# บทที่ 4 — ควันกำยานในเรือนร้าง
เรือนเก็บสมุนไพรเก่าตั้งอยู่ท้ายทางเดินหินฝั่งตะวันตกของวังบุปผามาร
มันเคยเป็คลังยาหลักของสำนัก ก่อนเกิดไฟไหม้เมื่อหลายปีก่อน ผนังไม้ไหม้ดำ กระเบื้องแตก และหญ้าป่าขึ้นแทรกตามพื้นหิน
เขาหยุดอยู่หลังพุ่มไม้ห่างจากเรือนประมาณสิบก้าว ความอุ่นจากยาประคองชีพจรเริ่มลดลงแล้ว
หลินอวี้ยืนอยู่ข้างนาง มือกำกล่องกำยานสีดำแน่น นางรู้ว่าภายในมีคนควบคุมชีวิตน้องชายของนางมานานหลายเดือน
“ท่าน…แน่ใจหรือว่าพวกเขาไม่ได้เฝ้าอยู่รอบนอก” นางถามเสียงเบา
“ลั่วชิงเสวี่ยตรวจทางเข้าออกแล้ว” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “ตอนนี้ยังไม่เห็นคนเฝ้า แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีค่ายกลหรือกลไกซ่อนอยู่”
โม่เฉินมองไปยังหลังคาเรือน ลั่วชิงเสวี่ยอยู่บนกิ่งไม้สูงนอกเขตเรือน นางส่งสัญญาณว่าทางด้านหน้าปลอดภัยชั่วคราว
พวกเขาเดินเข้าไปในเรือนเก่าทีละก้าว
กลิ่นไม้ไหม้เก่ากับกลิ่นสมุนไพรแห้งค้างอยู่ในอากาศ แต่ใต้กลิ่นเ่าั้มีความเย็นจาง ๆ ที่โม่เฉินจำได้ทันที—กลิ่นของพิษมารเย็น แม้จะเบามากจนคนทั่วไปไม่อาจแยกออก
“ปล่องควันอยู่ตรงนั้น” เสิ่นเยว่โหรวชี้ไปยังผนังด้านใน มีท่อดินเผาเก่าแตกครึ่งต่อกับช่องระบายอากาศเหนือหลังคา “หากจุดกำยานที่นี่ ควันจะตามลมไปถึงเรือนพักของโม่เฉินจริง”
“และหากข้ายังนอนอยู่ในห้องเมื่อคืน” โม่เฉินกล่าว “พิษในร่างคงกำเริบโดยไม่มีใครรู้สาเหตุ”
หลินอวี้ก้มหน้าลง นางพยายามพูด แต่ไม่มีคำแก้ตัวใดออกมา
เสิ่นเยว่โหรวไม่ได้ตำหนินาง นางเพียงรับกล่องกำยานมาเปิดอย่างระวัง ข้างในมีแท่งกำยานดำสนิทสามแท่ง ผิวของมันเงาวาวผิดธรรมชาติ รอยลายสีแดงคล้ำวิ่งเป็วงเล็ก ๆ รอบแท่ง
“กำยานนำิญญาของจริง” นางพึมพำ “หากมันเผาไหม้ กลิ่นจะจับกับปราณพิษในร่างโม่เฉิน แล้วเร่งให้พิษเข้าเส้นเืหัวใจ”
“เปลี่ยนได้หรือไม่” เขาถาม
“ได้ แต่ต้องใช้กลิ่นและควันใกล้เคียงที่สุด”
เสิ่นเยว่โหรวหยิบห่อผงจากแขนเสื้อ นางผสมผงรากไม้แห้งกับเศษสมุนไพรไหม้ บดทุกอย่างบนแผ่นหินจนละเอียด แล้วพันลงบนแกนกำยานที่เตรียมมา กลิ่นฉุนคล้ายของจริงค่อย ๆ แผ่ออกมา
“กำยานปลอมนี้ให้ควันสีดำและกลิ่นเดียวกัน แต่ไม่มีฤทธิ์กระตุ้นพิษ” นางอธิบาย “ถึงอย่างนั้น คนใช้กระจกสื่อสารอาจััได้แค่ควันและร่องรอยปราณ ไม่ใช่ผลในร่างเ้า”
โม่เฉินส่งกำยานปลอมให้หลินอวี้ “เ้าจุดมันตามคำสั่งเดิม หากไม่จุด เขาจะรู้ว่าเ้าไม่อยู่ในการควบคุมแล้ว”
