กลิ่นหอมจาง ๆ ของซาวปิง[1]ที่ถูกยื่นมาจากมือเหี่ยวย่นของหญิงชราคนหนึ่งเรียกสติของมู่หรงซิน ให้นางหวนกลับมามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนอีกครั้งและดึงให้นางหลุดออกจากห้วงอาการเหม่อลอยได้ง่าย ๆนางยื่นมือไปรับซาวปิงแผ่นใหญ่มาไว้ในมือแล้วก้มหน้าก้มตากินของสิ่งนั้นด้วยความรู้สึกเศร้าหมองระคนปวดใจแววตาของนางในยามนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ยากจะอธิบาย
นางลูบหน้าท้องของตนเองอย่างแ่เบาพลางจ้องมองหนังสือหย่าในมืออีกข้างหนึ่งที่เพิ่งได้รับมาเมื่อไม่นานมานี้
เดิมทีนางเป็ภรรยาของ เซินจิ้งหยวนในสายตาของนาง เขาเป็บุรุษผู้แสนดี ช่างเอาอกเอาใจแม้ในอดีตเขาจะเป็เพียงแค่บัณฑิตยากจน ที่บิดาเป็เพียงชาวนามารดาทำอาชีพขายผักหาบเร่ ฐานะชาติตระกูลนับว่าไม่ได้โดดเด่นอะไรแต่นางที่เป็บุตรสาวของตระกูลพ่อค้าที่มั่งคั่งร่ำรวยกลับเลือกที่จะรักเขาและยินยอมแต่งงานกับเขาด้วยใจที่รักมั่นบริสุทธิ์ยอมเดินทางเข้ามาในเมืองหลวงพร้อมกันกับเขาอย่างไม่ลังเลและยอมสละละทิ้งทุกอย่างได้เพื่อเขาแม้กระทั่งสัญญาหมั้นหมายที่เคยมีกับคนผู้หนึ่ง
นางไม่คิดเลยว่าพอหลังจากที่เขาได้เป็ขุนนางสมใจ
ท่าทางภายนอกและจิตใจภายในของเขาจะเปลี่ยนไปได้มากถึงขนาดนี้
เพียงแค่ได้กลายเป็ขุนนางเขากลับหมางเมินต่อนาง หาเื่ทะเลาะกับนางอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเื่เล็กน้อยอื่นใดเขาล้วนแต่ทำให้นางเจ็บช้ำน้ำใจทั้งสิ้น ยิ่งเขานำสาวใช้คนสนิทของนางอย่าง ถงเอ๋อร์ไปเป็อนุ โดยไม่ถามความสมัครใจจากนาง นางก็ยิ่งรู้สึกเ็ปหัวใจที่สาวใช้คนสนิทที่นางรักใคร่ เห็นเป็ดั่งน้องสาวคนหนึ่ง กลับกลายมาแทงข้างหลังนางทั้งกลายมาใช้สามีร่วมกันกับนางอย่างหน้าตาเฉย
เป็เช่นนี้แล้ว...จะไม่ให้มู่หรงซินคนนี้ รู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจได้อย่างไรกัน
อยู่มาวันหนึ่ง... ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุอะไรที่ทำให้ถงเอ๋อร์ซึ่งกำลังตั้งท้องลูกของเซินจิ้งหยวนอยู่ จู่ ๆ ก็เกิดอาการแท้งอย่างรุนแรงกระทั่งนางสิ้นใจตายในที่สุด
ด้านเซินจิ้งหยวนที่สูญเสียอนุคนโปรดไปก็พลอยมาโทษว่าเป็ความผิดของมู่หรงซิน กล่าวหาว่านางเป็สตรีที่จิตใจคับแคบถึงขั้นลงมือทำร้ายถงเอ๋อร์จนนางแท้งลูกและตายจากไป
พอเกิดเื่ของถงเอ๋อร์ขึ้นเขาไม่คิดเสียเวลาตรวจสอบหาความจริงเลยแม้แต่น้อยเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่านี่เป็ฝีมือของมู่หรงซิน ผู้เป็ภรรยาที่มาก่อนใคร ๆและเป็สตรีคนที่...ครั้งหนึ่งเขาเคยบอกว่ารักนักรักหนา
และในท้ายที่สุดเขาก็เขียนหนังสือหย่ามอบให้นาง โดยไม่สนว่านางจะกำลังตั้งครรภ์ลูกของเขาอยู่
อีกมุมหนึ่ง... แม้นางจะเสียใจปานใดที่เขาเอาถงเอ๋อร์เข้ามาเป็อนุ โดยไม่ถามความเห็นของนางก่อนแต่นางก็ไม่ใช่สตรีที่สิ้นคิด ถึงขนาดกล้าวางแผนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิตยิ่งถงเอ๋อร์กำลังตั้งท้องอยู่ด้วย นั่นยิ่งแล้วใหญ่ที่หรงซินจะคิดปองร้ายถงเอ๋อร์
เหตุการณ์ทุกอย่างมันดูรวดเร็วไปหมดและยังมีพิรุธแปลก ๆ หลายอย่างผุดขึ้นมาให้เห็นจนบางครั้งหรงซินก็อดฉุกคิดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่า
‘หรือว่านี่...จะเป็แผนการของเซินจิ้งหยวน?’
