เอ็ดวานหน้าเจื่อนลง เขารู้ดีว่าข้าวของที่เขาใช้อยู่ไม่ใช่ของชั้นดีอะไรนัก แต่เขาไม่มีทางเลือกเพราะว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในดินแดนที่แร้นแค้นเช่นนี้ ดาบที่เขาใช้อยู่เองก็เป็นดาบอย่างดีที่กษัตริย์โรซาแลนด์มอบให้กับเขาเพื่อเป็นรางวัลหลังจากที่ปราบเดวัลมิโนทอร์ สัตว์ประหลาดร่างมนุษย์แต่มีหัวเป็นวัวที่อาละวาดอยู่ในแถบนั้น
มันเป็นดาบชั้นดีที่ถูกทำขึ้นอย่างประณีต ทั้งการตกแต่งที่งดงามสมกับเป็นอาวุธที่มอบให้กับเชื้อพระวงศ์ ทั้งความคมทั้งความคงทนก็เหนือกว่าดาบทั่วๆ ไป นอกจากนี้น้ำหนักยังกำลังพอดีมือ ดูไม่ได้เลวร้ายนักสำหรับเอ็ดวาน ทว่าสำหรับสายตานักตีดาบเหนือมนุษย์อย่างโซลาร์แล้วมันไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าพอใช้ได้เลย
“ดาบเล่มนี้แม้จะสามารถใช้งานจริงได้ในระดับหนึ่ง แต่อันที่จริงแล้วมันไม่ได้เหมาะกับลักษณะการใช้งานอย่างที่เจ้าใช้” โซลาร์ชี้ให้ดูคมดาบที่มีรอยร้าวรอยบิ่นจากการใช้งานหนัก นอกจากนี้ยังมีร่องรอยความเสียหายที่เกิดจากการใช้มันร่วมกับเวทมนตร์ของเอ็ดวานด้วย
“วิชาของเจ้าสร้างภาระให้กับอาวุธมาก ถ้าไม่ใช่ดาบที่แกร่งกว่านี้ก็ทนไม่ไหวหรอก”
เมื่อเห็นคู่สนทนาเริ่มทำหน้าเสียราวกับกำลังถูกติติงเสียเอง โซลาร์ก็เปลี่ยนอารมณ์อีกฝ่ายด้วยสิ่งของที่อยู่ในถุงหนังเก่าๆ ซึ่งเขารื้อออกมาจากกองข้าวของที่เขาสร้างเสร็จแล้ว
ในถุงโทรมๆ นั้นเต็มไปด้วยสมบัติที่ไม่อาจประเมินราคาได้ สารพัดอาวุธชั้นยอดที่พูดได้เต็มปากว่าล้วนแล้วแต่คู่ควรกับคำว่าอาวุธในตำนาน ต่างแย่งกันออกมาประชันโฉมให้ว่าที่เจ้านายใหม่ของมันต้องตะลึง
เอ็ดวานแทบจะเผลออุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธก็จริง แต่บรรดาสิ่งของตรงหน้าก็เห็นได้ชัดเหลือเกินว่าไม่ใช่ข้าวของธรรมดา เขาทดลองหยิบดาบเล่มหนึ่งขึ้นมา มันเป็นดาบที่สวยงามที่สุดที่เขาเคยเห็น เขาทดลองใช้มันดูและพบว่าประกายสีขาวราวกับสะเก็ดไฟเคลื่อนไหวไปมายามเมื่อมันถูกเหวี่ยงสะบัด
“ข้ายังไม่ได้ตั้งชื่อดาบนั่นเลย เจ้านี่ทำให้นักรบธรรมดาๆ ที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้กลายเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงในทันทีที่ใช้”
[อัศวินศักดิ์สิทธิ์ (Paladin) นักรบในชุดเกราะผู้ถวายตนรับใช้เทพเจ้า นอกจากทักษะพื้นฐานของอัศวินแล้วยังสามารถใช้เวทมนตร์ต่างๆ ของนักบวชได้]
