สิ้นคำประกาศก้องของเข่อซิง ผู้ชมทั่วชายหาดทมิฬตอบรับคึกคัก ต่างคนต่างแข่งกันะโ เกิดคลื่นเสียงสนั่นหวั่นไหวที่ถึงขั้นทำให้อเล็กซ์หูอื้อไปชั่วขณะ และยิ่งคู่เปิดม่านศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนครั้งนี้เป็การประเดิมสังเวียนของตัวเต็งอันดับหนึ่งอย่างโม่โฉว หมัดพิษวิปลาส ดีกรีความพลุ่งพล่านของผู้ชมยิ่งเท่าทวี
โม่โฉว หมัดพิษวิปลาส ความน่าสะพรึงของนักหมัดมวยเ้าของนามกรนี้คือตัวเปล่าก็ราวกับมีอาวุธ ด้วยเส้นทางการฝึกฝนวิชาหมัดพิษวิปลาสคือความบ้าระห่ำประการหนึ่ง สองกำปั้นต้องผ่านการอาบพิษนานาชนิด ที่ฤทธิ์ล้วนรุนแรงถึงขั้นคร่าชีวิตมนุษย์ผู้หนึ่งได้ ทำซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านความเ็ปเกินจินตนา กาลเวลาแรมปียาวนานปานนิรันดร์ จนพิษแทรกซึมกลายเป็ส่วนหนึ่งของโลหิตที่ไหลเวียนทั่วร่าง
โลหิตพิษเหล่านี้เมื่อใช้ร่วมกับพลังปราณในการต่อสู้ ย่อมเป็วิชายุทธ์ที่ศัตรูหน้าไหนก็อยากหลีกเลี่ยง แม้ระดับพลังปราณจะแข็งแกร่งกว่าก็ตาม และแม้ปราศจากพลังปราณ กำปั้นอาบพิษก็ยังมีฤทธิ์ร้ายแรงพอที่จะกัดกร่อนิัมนุษย์จนละลายถึงชั้นกระดูก จึงอาจกล่าวได้ว่า โม่โฉวไม่ต้องโจมตีเข้าจุดตาย ขอเพียงแค่สองมือััร่างไม่ว่าตรงส่วนอวัยวะใด ก็ย่อมทำอันตรายสาหัสแก่คู่ต่อสู้ได้แล้ว
ในศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนปีก่อน โม่โฉวพลาดท่าเพราะหวังพึ่งความร้ายกาจของกำปั้นพิษมากเกินไป จนละเลยฝึกฝนทักษะอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านความรวดเร็วพลิ้วไหว และโชคก็ไม่เข้าข้างเขาเสียเลย เมื่อต้องโคจรมาปะทะกับนักหมัดมวยที่ฝีมืออยู่ในระดับกลาง ทว่าความเร็วโดดเด่นที่สุดในหมู่ผู้เข้าร่วมประลอง สุดท้ายจึงไม่แคล้วที่โม่โฉวต้องพ่ายแพ้กลับบ้านไปอย่างเ็ปใจ
อย่างไรก็ตาม โม่โฉวมิใช่พวกขี้แพ้หัวหด ตรงกันข้ามบุรุษหนุ่มจากเมืองไป๋ซีผู้นี้แปรเปลี่ยนความผิดหวังให้กลายเป็แรงฮึดสู้ การฝึกฝนอันหนักหน่วงถึงขั้นบ้าระห่ำของเขาเลื่องลือไกลข้ามฟากจักรวรรดิมาถึงเมืองไคชุน จุดอ่อนที่เคยมีถูกแก้ไขอย่างหมดจด ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เื่แปลกที่เหล่าเ้ามือพนันจะยกให้โม่โฉว หมัดพิษวิปลาส เป็ตัวเต็งอันดับหนึ่งประจำศึกหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนครั้งนี้