ลั่วชิงเสวี่ยปรากฏตัวตรงประตูโดยไร้เสียง นางพยักหน้าให้หลินอวี้เพียงครั้งเดียว “ข้าจะไม่ให้ใครทำร้ายเ้า”
หลินอวี้สูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวไปที่แท่นดินเผากลางห้อง นางจุดกำยานด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย
เปลวไฟแตะปลายแท่ง ควันสีดำเส้นบางลอยขึ้นและไหลเข้าปล่องระบายอากาศ
ทันทีที่ควันแตะเพดาน กระจกสำริดบานเล็กซึ่งแขวนอยู่บนผนังไหม้ดำก็ส่องแสงขึ้นเอง
เงาร่างชายในชุดคลุมเทาปรากฏในกระจก ใบหน้าของเขาถูกเงาดำปกคลุมจนเห็นเพียงแหวนเงินรูปใบไม้ที่มือขวา
“เหตุใดเ้าจึงช้า” เสียงจากกระจกเย็นจนไร้อารมณ์
หลินอวี้สะดุ้ง โม่เฉินยกมือห้ามไม่ให้เสิ่นเยว่โหรวพูดแทรก
“ข้า…ข้าต้องรอให้ศิษย์พี่เสิ่นออกจากเรือนพัก” หลินอวี้ตอบตามที่เตรียมไว้ “ยาถูกดื่มแล้ว โม่เฉินอาการหนักกว่าเดิม”
ชายในกระจกเงียบไปครู่หนึ่ง เงาดำรอบใบหน้าเขาไหวเล็กน้อยเหมือนกำลังตรวจสอบอะไรบางอย่าง
“ร่องรอยปราณจากยาอยู่จริง” เขาพูด “ดีมาก”
เสิ่นเยว่โหรวมองโม่เฉินแวบหนึ่ง แผนหลอกสำเร็จอย่างน้อยในขั้นแรก
“แล้วปิ่นล่ะ” ชายในกระจกถาม
“ยังหาไม่พบ”
“ไร้ประโยชน์” น้ำเสียงนั้นเย็นลง “เมื่อกำยานเผาหมด ให้นำกล่องใต้พื้นไม้ไปที่ทางออกด้านหลัง คนของข้าจะรับของและส่งยาให้น้องเ้า”
หลินอวี้เงยหน้าขึ้น “น้องข้าอยู่ที่ใด”
เงาในกระจกหัวเราะเบา ๆ “ใกล้กว่าที่เ้าคิด”
กระจกดับวูบ
ห้องทั้งห้องเงียบลง เหลือเพียงเสียงควันกำยานแตกเปรี๊ยะเบา ๆ
“กล่องใต้พื้นไม้” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว “นั่นคงไม่ใช่แค่ของส่งต่อ”
โม่เฉินกวาดตามองพื้นเรือน แผ่นไม้หลายแผ่นไหม้ดำและแตกหัก แต่ตรงกลางห้องใต้แท่นกำยานมีแผ่นหนึ่งสะอาดเกินไป รอยฝุ่นรอบขอบบางกว่าจุดอื่น คล้ายถูกยกขึ้นลงอยู่เสมอ
เขาเดินไปใกล้ ก่อนจะชะงักเมื่อความเย็นจากพิษแล่นขึ้นหน้าอก ร่างกายโคลงเล็กน้อย เสิ่นเยว่โหรวรีบประคองแขนเขาไว้
“อย่าฝืน”
“ข้ายังไหว”
“คำพูดนี้เริ่มน่ารำคาญแล้ว” นางตอบ แต่ไม่ปล่อยมือ
ลั่วชิงเสวี่ยใช้ปลายกระบี่งัดแผ่นไม้ขึ้นอย่างระวัง ข้างใต้ไม่ใช่กล่อง หากเป็บันไดหินแคบ ๆ ลงสู่ความมืด กลิ่นชื้นและกลิ่นสมุนไพรเน่าโชยขึ้นมาพร้อมกัน
แล้วเสียงไอเบามากก็ดังมาจากด้านล่าง
หลินอวี้หน้าซีด “น้องข้า…”
“รอ” ลั่วชิงเสวี่ยยกมือห้าม “อาจเป็กับดัก”
“ถ้าเป็เขาจริง—”