แทนที่จะฟังคำบรรยายสรรพคุณจนจบเอ็ดวานกลับลองทดสอบมันด้วยตนเอง เขาพบว่าเพียงแค่ถือมันอยู่เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าความสามารถใหม่ถูกปลุกขึ้นมา เอ็ดวานสามารถใช้เวทมนตร์ของนักบวชที่เขาไม่เคยใช้ได้มาก่อน ไม่ว่าจะคาถาคืนชีพอย่างรีเซอร์เรคท์ หรือท่าไม้ตายระดับสูงอย่างแฮนด์ออฟเฮฟเวนที่ระเบิดพลังชีวิตออกมาพร้อมกับการสัมผัสด้วยฝ่ามือ ก็สามารถใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา
“ยอดเยี่ยมไหมล่ะ ถ้าพกเจ้านี่ไว้ ถึงในกลุ่มไม่มีอัศวินศักดิ์สิทธิ์หรือนักบวชก็อุ่นใจได้” โซลาร์หัวเราะโดยไม่รู้ว่าฮาจาที่อยู่ข้างหลังกำลังทำหน้าเหวออยู่
“เลือกดาบอื่นเถอะค่ะ หน้าที่สนับสนุนเนี่ยแค่ข้าคนเดียวก็พอแล้ว” ฮาจารีบแย่งเอาดาบเล่มที่เอ็ดวานกำลังลองไปเก็บที่เดิมพร้อมกับยัดเยียดดาบเล่มใหม่ให้เขาลองแทน
คราวนี้เป็นดาบสีเงินเรียบๆ ถึงจะสวยงามแต่ก็ดูไม่มีอะไรสะดุดตาเมื่อเทียบกับอาวุธอื่นๆ แต่เมื่อเอ็ดวานได้ทดลองใช้มันเขาก็เผลอร้องออกมาด้วยความตกใจเพราะเขาสามารถควบคุมคมดาบให้ยืดยาวออกไปได้ดังใจ หรือหดกลับมาเท่าเดิมได้ในพริบตา
“สุดยอด” เอ็ดวานอยากจะสรรหาคำพูดอื่นมาชื่นชม แต่ในหัวของเขานึกคำอื่นไม่ออกนอกจากย้ำคำเดิมซ้ำๆ “สุดยอดเกินไปแล้ว เจ้าทำได้ยังไง นี่มันใช้แค่ทักษะของนักตีดาบแน่รึ”
โซลาร์ไม่ได้ตอบ แต่เห็นได้ชัดว่าเขายืดอกรับอย่างภูมิใจ ไม่เสียแรงที่เขาต้องฝึกฝนจนเชี่ยวชาญในทักษะหลายต่อหลายอย่าง ไม่ว่าจะการหลอมโลหะ เล่นแร่แปรธาตุ เวทมนตร์ และอีกสารพัดศาสตร์ลับเพื่อที่จะนำทุกอย่างมาผสมรวมกันเป็นสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์เหล่านี้
[เล่นแร่แปรธาตุ (Alchemy) ศาสตร์ที่ว่ากันว่าเป็นต้นกำเนิดของวิชาเคมี การศึกษาเพื่อเปลี่ยนธาตุหนึ่งไปเป็นอีกธาตุ รวมไปถึงการปรุงยาต่างๆ]
“ดาบนั่นถึงจะไม่ใช่โลหะศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็มีความแข็งแกร่งใกล้เคียง ซ้ำยังทนทานกว่าเหล็กอีกนะ” โซลาร์ยังคงโฆษณาผลงานของเขาต่อขณะที่เอ็ดวานยิ่งทดลองใช้ก็ยิ่งรู้สึกถูกใจดาบเล่มนี้
[โลหะศักดิ์สิทธิ์ (Holy Steel) หนึ่งในสองโลหะสำคัญที่เป็นส่วนผสมของโลหะแห่งเทพ ถูกค้นพบเฉพาะในซีน ความหายากของมันสามารถเทียบเคียงได้ว่าว่าหากนำโลหะชนิดนี้จากทั้งโลกมาชั่งจะมีน้ำหนักรวมเพียงครึ่งตัน]
“ข้าเลือกได้แล้ว เอาดาบเล่มนี้แหละ” เอ็ดวานนึกวิธีปรับใช้ดาบเล่มนี้ได้หลากหลายรูปแบบ เขาจึงยืนกรานที่จะเลือกมันแม้ว่าโซลาร์จะโน้มน้าวให้เขาลองดูอย่างอื่นให้ครบก่อน
“ช่วยไม่ได้ งั้นก็ตามใจเจ้าแล้วกัน” โซลาร์ยักไหล่ เขามาคิดๆ ดูอีกที ให้เอ็ดวานลองใช้ของที่อยากใช้ให้เต็มที่ดีก่อนก็น่าจะดีกว่า เพราะอาวุธที่เลิศเลอเพียงใดก็ไม่อาจเทียบได้กับอาวุธที่ใช้คล่องจนชินมือ