ทว่า เส้นทางสู่บัลลังก์ของโม่โฉว หมัดพิษวิปลาสคล้ายว่าจะมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อคู่ต่อสู้ที่เขาต้องเจอั้แ่รอบแรกคือโยวอี้ จอมหักกระดูก ที่แม้เพิ่งสร้างชื่อในฐานะนักหมัดมวยมาได้ไม่นาน แต่ด้วยวิชาหักประดูกแสนร้ายกาจ ชื่อของโยวอี้จึงเลื่องลือทั่วแผ่นดินอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเขตเทียนอาน เมืองหลวงแห่งจักรวรรดิเหลียนหยาง ที่กวาดถ้วยรางวัลชนะเลิศมาประดับสำนักเป็ว่าเล่น
‘ภายนอกเหมือนบุรุษผอมแห้งไร้พิษสงผู้หนึ่ง ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ศัตรูคิดประมาท รู้ตัวอีกทีกระดูกของมันผู้นั้นก็หักป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแล้ว’ เสียงลือเสียงเล่าอ้างเกี่ยวกับโยวอี้ จอมหักกระดูก และเมื่อได้สดับเช่นนี้ หากโม่โฉว หมัดพิษวิปลาส ยังปรามาส เขาก็คงเป็คนโง่เขลาผู้หนึ่ง
เส้นทางเดินสู่สังเวียนของนักสู้ทั้งสองเป็ช่องความกว้างขนาดสองเมตร ยาวหลายสิบเมตร ตีกั้นด้วยรั้วไม้ เสริมความปลอดภัยอีกชั้นด้วยทหารชั้นผู้น้อยนับสิบชีวิต พร้อมอาวุธครบมือ ยืนเรียงแถวหลังรั้วไม้ ท่ามกลางสายตาจับจ้องนับไม่ถ้วน
เส้นทางแรก จากผืนทะเลทอดตัวสู่เวทีประลอง ปรากฏชายหนุ่มผมสั้น วัยใกล้สามสิบในชุดคลุมพลิ้วไหวสีน้ำเงิน บนหน้าอกซ้ายปักอักษรสีขาว ‘สำนักหักกระดูก’ ไว้เด่นชัด และก็เป็ดั่งเช่นคำเลื่องลือ ชายผู้นี้ไม่ใกล้เคียงกับภาพนักหมัดมวยในอุดมคติแม้แต่น้อย ด้วยร่างกายที่สูงไม่เกินหนึ่งร้อยหกสิบเิเ แถมยังดูผอมแห้ง ขนาดแขนและขาแทบไม่ต่างจากของสตรีผู้หนึ่ง
แม้พกพาชื่อเสียงลือเลื่องมาจากเมืองหลวง ทว่าเมื่อได้เห็นด้วยตาตัวเอง ผู้ชมส่วนใหญ่กลับไม่เชื่อว่าบุรุษร่างเล็กผู้นี้จะมีพิษสงในวิชาหมัดมวย บางคนถึงขั้นสบประมาทว่าเขาไม่มีคุณสมบัติพอสำหรับการเป็นักหมัดมวยที่แท้จริงด้วยซ้ำ ทว่า ท่ามกลางพายุคำปรามาสจากผู้ชมที่โหมกระหน่ำ โยวอี้ จอมหักกระดูกกลับไม่ไหวติงแม้เพียงนิด สองเท้ายังคงเยื้องย่างสู่เวทีด้วยท่าทีเยือกเย็นปานน้ำแข็ง ประหนึ่งว่าคู่ต่อสู้ผู้เป็เต็งหนึ่งประจำรายการยังไม่มีคุณสมบัติพอให้เขากังวล
จากมุมผืนสมุทรสู่ฟากฝั่งตรงข้าม เส้นทางเดินสู่สังเวียนมุมผืนพสุธา เ้าของนามโม่โฉว หมัดพิษวิปลาส ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางเสียงกู่ร้องชอบใจของมหาชน สมราคาตัวเต็งอันดับหนึ่งของรายการ
แตกต่างจากโยวอี้ จอมหักกระดูกโดยสิ้นเชิง โม่โฉวผู้นี้เป็บุรุษวัยยี่สิบกลาง ๆ รูปร่างสูงโปร่ง ผมสีดำอมม่วงยาวสลวยถึงกลางหลัง ั์ตาฉายแววเ้าเล่ห์อยู่ไม่น้อย สวมใส่อาภรณ์สีม่วงเข้ม ทุกย่างก้าวแฝงไปด้วยความเยียบเย็นชวนขนลุกที่กำจายออก เช่นนี้แม้ไม่รู้จักมาก่อน ก็รับรู้ได้ทันทีที่เห็นว่าบุรุษผู้นี้แข็งแกร่งยากรับมือ