“ข้าจะลงไปก่อน” โม่เฉินตัดสินใจ
“ไม่ได้” เสิ่นเยว่โหรวกับลั่วชิงเสวี่ยเอ่ยพร้อมกัน
เขามองบันไดมืด “คนร้ายอยากให้หลินอวี้ลงไปคนเดียว นั่นหมายความว่าเขาเตรียมอะไรไว้สำหรับคนที่กลัวและคิดไม่ทัน หากเราเข้าไปพร้อมกันโดยไร้แผน ก็ไม่ต่างจากเดินตามที่เขาเขียนไว้”
“แล้วแผนของเ้าคืออะไร” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
โม่เฉินย่อตัวลงตรวจขอบบันได รอยผงสีเทาที่ปลายขั้นแรกกระจายไม่สม่ำเสมอ เขาหยิบเศษไม้โยนลงไป เศษไม้นั้นกระทบขั้นที่สาม ก่อนเสียงเสียดสีของเส้นลวดจะดังขึ้นจากความมืด
ลูกเข็มสามเล่มพุ่งออกจากผนังฝั่งตรงข้าม ปักเข้าเสาไม้้าอย่างแม่นยำ
“ค่ายกลกลไก” เขากล่าว “มันทำงานเมื่อรับน้ำหนักต่อเนื่อง”
เสิ่นเยว่โหรวก้มดูเข็มที่ปักอยู่ สีหน้าไม่ดี “ปลายเข็มชุบยานอนหลับ ไม่ร้ายแรงหากโดนเล่มเดียว แต่พอให้คนตกลงไปข้างล่างได้”
ลั่วชิงเสวี่ยใช้กระบี่ตัดเส้นลวดจากระยะไกล กลไกข้างในส่งเสียงดังสองครั้งก่อนเงียบลง นางพยักหน้า “ลงได้แล้ว”
พวกเขาเดินลงบันไดทีละคน โม่เฉินอยู่กลางระหว่างเสิ่นเยว่โหรวกับลั่วชิงเสวี่ย หลินอวี้ตามท้ายสุด ทางเดินใต้ดินแคบจนแสงจากตะเกียงส่องเห็นได้เพียงผนังหินชื้น ๆ สองข้าง
เมื่อเลี้ยวผ่านมุมหนึ่ง ภาพตรงหน้าทำให้หลินอวี้แทบทรุดลง
เด็กชายอายุราวสิบขวบถูกขังอยู่หลังกรงเหล็ก เขานอนอยู่บนพื้นฟาง ใบหน้าซีดขาว เส้นสีดำบาง ๆ แผ่ออกจากข้อมือทั้งสองข้างไปยังค่ายกลบนพื้น รอบตัวเด็กมีขวดสมุนไพรเปล่าวางเกลื่อน เห็นชัดว่าเขาไม่ได้รับการดูแลอย่างคนป่วย แต่ถูกใช้เป็แหล่งพลังของค่ายกล
“อาเจี๋ย!” หลินอวี้พุ่งไปข้างหน้า
ลั่วชิงเสวี่ยดึงนางไว้ “อย่าแตะกรง”
ชั่วขณะต่อมา ค่ายกลบนพื้นสว่างวาบ เส้นปราณสีดำพุ่งขึ้นจากรอยแยกบนหินและพุ่งใส่ประตูกรง หากหลินอวี้เข้าไปถึงเมื่อครู่ นางคงถูกผูกเข้ากับค่ายกลแทนน้องชายทันที
“ค่ายกลดูดพลังชีวิต” เสิ่นเยว่โหรวกล่าวเสียงเครียด “มันใช้เส้นลมปราณพิการของเด็กเป็แกน หากทำลายโดยตรง พลังที่สะสมอาจย้อนกลับเข้าร่างเขา”
“ถอนอย่างไร” โม่เฉินถาม
“ต้องตัดเส้นพลังทีละจุด ข้าต้องใช้เวลานาน และต้องมีคนคอยกันไม่ให้ค่ายกลตอบโต้”
ราวกับรอให้คำพูดนั้นจบ เสียงฝีเท้าหนักก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านหลัง ชายสวมหน้ากากดำสองคนพุ่งเข้ามา กระบี่สั้นในมือสะท้อนแสงตะเกียง
“พวกเขารู้แล้ว” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว ก่อนชักกระบี่ออกจากฝัก
