ั้แ่ยามอู่ล่วงเลยย่างเข้ายามเซิน* หลี่ชิงเฉินยังคงสร้างสรรค์งานฝีมืออย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย
พู่กันในมือสะบัดตามใจปรารถนา ยามเงยหน้ามองฟ้าก็วาดเมฆ ยามเห็นสุนัขจรจัด หรือแม้แต่ดอกหญ้าที่ปลิวลมผ่านมา เขาก็วาดพวกมันให้กลายเป็ผลงานชิ้นใหม่ได้เรื่อย ๆ
ฉางขู่กงจื่อหาววอดเบา ๆ โบกพัดเจ๋อซ่านจนเริ่มล้า นับถือในสมาธิอันแก่กล้าและความทุ่มเทในการวาดเขียนของจิตรกรผู้นี้ยิ่งนัก ดูท่าวาจาที่เ้าตัวเคยกล่าวว่าตนเป็จิตรกรเพราะใจรักนั้น หาใช่วาทะที่ปั้นแต่งขึ้นมา
นอกจากผู้คนที่แวะเวียนมาชมดูประปราย ยังมีชายร่างท้วมผู้หนึ่งเดินอาด ๆ ตรงเข้ามาหาหลี่ชิงเฉิน โดยมีเป้าหมายในการมาอีกประการแตกต่างออกไป
“แมวขาวที่ท่านตามหา… หากมีผู้พบเห็นและพามาส่งมอบให้ ย่อมมีรางวัลตอบแทนใช่หรือไม่?”
สิ้นประโยค เขาก็ชูแขนที่หอบหิ้วแมวขาวตัวเพรียวบางขึ้นมาตรงหน้าหลี่ชิงเฉิน
ฉางขู่กงจื่อเหลือบมองข้อความ ‘ตามหาแมวขาว’ บนกระบอกไม้ที่วางอยู่ข้างกายจิตรกรหนุ่ม พึ่งกระจ่างแจ้งในใจว่าที่เขียนประกาศไว้เป็เช่นนี้นี่เอง
แมวตัวสีขาวตรงหน้าร้องเสียงต่ำ เมี้ยว… ท่าทางน่าสงสาร
หลี่ชิงเฉินหยุดพู่กันในมือ พินิจมองแมวขาวตัวนั้นอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะเงยหน้าสบตาชายร่างท้วมด้วยสายตาราบเรียบ เขามองออกว่าคนผู้นี้คงเป็พวกหัวหมอ หวังนำแมวที่คล้ายคลึงกันมาแอบอ้างรับเงินรางวัล
“แน่นอนว่า…” หลี่ชิงเฉินจงใจทอดเสียงยาว อีกฝ่ายลุ้น “ย่อมต้องมีรางวัลตอบแทน”
ั์ตาของชายร่างท้วมทอประกายวาววับด้วยความโลภ ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ ทว่าประโยคถัดมากลับทำให้เขาหน้าถอดสี
“เพียงแต่...แมวตัวนี้หาใช่แมวขาวที่ข้าตามหา”
คำพูดตัดบทดื้อ ๆ ทำเอาชายผู้นั้นขมวดคิ้วมุ่นด้วยความคับข้อง ก่นด่าในใจว่าเหตุใดจิตรกรผู้นี้ไม่เอ่ยให้จบความเสียทีเดียว ปล่อยให้เขาดีใจเก้อไปยกใหญ่
“มันผอมไปหน่อย และเชื่องไปหน่อย” หลี่ชิงเฉินเปรยขึ้นลอย ๆ พลางก้มลงวาดรูปต่อ
“แมวขาวที่ใดก็เหมือนกันทั้งนั้น ท่านมิได้เจอมันมานาน มันจักอ้วนขึ้นหรือซูบผอมลง ท่านจะไปล่วงรู้ได้อย่างไร!?” ชายร่างท้วมโวยวายกลบเกลื่อน ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหัวเสียจากไป
ฉางขู่กงจื่อยกพัดขึ้นจรดปาก ลอบขำท่าทีของคนผู้นั้นที่โดนหลี่ชิงเฉินหักเหลี่ยมกลับ
“เ้านี่มีแต่เื่ให้ข้าประหลาดใจจริง ๆ ”
และด้วยความสงสัย ร่างสูงจึงขยับกายเข้าไปใกล้มากขึ้น กระซิบถามหลี่ชิงเฉินต่อ “ว่าแต่…แมวขาวตัวนั้นสำคัญกับเ้าอย่างไรรึ?”