ทั้ง ๆ ที่โม่โฉวมีผิวกายขาวเนียน ราวกับคุณชายจากตระกูลใหญ่ที่ไม่ต้องตรากตรำทำสิ่งใดกลางแดด แต่กำปั้นทั้งสองข้างกลับสะดุดตาทุกผู้คนด้วยสีดำทมิฬที่ฉาบย้อม แตกต่างจากผิวกายบริเวณอื่นโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่านี่คือดอกผลของการอาบพิษครั้งแล้วครั้งเล่านานหลายปี สมฉายาหมัดพิษวิปลาสที่เขาแบกไว้บนบ่า
สองบุรุษจากคนละมุมลอดตัวผ่านเชือกกั้นเข้าสู่อาณาเขตเวที หยุดยืนประจันหน้าตรงกึ่งกลางสังเวียนสี่เหลี่ยม ต่างฝ่ายต่างแผ่รังสีอำมหิตและเย็นะเืใส่กัน สายตาจ้องเขม็ง ราวกับเป็การประกาศกร้าวว่าไม่มีใครกลัวใคร
“เตรียมตัวกระดูกหักได้เลย พ่อหนุ่มเ้าสำอาง” ต่อจากศึกตาประสานตา โยวอี้เป็ฝ่ายเริ่มเปิดาน้ำลาย
“จุดประสงค์เดียวที่ข้าจะเตรียมตัว คือเพื่อสดับเสียงร้องโหยหวนอย่างเ็ปของเ้า” โม่โฉวแบสองมือ ตอบโต้อย่างไม่ลดราวาศอก
คล้อยหลังการห้ำหั่นทางวาจาไม่กี่ประโยค เสียงระฆังดังกังวานขึ้น ฉับพลัน สองบุรุษ หนึ่งร่างเล็ก และอีกหนึ่งสูงโปร่ง ต่างฝ่ายต่างโรมรันเข้าหากัน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องกึกก้องของผู้ชม
ฉากนี้บ่งบอกว่าศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนอุบัติขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว!
แม้ความสนใจส่วนใหญ่ของจางเหว่ยจะย้ายจากโยวอี้ จอมหักกระดูกไปยังนักหมัดมวยนิรนามเกือบหมดสิ้นแล้ว อย่างไรก็ดี เงินเดิมพันห้าร้อยชั่งก็นับว่าไม่น้อย ชายหนุ่มจึงยังหมายมั่นปั้นมือว่าโยวอี้ จอมหักกระดูกผู้นี้จะเป็ฝ่ายกำชัยชนะ สายตาจึงจับจ้องการต่อสู้บนเวทีอย่างไม่กะพริบ และเพียงไม่กี่วินาทีแรกหลังเสียงระฆังก้อง จางเหว่ยก็ได้ทีส่งเสียงร้องชอบใจออกมา
เมื่อครรลองสายตาที่มองลอดเชือกแลเห็นว่า โยวอี้หลบหลีกสองหมัดหนึ่งเตะของโม่โฉวอย่างคล่องแคล่ว สายตาไม่ไหวติงจ้องไปยังร่างกายเป้าหมาย ใช้ไหล่พุ่งกระแทกส่วนท้องของโม่โฉวที่ยามนี้ไร้การป้องกันเข้าเต็มรัก ชั่วพริบตา สองร่างของนักหมัดมวยพุ่งถลาลงพื้น โดยเป็โยวอี้ที่ทับอยู่บนร่างโม่โฉว เช่นนี้เ้าของวิชาหมัดพิษวิปลาสดูท่าจะาเ็กว่าอยู่หลายส่วน
เมื่อการโจมตีกระบวนแรกได้ผล โยวอี้ไม่รอช้า อาศัยจังหวะที่โม่โฉวกำลังมึนงงจากแรงผลของแรงกระแทก สองขาคลืบคลานเข้ารัดแขนขวา ก่อนใช้แรงแขนเป็ตัวช่วย ดัดข้อศอกโม่โฉวอย่างแรง ผู้ชมเห็นชัดเจนว่ามันกำลังเคลื่อนตัวผิดรูป แลดูสยดสยอง และหากเป็เช่นนี้ต่อไป ภายในไม่กี่วินาที กระดูกบริเวณข้อศอกของโม่โฉวต้องหักสะบั้นไม่เหลือชิ้นดีแน่
“อ๊าก!”