ประกายเย็นวาบขึ้นในทางเดินแคบ นางขวางคนแรกไว้ทันที ชายอีกคนพยายามอ้อมไปทางเสิ่นเยว่โหรว แต่โม่เฉินใช้เศษหินดีดใส่ตะเกียงบนผนัง แสงดับลงชั่วครู่ ชายคนนั้นชะงักเพราะมองไม่เห็นพื้นต่างระดับ
ลั่วชิงเสวี่ยใช้จังหวะเดียวกันฟาดสันกระบี่ใส่ข้อมือเขา กระบี่สั้นหลุดจากมือ แต่แทนที่ทั้งสองจะยอมแพ้ ชายคนแรกกลับกัดเม็ดยาสีดำในปากทันที
เืดำไหลออกจากมุมปาก เขาทรุดลงก่อนลั่วชิงเสวี่ยจะจับตัวได้
“หยุดเขา!” เสิ่นเยว่โหรวร้อง แต่ช้าไป
ชายอีกคนเห็นสหายตายก็กัดเม็ดยาเช่นกัน ทว่าในวินาทีสุดท้าย เขาเหวี่ยงก้อนหินอาคมไปยังผนังเหนือกรง
หินแตกออก ควันดำหนาทึบพุ่งเต็มห้องใต้ดิน
“ไฟ!” ลั่วชิงเสวี่ยะโ
เปลวเพลิงสีม่วงเริ่มลามตามเส้นค่ายกล เห็นชัดว่าพวกมันไม่ได้มาเพื่อช่วยชายชุดคลุมเทาหนีเท่านั้น แต่ยังมาเผาทั้งหลักฐานและคนที่เป็พยาน
ตอนนี้ หากโม่เฉินไล่ตามคนส่งคำสั่งหรือกระจกสื่อสารที่อยู่้า เขาอาจยังพบเบาะแสของชายชุดคลุมเทา แต่หากปล่อยค่ายกลและไฟไว้ เด็กชายในกรงจะตายแน่นอน
หน้าต่างระบบลอยขึ้นท่ามกลางควัน ดวงตาอีโมจิแสดงสัญลักษณ์เตือนภัยสีแดง
“ตรวจพบจุดเปลี่ยนชะตา”
“ทางเลือกหนึ่ง: ตามรอยผู้บงการ ความน่าจะเป็ได้ข้อมูลระดับสูง”
“ทางเลือกสอง: ช่วยผู้มีชะตารองสองคน ความน่าจะเป็สูญเสียเบาะแสหลักสูง”
โม่เฉินมองหลินอวี้ที่พยายามกลั้นเสียงสะอื้น มองเสิ่นเยว่โหรวที่กำลังเตรียมตัดค่ายกล และมองเด็กชายที่หายใจอ่อนลงทุกขณะ
“ช่วยคนก่อน” เขาตอบ
“ระบบบันทึกการตัดสินใจ”
“ลั่วชิงเสวี่ย ปิดทางออก อย่าไล่ตามไกล” โม่เฉินสั่ง “คนร้าย้าให้เราตามไปเพื่อทิ้งเด็กไว้กับไฟ”
นางลังเลเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนหันกลับมาฟันใส่เสาหินที่เริ่มพัง เปิดช่องระบายควันออกสู่ทางเดิน “ข้าจะกันทางนี้”
“เยว่โหรว บอกข้าว่าต้องทำอะไร”
“กดจุดค่ายกลสามจุดนี้พร้อมกันไม่ได้” นางชี้ไปยังหินสามก้อนรอบกรง “ข้าตัดเส้นหลัก เ้าต้องใช้เข็มเงินกดจุดตะวันตก ขณะที่หลินอวี้กดก้อนตะวันออก”
หลินอวี้มองพื้นหินด้วยน้ำตา “ข้าทำได้หรือ”
“ทำได้” โม่เฉินตอบ “เ้ารู้ว่าน้องเ้า้าเ้า”
เสิ่นเยว่โหรวส่งเข็มเงินสามเล่มให้เขา โม่เฉินคุกเข่าลงข้างจุดตะวันตก ความหนาวจากพิษทำให้นิ้วมือเขาเริ่มชา แต่เขาจำได้ว่าตอนรอดคืนแรก เขาใช้เข็มเงินเพราะไม่มีทางเลือก
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
“ตอนนี้!” เสิ่นเยว่โหรวะโ