หลี่ชิงเฉินใช้ปลายด้ามพู่กันดันไหล่อีกฝ่ายออกไปห่าง ๆ
“เ้าน่ะ ยุ่งเื่ผู้อื่นให้มันน้อย ๆ หน่อย”
ฉางขู่กลอกตาประชดกลับ “ชอบมีความลับตลอด”
มิทันได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ เด็กชายซึ่งแต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหราบ่งบอกฐานะบุตรเศรษฐี จูงมือดรุณีผู้พี่ตรงเข้ามาที่แผงร้าน พลางชี้ชวนให้มองดูงานฝีมือที่วางเรียงราย
“พี่หญิง ท่านดูร้านนี้สิ นี่ล่ะที่ข้ามักพูดให้ท่านฟังบ่อย ๆ !”
หลี่ชิงเฉินลอบยิ้มละไม ในที่สุด ลูกค้าที่รอคอยมาทั้งวันก็มาเยือนเสียที
ผู้เป็พี่สาวหยิบ ‘กระบอกไม้ไผ่ทัศนียภาพ’ ขึ้นมา ยามส่องมองเข้าไปยังกึ่งกลางกระบอก นางพลันเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นภาพด้านในขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ส่องสว่างจำลองทัศนียภาพเมืองว่านอิงเฉินที่นางมิเคยไปเยือน ทว่ากลับััได้ถึงไออุ่นและบรรยากาศอันรื่นเริงผ่านสีสันที่แต้มแต่ง
“ภาพด้านในกระบอกไม้ไผ่นี้เคลื่อนไหวอยู่จริง ๆ … ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเมืองว่านอิงเฉิน ทั้งงดงามและน่าไปเยือนถึงเพียงนี้…”
นางหันไปพยักหน้าให้แก่บิดา คหบดีผู้มั่งคั่งละแวกนี้ที่เดินตามมาเื้ั
กระบอกไม้ไผ่ทัศนียภาพ คือสุดยอดงานฝีมือที่ทำกำไรและสร้างชื่อให้จิตรกรพเนจรอย่างหลี่ชิงเฉินมากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มบุตรหลานตระกูลมั่งคั่งที่หลงใหลในของล้ำค่าแปลกใหม่ มักหาซื้อไปเพื่อโอ้อวดกันในหมู่สหาย ด้วยเหตุนี้ ฝีมืออันเหนือชั้นของผู้สร้างเช่นเขา จึงมักถูกบอกเล่าไปพร้อม ๆ กันอยู่หลายครั้ง
“พี่ชาย วันนี้เป็วันเกิดพี่หญิงของข้า ข้าอยากให้ท่านช่วยเขียนคำอวยพรให้แก่นาง”
ฝูงชนเริ่มหนาตา แม้แต่เหล่าจอมยุทธ์ที่ผ่านไปมา ยังเดินเข้ามามุงดูสิ่งน่าสนใจที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
หลี่ชิงเฉินถามเด็กชาย “เ้าปรารถนาให้ข้าเขียนลงบนที่ใด?”
เด็กน้อยเงยหน้ามองท้องนภาที่กว้างไกล กล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ
“บนท้องฟ้า!”
___________________________________________
ยามอู่ (午:wǔ) นับั้แ่เวลา 11.00 – 13.00 น.
ยามเซิน (申:shēn) นับั้แ่เวลา 15.00 – 17.00 น.