ทันใดนั้นเสียงร้องโหยหวนบ่งบอกความเ็ปแสนสาหัสพลันดังขึ้น ทว่าผิดคาดมหาศาล เมื่อต้นเสียงไม่ใช่โม่โฉวที่กระดูกจวนเจียนหัก แต่ผู้เปล่งคือโยวอี้ที่เป็ฝ่ายจู่โจม
“เกิดสิ่งใดขึ้น!” จางเหว่ยคือหนึ่งในผู้ชมที่งงงวยกับสิ่งที่เห็น จนเผลอร้องอุทานออกมาเช่นกัน
ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างเหมือนเป็ไปตามแผน หลบหลีกการโจมตีได้หมดจด จากนั้นพลิกเกมเข้าสู่ท่านอนที่เขาถนัด ทั้งยังรวบรัดเตรียมหักกระดูกคู่ต่อสู้ได้ภายในชั่วพริบตา โยวอี้จึงลำพองใจ ไม่ทันฉุกคิดว่าทุกอย่างง่ายดายเกินไป โดยเฉพาะเมื่อศัตรูคือโม่โฉว หมัดพิษวิปลาส ตัวเต็งอันดับหนึ่งของศึกหมัดครั้งนี้!
ในขณะที่โยวอี้ประมาท ส่วนผู้ชมก็มัวแต่เพลิดเพลินไปกับท่วงท่าจับล็อกอันลื่นไหลปานสายวารี จนไม่มีใครทันสังเกตถึงอันตรายที่คลืบคลานเข้าหาจอมหักกระดูก
แม้มือข้างหนึ่งจะโดนพันธนาการไว้อย่างแ่า แต่อีกข้างยังคงเคลื่อนไหวได้อิสระ โม่โฉวจึงใช้มันรวบจับหน้าแข้งของโยวอี้เต็มแรง และเมื่อมือสีดำััิัคู่ต่อสู้ สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่าน่าเหลือเชื่อและสยดสยองในคราเดียวกัน เนื้อหน้าแข้งของโยวอี้พลันหลอมละลายอย่างรวดเร็ว ราวกับโดนกรดร้ายแรงเทราดลงไป เพียงชั่วพริบตา การหลอมละลายก็กัดกร่อนิัของโยวอี้จนแทบทะลุถึงชั้นกระดูก แน่นอนความเ็ปที่จอมหักกระดูกเผชิญนั้นแสนสาหัส นำมาซึ่งเสียงกรีดร้องโหยหวน และจำใจต้องปลดเปลื้องโม่โฉวสู่อิสระอย่างไม่มีทางเลือก
สองฝ่ายต่างกระเด้งตัวลุกขึ้นสู่ท่ายืนเตรียมสู้ แต่สถานการณ์ดูเหมือนจะไม่สู้ดีนักสำหรับโยวอี้ ทั้ง ๆ ที่เขาเริ่มต้นอย่างได้เปรียบ ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่ปล่อยให้หมัดพิษวิปลาสััร่าง ิัพลันถูกกัดกร่อนอย่างสาหัส ทิ้งร่องรอยแผลฉกรรจ์ใหญ่เท่าฝ่ามือไว้รอบต้นขา ปริมาณโลหิตมหาศาลพรั่งพรูออกไม่ขาดสาย จากเดิมที่ใบหน้านิ่งดุจหินผา บัดนี้ดูซีดเผือดลงจนน่ากลัว เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า ชัดเจนว่าคือผลจากการเสียเืจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น
วินาทีนี้ ผู้ชมทุกคน รวมถึงโยวี้ที่อยู่บนสังเวียนต่างตระหนักพร้อมกันว่าหมัดพิษวิปลาสช่างอันตรายเหลือร้ายยิ่งนัก!