นางตัดเส้นค่ายกลด้วยมีดหยก โม่เฉินกดเข็มลงพร้อมหลินอวี้ที่ผลักก้อนหินอีกด้าน ค่ายกลสว่างวาบ พลังสีดำพยายามไหลย้อนเข้าร่างของเด็กชาย แต่เสิ่นเยว่โหรวโยนขวดผงยาเข้าไปกลางวงแสง ผงสีทองกระจายออกและดูดกลืนพลังส่วนหนึ่งไว้
เสียงแตกดังขึ้นทั่วห้องใต้ดิน
กรงเหล็กเปิดออก
หลินอวี้พุ่งเข้าไปกอดน้องชาย เสิ่นเยว่โหรวตรวจชีพจรเด็กอย่างรวดเร็ว ก่อนถอนหายใจยาว
“ยังมีชีวิต ชีพจรอ่อนมาก แต่รักษาได้”
ควันเริ่มหนาขึ้นจนหายใจลำบาก ลั่วชิงเสวี่ยกลับมาพร้อมสีหน้ามืดครึ้ม “คนที่เหลือหนีออกทางช่องระบายน้ำ และจุดไฟเผา้าแล้ว เราต้องออกไปเดี๋ยวนี้”
โม่เฉินพยักหน้า เขาพยายามลุก แต่ขาอ่อนจนเกือบล้ม เสิ่นเยว่โหรวประคองเขาอีกครั้ง คราวนี้นางไม่ตำหนิ เพียงพูดเสียงต่ำว่า “ห้ามปล่อยมือจากข้า”
พวกเขาพาหลินอวี้กับน้องชายออกจากเรือนใต้ดินได้ทัน ก่อนเปลวไฟสีม่วงจะลามลงมาถึงบันได เมื่อก้าวพ้นประตูเรือนเก่า โม่เฉินหันกลับไปเห็นกระจกสำริดบนผนังแตกละเอียดไปแล้ว
ลั่วชิงเสวี่ยยื่นเศษกระดาษไหม้ครึ่งแผ่นให้เขา “ข้าพบมันติดอยู่ที่ตัวหนึ่งในนั้น”
บนกระดาษเหลืออักษรอยู่เพียงสองคำ และตรารูปพระจันทร์สีม่วงจาง ๆ
**หอราตรีม่วง**
ทันใดนั้น หน้าต่างระบบก็สว่างขึ้นตรงหน้าโม่เฉิน ดวงตาอีโมจิเปลี่ยนเป็รูปดาว ปากยิ้มจนแทบถึงขอบหน้าต่าง
“ยินดีด้วย โฮสต์”
“ท่านเปลี่ยนชะตาของหลินอวี้และหลินอาเจี๋ยสำเร็จ ได้รับแต้มชะตา 12 แต้ม”
หน้าต่างขยายออก ภาพเม็ดยาสีขาวโปร่งแสงปรากฏขึ้นอีกครั้ง
**เม็ดยับยั้งพิษชั่วคราว**
**ราคา: 10 แต้มชะตา**
โม่เฉินมองข้อเสนออยู่ครู่หนึ่ง เขาเหลือแต้มเพียงพอจะซื้อได้แล้ว แต่ยังไม่ยกมือเลือก
“เ้าจะไม่ซื้อหรือ” ระบบถาม น้ำเสียงประหลาดใจจริง ๆ
“รอให้เยว่โหรวบอกก่อนว่าข้าควรใช้เมื่อไร” เขาตอบ “มันช่วยข้าได้หนึ่งชั่วยาม แต่หากซื้อผิดเวลา ก็เท่ากับทิ้งแต้มสิบแต้มไปเปล่า ๆ”
ระบบเงียบไปหนึ่งอึดใจ ก่อนหน้าต่างจะแสดงสีหน้าคล้ายไม่พอใจ
“โฮสต์ประหยัดเกินไป”
โม่เฉินมองหลินอวี้ที่กอดน้องชายไว้แน่น เสิ่นเยว่โหรวกำลังพาเด็กไปยังหอโอสถ ขณะที่ลั่วชิงเสวี่ยยืนมองเศษคำสั่งในมือเขา
หอราตรีม่วง
ชื่อที่เพิ่งปรากฏเป็ครั้งแรกนั้น อาจเป็เพียงหอหนึ่งในสำนัก หรืออาจเป็ประตูบานแรกสู่เครือข่ายที่ใหญ่กว่าคดีวางยานี้หลายเท่า
โม่เฉินกำเศษกระดาษในมือแน่น
เขารู้แล้วว่า จากคืนนี้ไป การรอดชีวิตของตนจะไม่ใช่เื่ของเขาเพียงคนเดียวอีกต่อไป