เพื่อหย่ากับนางเขาถึงขั้นสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อทำให้คนอื่นคิดว่านางเป็ผู้ลงมือสังหารเด็กในท้องและสังหารถงเอ๋อร์ให้ตาย
หากนางไม่ยอมหย่าขาดกับเขาโดยง่ายเขาก็จะประจานนางด้วยข้อหาร้ายแรง แล้วก็จะใช้โทษเจ็ดขับ[2]มาเป็ข้ออ้างสำหรับไล่นางออกไปความโหดร้ายของเขาไม่เพียงแต่ทรยศนาง ทำให้หัวใจของนางต้องแหลกลาญป่นปี้แต่เขายังใช้ถงเอ๋อร์เป็เครื่องมือ สังหารถงเอ๋อร์ และสังหารลูกในท้องของถงเอ๋อร์ทั้งที่เด็กในท้องของถงเอ๋อร์ต่างก็เป็สายเืของเขาเช่นกัน
และแล้วมู่หรงซินก็สืบจนรู้ว่า!เป็เขาที่อยู่เื้ัเื่ทั้งหมด!!!
มิน่าเล่า!เขาถึงดึงดันจะหย่ากับนางอยู่ท่าเดียว โดยไม่คิดสืบหาความจริงอะไรเลยแม้แต่น้อยมาบัดนี้มู่หรงซินกล้าพูดได้เต็มปาก ว่านางผิดหวังในตัวเขานักนางรู้ซึ้งแล้วว่าตนเองเลือกคนผิด นางรู้ซึ้งแล้วว่า...นางควรเชื่อคำเตือนของมารดาั้แ่แรก หากนางไม่ดื้อรั้นยอมเชื่อคำพูดของมารดาสักนิด ชีวิตของนางคงจะไม่ได้มาประสบพบเจอกับเื่เลวร้ายแบบนี้
ความโหดร้ายของเซินจิ้งหยวนในตอนนี้ เป็สิ่งที่มู่หรงซินไม่เคยได้เห็นมาก่อน ตลอดเวลาที่คบหากันมาเขาแสดงแต่ด้านดี ๆ ให้นางได้เห็นเท่านั้น นางจึงหลงผิดคิดไปเองว่าเขาคือคนดี มาบัดนี้นางได้เห็นธาตุแท้ของเขาเต็มสองตาแล้ว
หรงซินในตอนนี้รู้สึกหวาดระแวงเป็อย่างยิ่งด้วยกลัวว่าหากไม่ยอมหย่า และยังดึงดันจะอยู่ในฐานะภรรยาของเขาต่อไปชีวิตของนางกับลูกในท้องจะต้องไม่ปลอดภัยอย่างแน่นอนด้วยคิดได้เช่นนี้แล้วหรงซินจึงตัดสินใจหย่าขาดกับเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ส่วนสาเหตุที่เขาบีบบังคับให้นางหย่าก็คงเพราะเขามีสตรีอื่นในใจ และสตรีผู้นั้นคงจะดีกว่านางทุกอย่างและคงจะช่วยผลักดันให้เขาได้มีหน้าที่การงานที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้เป็แน่
ผิดกับนางที่เป็แค่บุตรสาวจากตระกูลพ่อค้าที่ไม่ได้มีเส้นสายในสำนักราชการ เมื่อหย่ากับนางแล้วเขาคงจะแต่งสตรีคนนั้นเข้ามาเป็ภรรยาเอกของจวนสกุลเซินอย่างไม่ต้องสงสัย
ที่ผ่านมานางรักเซินจิ้งหยวนอย่างจริงใจนางเห็นเขาเป็ผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง แต่ไหนเลยจะคาดคิดว่า เพียงเพราะอำนาจหน้าตาเพียงเพราะตำแหน่งในหน้าที่การงาน จะทำให้เขากลายเป็คนที่ใจดำกับนางได้ถึงขนาดนี้
สินเดิมของนางหลายส่วนนางขายออกไปเพื่อใช้เป็ทุนรอนให้แก่เขาทั้งยังสร้างจวนหลังใหญ่แห่งนี้ให้แก่เขาหยาดเหงื่อแรงกายของบิดานางที่ตรากตรำทำงานอย่างหนัก ถูกเอาไปอุ้มชูเขาจนหมดสิ้นในยามนี้นางเหลือเงินไม่กี่ร้อยตำลึงเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิดความล้มเหลวในการเลือกคู่ชีวิตครั้งนี้ทำนางรู้สึกอับอายจนแทบไม่อยากจะกลับไปบ้านเดิมให้บิดามารดาของนางต้องพลอยอับอายขายขี้หน้าตามไปด้วย
“แม่นางเ้าจะเดินทางไหวหรือ อาการแพ้ท้องของเ้า ข้าเห็นแล้วสงสารยิ่งนัก”
หญิงชรารายหนึ่งในขบวนเดินทางถามมู่หรงซินด้วยความเป็ห่วงมู่หรงซินแต่งกายเรียบง่าย สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาดั่งหญิงสาวชาวบ้านนางแนะนำตัวกับคนในขบวนเดินทาง บอกว่านางเป็สตรีที่เพิ่งถูกหย่าขาดเพียงเพราะเหตุผลที่ว่านางนั้นต่ำต้อยเกินกว่าสามีจะเลี้ยงดูไว้ข้างกายสามีผู้นั้นของนาง้าแต่งหญิงสาวที่สูงศักดิ์กว่าและ้าแต่งงานกับสตรีที่สามารถเป็หน้าเป็ตาทางสังคมให้เขาได้มากกว่านางจึงจำเป็ต้องแบกท้องเดินทางกลับบ้านเกิดเช่นนี้