“คราวนี้ก็ตาเจ้าล่ะ จะเลือกคทาใหม่หรืออยากจะลองหันไปใช้อาวุธอื่นดูก็ได้นะ พวกหน้าไม้ ธนูหรือแม้แต่ปืนข้าก็มี”
ฮาจาไม่เชี่ยวชาญอาวุธอื่นเลย หรือถ้าหากจะพูดให้ถูกคือแม้แต่คทาที่เธอใช้มานานจนทรุดโทรมแล้วเธอก็ไม่ได้เชี่ยวชาญนัก นี่ถ้าหากไม่เพราะว่ามันช่วยเสริมพลังเวทมนตร์สายนักบวชแล้วล่ะก็ เธอขอเลือกที่จะไม่ต้องถืออาวุธหนักๆ เสียเลยจะดีกว่าอาวุธที่โซลาร์นำมาให้เธอเลือกนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง บางชิ้นนั้นเพิ่มพลังเวทมนตร์ให้กับเธอเกือบสองเท่าโดยแลกกับผลเสียเล็กๆ น้อยๆ หรือบางชิ้นก็ช่วยให้เธอสามารถเรียกอสูรอัญเชิญที่เก่งกาจมารับใช้ได้ซึ่งดูแล้วน่าสะดวกยิ่งนัก ไม่ว่าฮาจาจะดูชิ้นไหนก็มีแต่ของล้ำค่าทั้งนั้น
[อสูรอัญเชิญ (Guardian) เดวัลจากต่างมิติ ถูกดึงมาสู่โลกนี้ผ่านการทำสัญญาหรือใช้อุปกรณ์เวทมนตร์บางชนิดเป็นสื่อกลาง]
หลังจากงุ่มง่ามเลือกอยู่นานจนโซลาร์แอบหาวหวอดหลายครั้ง ในที่สุดฮาจาก็ตัดสินใจได้ เธอเลือกไม้เท้าสีทองที่โซลาร์ตั้งชื่อว่าไม้เท้าแห่งรุ่งอรุณ โดยมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยจากโซลาร์ว่ามันน่าจะเหมาะกับนักบวชอย่างเธอ
“ขืนรอพวกเจ้าทดลองใช้จนครบแล้วค่อยเลือก สงสัยวันนี้ทั้งวันก็ยังไม่จบแน่” โซลาร์ตัดบท จากนั้นก็ถือวิสาสะตัดสินใจแทนทั้งคู่
โซลาร์ยังจับทั้งสองทดลองเครื่องประดับที่แฝงพลังพิเศษอีกหลายชิ้น เช่น สร้อยคอที่ต่อต้านคำสาปที่ทำให้เสียชีวิตทันที ถุงมือที่เพิ่มพละกำลัง และอีกสารพัดเครื่องป้องกันอย่างดีที่เขาเอามาเปลี่ยนให้ ชายหนุ่มกำลังสนุกราวกับว่าพวกเอ็ดวานเป็นของเล่นใหม่ของเขา
“แน่ใจแล้วรึคะที่จะมอบของพวกนี้ให้เรา ของเหล่านี้ไม่ว่าจะชิ้นใดก็เป็นของมีค่าทั้งนั้นเลยนะคะ” ฮาจาว่าพลางมองข้าวของทั้งหลายที่โซลาร์ยัดเยียดให้เธอและเอ็ดวานซึ่งถ้ามีใครบอกว่าพวกมันมีมูลค่ามากพอที่จะซื้อประเทศได้สักประเทศหนึ่ง เธอก็คงเชื่อโดยสนิทใจ
“เอาไปเถอะ ถ้าไม่สะดวกใจที่จะรับเปล่าๆ ก็คิดเสียว่าต่อไปพวกเจ้าต้องช่วยข้าค้นหาวัตถุดิบใหม่ๆ ก็สิ้นเรื่อง” โซลาร์ยิ้มหน้าบานเหมือนเด็กๆ
หลังออกจากปราสาทของกราโดที่ตอนนี้กลายเป็นซากไปแล้ว โซลาร์พาทุกคนเดินทางต่อโดยมีเป้าหมายอยู่ที่เรือเหาะมูนไลท์ของเขา เอ็ดวานและฮาจาเคยแต่ได้ยินได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับเรือที่เหาะ แต่ไม่เคยเห็นไม่เคยสัมผัสของจริงมาก่อน อันที่จริงทั้งคู่ควรจะตื่นเต้นที่จะได้เดินทางด้วยพาหนะพิสดารนี้ แต่เพราะช่วงเวลาที่ร่วมเดินทางกับโซลาร์มีเรื่องน่าประหลาดใจเกิดขึ้นนับไม่ถ้วน ทั้งสองจึงเริ่มชินชาเสียแล้ว