ด้านโม่โฉว ที่ในคราแรกคล้ายว่าจะเพลี่ยงพล้ำ กระดูกข้อศอกเกือบถูกบดขยี้ ทว่ายามนี้กลับไม่ปรากฏแม้รอยขีดข่วน ใบหน้ายังคงขาวเนียน แววเ้าเล่ห์ยังคงฉายชัด ั์ตามิได้ดูสะทกสะท้านกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
สิ้นสุดการปะทะระลอกแรก ต่างฝ่ายต่างจดจ้องกันในท่าเตรียมสู้ ณ บริเวณมุมด้านขวาของเวที ซึ่งด้วยระยะห่างเพียงสองเมตร หากฝ่ายใดสมาธิหลุดลอยเพียงเสี้ยววินาที อีกฝ่ายพร้อมโจมตีปานสายฟ้าฟาดอย่างแน่แท้
“ในบรรดาทุกคนที่ลิ้มรสหมัดพิษวิปลาสของข้า เสียงกรีดร้องของเ้านับว่าไพเราะเสนาะหูข้ายิ่งนัก ชักติดใจจนอยากได้ยินอีกสักคราเสียแล้ว” แลเห็นโยวอี้กำลังตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น โม่โฉวได้ทีข่มขวัญด้วยวาจาต่อ
สดับถ้อยคำยั่วโมโห เพลิงโทสะในใจโยวอี้พลันลุกโหม
“ข้าเองก็อยากได้ยินเสียงกรีดร้องของเ้ายามกระดูกป่นปี้เช่นกัน!” ไม่พูดเปล่า พุ่งโฉบเข้าหาโม่โฉวอย่างไม่คิดเกรงกลัว แม้ทุกย่างก้าวที่เคลื่อนไหว ขาขวาจะเ็ปปานโดนเข็มนับร้อยทิ่มแทง ทว่าโยวอี้ยังคงกัดฟัน
แลเห็นคู่ต่อสู้ปราดเข้าหา โม่โฉวเตรียมรับมือ กำปั้นทมิฬเล็งจู่โจม ขอเพียงััอวัยวะร่างกายส่วนบนของโยวอี้สักห้าวินาที มั่นใจได้ว่าอีกฝ่ายต้องทนความเ็ปจากอานุภาพหมัดพิษวิปลาสไม่ไหวเป็แน่
ยิ่งประชิดยิ่งมั่นใจ โม่โฉวแลเห็นโยวอี้พุ่งเข้าโจมตีในรูปแบบเดิม พลันคิดว่านักหมัดมวยผู้นี้ช่างโง่เขลายิ่งนัก เพราะคนฉลาดย่อมรู้ว่าการทำสิ่งเดิมไม่มีทางก่อเกิดผลลัพธ์ที่แตกต่าง อย่างไรก็ตาม เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา โม่โฉวพึงตระหนักว่า เขาคนที่โง่เขลากลับกลายเป็ตัวเขาเอง
ขณะที่ทุกอย่างกำลังซ้ำรอยเดิม โยวอี้กลับเปลี่ยนวิถีการเคลื่อนไหวอย่างไม่คาดคิด จากที่จะเข้าประชิดเพื่อรวบรัดเข้าสู่ท่านอน โยวอี้กลับตีวงหลบอ้อมโม่โฉวที่กำลังโต้กลับมาด้วยสองมือดำทมิฬ มุ่งสู่เื้ับุรุษร่างสูงโปร่ง ที่ปรากฏว่าเป็เชือกกั้นล้อมเวทีสามเส้น
วินาทีที่โม่โฉวเสียหลักทรงตัวเล็กน้อย เนื่องด้วยการโต้ตอบที่คว้ากลับมาได้เพียงแค่สายลมว่างเปล่า เป็วินาทีเดียวกับที่โยวอี้ไต่เชือกสามเส้นขึ้นไป ประหนึ่งก้าวขึ้นบันได ก่อนใช้เชือกเส้นบนสุดเป็ฐาน ส่งแรงะโกลับเข้าสู่สังเวียน ร่างเล็กลอยคว้างกลางอากาศ จากนั้นถลาลงสู่ร่างโม่โฉวในลักษณะขี่คอ
ไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัวได้ เมื่อปักหลักได้ที่ โยวอี้รีบใช้ขาทั้งสองข้างรัดลำคอโม่โฉวแน่น ราวกับการโจมตีของงูั์ ส่วนแขนสองข้างเรียนรู้จากความประมาทครั้งก่อน เฝ้ารอจังหวะที่โม่โฉวจะเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ ซึ่งคาดเดาไม่ยากว่าชายที่กำลังขาดอากาศหายใจจะทำสิ่งใดเพื่อเอาตัวรอด
ไม่ผิดเพี้ยนจากที่คาด มือทั้งสองข้างของโม่โฉวเอื้อมสู่้า หมายจับขาโยวอี้ที่ใช้พันธนาการอยู่ เพราะหากทำได้สำเร็จ อีกฝ่ายต้องเ็ปจนยอมคลายการรัดเป็แน่ ทว่าโยวอี้มีแผนรับมืออยู่แล้ว สองมือที่เอื้อมขึ้นมาของโม่โฉวถูกสองมือของโยวอี้คว้าข้อศอกที่เป็ส่วนที่ไม่มีพิษแทรกซึมอยู่ไว้แน่น
แม้ท่าทางดูผิดหลักธรรมชาติเล็กน้อย เนื่องจากโยวอี้ต้องโน้มตัวลงเกินกว่าขีดจำกัดมนุษย์ทั่วไป ผิดหลักสรีรศาสตร์และกฎแรงโน้มถ่วงอย่างชัดเจน แต่สิ่งนี้ไม่เกินความสามารถของยอดหัวกะทิจากสำนักหักกระดูก ที่นอกจากจะเชี่ยวชาญด้านการป่นทำลายกระดูกศัตรูแล้ว อีกหนึ่งทักษะที่เชี่ยวชาญไม่แพ้กัน คือการปลอดผนึกข้อต่อส่วนต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ ส่งผลให้สามารถเคลื่อนไหวในท่าร่างผิดแผกพิสดารได้
เมื่อไม่สามารถััร่างกายศัตรูได้ หมัดพิษวิปลาสก็เท่ากับไร้พิษสง สถานการณ์ฉากนี้ชัดเจนว่าโม่โฉว ตัวเต็งอันดับหนึ่งของศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนเข้าตาจนเสียแล้ว ยิ่งเวลาคล้อยผ่านไปนานเท่าใด ใบหน้าที่เคยสว่างขาวของโม่โฉวก็ยิ่งม่วงคล้ำขึ้นเท่านั้น เป็สัญญาณบ่งชัดว่าอากาศหายใจที่เขาได้รับร่อยหรอลงทุกขณะ
“เ้ารออะไรอยู่ กล่าวยอมแพ้ได้แล้ว มิเช่นนั้นได้ขาดอากาศหายใจตายแน่!” โยวอี้คำรามบอก พลางเพิ่มแรงบีบรัดให้แน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ปราศจากคำตอบจากฝ่ายโม่โฉว ตอนนี้เ้าของฉายาหมัดพิษวิปลาสมิได้สนใจสิ่งใดนอกจากหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ ั์ตาทั้งสองข้างแม้เริ่มแดงก่ำ แต่กลับไม่มีแววยอมแพ้เจือปนอยู่แม้แต่น้อย
เกมงูเห่ารัดพังพอนดำเนินต่อไปอีกหลายวินาที ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง โยวอี้ยังคงกุมความได้เปรียบอยู่หมัด
ทว่าก่อนที่ห้วงสติจะหลุดลอย โม่โฉวก็ตัดสินใจตอบโต้ด้วยวิธีการเสี่ยงอันตราย!