และที่นางกล่าวตามตรงไม่โป้ปด ไม่อ้อมค้อม ไม่ใช่เพราะนางไร้ยางอายหรือ้าจะประจานอดีตสามีแต่อย่างใด แต่เป็เพราะว่านางไม่ชอบโกหกเท่าไหร่นักอีกอย่างนาง้าให้พวกเขาเมตตานางที่เป็เพียงหญิงหม้ายที่ประสบกับความทุกข์ยากมาเพราะการออกเดินทางไกลจากเมืองหนึ่งไปสู่อีกเมืองหนึ่ง ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยให้คนท้องและคนที่ชรามาก ๆ ร่วมออกเดินทางไปด้วย เพราะพวกเขากลัวว่าจะเป็ภาระและทำให้การเดินทางล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็
ครั้งนี้พวกเขาเห็นใจนางจึงยอมอนุญาตให้นางร่วมออกเดินทางมากับขบวนคุ้มภัยของพวกคาราวานพ่อค้าสำหรับนางแล้วมีเพียงการเดินทางกับขบวนคุ้มภัยของพวกคาราวานพ่อค้าเท่านั้นที่นางจะกลับอู่เฉียงได้อย่างปลอดภัย
“ข้าไหวเ้าค่ะท่านยายหลิวไม่ต้องห่วง ข้าเพียงแต่เวียนหัวเล็กน้อยเท่านั้น”มู่หรงซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยน แม้นางจะรู้สึกคลื่นเหียนและแพ้ท้องอย่างหนักแต่นางก็ไม่เคยทำตัวเป็ภาระของผู้คนในขบวนเดินทางเลยแม้แต่น้อย
“เอาล่ะ...พวกเราจะพักรถม้าที่นี่สักคืน พวกท่านทั้งหลายก็แยกย้ายหาที่นอนกันได้เลย”หนึ่งในคนของขบวนคุ้มภัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดังกังวาน
ความจริงหากเป็ยามปกติพวกเขาจะเลือกเดินทางต่อไป และหยุดนอนพักค้างแรมกันในป่าแต่เพราะเห็นว่าสถานที่แห่งนี้เป็จุดพักม้าขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันพวกเขาจึงเลือกพักที่นี่ แต่ทว่าข้อเสียของการเข้าพักที่นี่ก็คือหากไม่มีพวกยศขุนมูลนายแวะเข้าพักก็แล้วไป แต่หากมีพวกขุนนางพ่อค้าร่ำรวยจากตระกูลคหบดีใหญ่หรือแม้แต่พวกชนชั้นสูงผ่านมาและหมายใจจะแวะเข้าพัก พวกเขาที่เป็เพียงคนธรรมดาก็จำต้องหลีกทางให้ และออกไปหาที่พักค้างแรมใหม่เอาเอง
เรียกได้ว่านี่คือสิ่งที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมและสะท้อนถึงระบบชนชั้นวรรณะอย่างหนึ่ง
“พวกเ้าหลบไปเ้านายของข้าจะมาพักที่นี่ ไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนร่วมพักด้วยทั้งนั้น”
ไม่ทันไรเสียงของบ่าวรับใช้ชายหลายคนก็เอ่ยเสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณก่อนจะเดินเข้ามาด้วยท่าทางไม่ค่อยดีเท่าไหร่ทุกคนต่างมองไปยังต้นเสียงเป็ตาเดียวกัน ก่อนจะค่อย ๆทยอยเดินออกจากสถานที่พักไปหลบตามมุมต่าง ๆ อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวมีเพียงมู่หรงซินคนเดียวเท่านั้นที่เผลอนอนหลับพิงไปกับเสาไม้ด้วยความอ่อนเพลียจึงไม่ได้หลบออกไปเหมือนกับคนอื่น ๆ
“ข้าบอกให้ออกไปพูดไม่รู้เื่หรืออย่างไร” เสียงของชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งดังขึ้นข้างหูทำมู่หรงซินจำต้องสะดุ้งโหยงโดยสัญชาตญาณ
[1]แป้งจี่แบบโบราณมีทั้งแบบมีไส้และไม่มีไส้
[2](1) ไม่เชื่อฟังพ่อแม่สามี (2)ไม่มีบุตรชาย (3) คบชู้สู่ชาย (4) หึงหวงสามี (5) มีโรคร้ายหรือพิการ (6) ปากไม่ดี และ (7) ลักขโมย