่งนี้ บางคนถึงกับแสดงท่าทางเลียนแบบกระบวนท่าของยอดฝีมือในตำนานที่เคยได้ยินได้ฟังมาอย่างกระตือรือร้น ทำให้ฮ่าวหรานอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลงเล็กน้อย รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างตนเองผู้ฝึกเพียง "ชำระกายา" กับพวกเขาเหล่านั้นอย่างชัดเจน เขาเพียงหวังว่าตนเองจะมีพลังธาตุธรรมดาสักอย่างก็พอแล้ว ไม่ต้องการพลังที่ยิ่งใหญ่หรือโดดเด่นอันใดเลยเขาเห็นทหารองครักษ์ประจำเมืองบางนายที่เดินตรวจตราไปมาตามท้องถนน มีประกายพลังออร่าสีเหลืองอ่อนๆ หรือสีฟ้าจางๆ ปกคลุมร่างอยู่ บ่งบอกถึงการฝึกฝนพลังภายในในระดับพื้นฐาน ซึ่งก็เพียงพอที่จะรับมือกับโจรผู้ร้ายทั่วไปได้ หรือเขาเห็นพ่อค้าอาวุธบางคนที่แอบใช้นิ้วเรียกลูกไฟเล็กๆ ขึ้นมาจุดตะเกียงน้ำมันในร้านของตนอย่างรวดเร็วเพื่อเรียกลูกค้า ซึ่งเป็นพลังเวทมนต์ธาตุไฟขั้นต้น พลังอำนาจเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นออร่าหรือเวทมนต์ ล้วนดำรงอยู่จริงในโลกใบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นเคย หากแต่สำหรับสามัญชนส่วนใหญ่ที่ไม่มีพรสวรรค์หรือโอกาสในการฝึกฝนแล้ว มันยังคงเป็นเรื่องที่ห่างไกลตัว หรือเป็นเพียงเครื่องอำนวยความสะดวกเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันเท่านั้น หาใช่สิ่งที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาหรือสร้างปาฏิหาริย์ได้อย่างในตำนานเล่าขานณ ร้านผ้าไหม "แพรพรรณหมื่นบุปผา" ซึ่งขึ้นชื่อว่าโอ่อ่าและหรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในย่านตลาดบูรพาทิศ เฉินหลิวใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ในการพิจารณาเลือกผ้าไหมสีน้ำเงินครามเข้มเนื้อละเอียดราวกับผิวน้ำ นางสัมผัสเนื้อผ้าอย่างแผ่วเบาและพิถีพิถัน ประเมินสีสัน ความสม่ำเสมอของเส้นใย และความเงางามภายใต้แสงตะวัน ก่อนจะเริ่มต้นเจรจาต่อรองราคากับเจ้าของร้านเถ้าแก่ร่างท้วมด้วยท่วงทีที่สงบเยือกเย็น ภาษาที่สุภาพแต่เฉียบคม จนกระทั่งสามารถต่อรองราคาลงมาได้ในระดับที่นางพึงพอใจในที่สุด ฮ่าวหรานยืนรออยู่เคียงข้างมารดาอย่างสงบเสงี่ยมและอดทน เฝ้าสังเกตการณ์บทสนทนาและปฏิสัมพันธ์นั้นด้วยความสนใจระคนชื่นชมในความสามารถรอบด้านของมารดาเมื่อได้สิ่งของทุกอย่างครบถ้วนตามความประสงค์แล้ว สองแม่ลูกจึงเดินทางกลับสู่เรือนหลังเล็กอันเงียบสงบในช่วงบ่ายคล้อย แสงตะวันยามบ่ายเริ่มอ่อนแรงลง ท้องนภาเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงระเรื่ออย่างงดงาม เฉินหลิวไม่รอช้า นางเริ่มลงมือตัดเย็บอาภรณ์ชุดใหม่ให้บุตรชายในทันที แสงสว่างนวลตาจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างขึ้นภายในเรือนอันเงียบสงบ เสียงเข็มที่สอดแทรกผ่านเนื้อผ้าไหมชั้นดีดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอและชำนาญ ฮ่าวหรานนั่งอยู่ที่โต๊ะอีกมุมหนึ่ง เปิดตำราประวัติศาสตร์แคว้นเยว่ที่ยืมมาจากห้องสมุดเล็กๆ ในเมือง อ่านทบทวนเรื่องราวของวีรบุรุษและเหตุการณ์สำคัญในอดีต บรรยากาศภายในเรือนเงียบสงัดลง มีเพียงเสียงฝีเข็มและเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ หากแต่ภายใต้ความเงียบสงบนั้น กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่หนักอึ้ง... ความรู้สึกถึงอนาคตที่ไม่แน่นอน และบททดสอบครั้งสำคัญที่กำลังจะมาเยือนในวันรุ่งขึ้นเมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามเย็น อาภรณ์ผ้าไหมสีน้ำเงินครามเข้มชุดใหม่ก็เสร็จสมบูรณ์ การตัดเย็บนั้นประณีตงดงามทุกฝีเข็ม เรียบง่ายแต่กลับแฝงไว้ด้วยความสง่าและความพอดีตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ ราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ "ลองสวมดูเถิดลูก" เฉินหลิวบอกด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ดูอ่อนล้าเล็กน้อยฮ่าวหรานลองสวมชุดใหม่นั้นอย่างระมัดระวัง มันพอดีกับรูปร่างของเขาอย่างน่าอัศจรรย์ เนื้อผ้าไหมเนื้อดีให้ความรู้สึกเย็นสบายและหรูหรา แต่เขาก็ยังคงรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง ไม่คุ้นเคยกับอาภรณ์ราคาแพงเช่นนี้ "ข้า... ดูไม่เหมือนตัวเองเลยขอรับ ดูคล้ายคุณชายจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงอย่างไรอย่างนั้น" เขาเอ่ย พยายามทำให้น้ำเสียงดูร่าเริงที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกประหม่าและความกังวลในใจเฉินหลิวยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มแรกของวันที่ดูจริงใจและคลายความกังวลลงได้บ้างที่ฮ่าวหรานได้เห็นอย่างชัดเจน "วันพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญของเจ้า สมควรแต่งกายให้เกียรติสถานที่และพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์" นางหยุดพูดไปครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและแฝงความห่วงใยอย่างสุดซึ้งอีกครั้ง "ฮ่าวหราน... ฟังแม่ให้ดีนะ... ย้ำอีกครั้ง พรุ่งนี้ ไม่ว่าจะบังเกิดสิ่งใดขึ้น ไม่ว่าผลลัพธ์ของการปลุกพลังจะเป็นเช่นไร ไม่ว่าเจ้าจะมีพลังหรือไม่ หรือมีพลังแบบใดก็ตาม เจ้าจงดำรงสติของตนเองไว้ให้มั่น อย่าได้ตื่นตระหนก อย่าได้ดีใจจนหลงระเริง หรือเสียใจจนท้อแท้ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เจ้าสามารถจะทำได้ก็พอแล้ว ส่วนผลลัพธ์หลังจากนั้นจะเป็นเช่นไร เราค่อยมาพิจารณาหาหนทางที่เหมาะสมที่สุดกันภายหลัง สิ่งสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือตัวของเจ้า... ร่างกายและจิตใจของเจ้า... เจ้าจะต้องปลอดภัยเสมอ เข้าใจที่แม่พูดหรือไม่?" นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของบุตรชาย สัมผัสมือเขาเบาๆ ราวกับจะสลักถ้อยคำและคำมั่นสัญญาเหล่านี้ลงไปในส่วนลึกที่สุดของจิตวิญญาณ"ขอรับ ท่านแม่ ข้าเข้าใจและจะจดจำไว้ในใจเสมอ" ฮ่าวหรานรับคำอย่างหนักแน่น แม้จะยังไม่เข้าใจถึงความนัยอันลึกซึ้งทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในแววตาอันซับซ้อนและคำพูดที่ย้ำเตือนของมารดาได้อย่างถ่องแท้ เขารู้เพียงว่า มารดาของเขากำลังกังวลถึงบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้อย่างยิ่งยวดค่ำคืนนั้น ฮ่าวหรานนอนพลิกกายไปมาอยู่บนเตียงไม้ตัวเล็กอย่างกระสับกระส่าย อาภรณ์สำหรับพิธีสีน้ำเงินครามตัวใหม่ถูกพับเก็บไว้อย่างเรียบร้อยบนโต๊ะข้างเตียงนอน เขามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงความมืดและความเงียบสงัดของตรอกเล็กๆ ที่คุ้นเคย มีเพียงแสงจันทร์นวลที่สาดส่องลงมาบางเบา ใจหนึ่งก็เต็มไปด้วยความอยากรู้ว่าพรุ่งนี้ตนเองจะมีพลังพิเศษอะไรเหมือนเด็กคนอื่นๆ ที่เขาเห็นในตลาดหรือไม่ อีกใจหนึ่งก็รู้สึกหวั่นเกรงต่อสิ่งที่ไม่รู้ และอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ซึ่งกำลังจะมาถึง เด็กชายหารู้ไม่ว่า รุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้ จะไม่ได้นำมาเพียงผลลัพธ์ของการทดสอบพรสวรรค์ธรรมดาๆ... หากแต่จะนำพาการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน โชคชะตาที่จะผูกพันเขากับพลังอันยิ่งใหญ่และอันตรายเกินจินตนาการ มาสู่ชีวิตอันแสนธรรมดาและสงบสุขของเขา... และจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างไปตลอดกาล(จบตอนที่ 1)