บ่ายวันนั้น อากาศในมหาวิทยาลัยอบอ้าว แต่ความร้อนภายนอกยังเทียบไม่ได้กับความอึดอัดที่สุมอยู่ในอกของ 'เอย'
เธอสะพายกระเป๋าที่มีสมุดจดเลคเชอร์เล่มหนาอยู่ภายใน เดินทอดน่องไปตามทางเดินเชื่อมระหว่างคณะนิเทศศาสตร์และคณะบริหารธุรกิจ พื้นที่ที่เธอแทบไม่เคยย่างกรายเข้าไป
ครืด... ครืด...
แรงสั่นะเืจากโทรศัพท์ในกระเป๋ากระโปรงทำให้เธอต้องหยุดเดิน เอยหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความหวังลึกๆ ว่าจะเป็ข้อความถามไถ่ แต่ความจริงกลับเป็หมัดฮุกที่กระแทกเข้ากลางใจเหมือนเดิม
Pheem: “เอย สรุปวิชาการเงินเบื้องต้นให้ด้วย? ข้าี้เีเข้าเช็กชื่อว่ะ ฝากจดส่วนที่สำคัญมาด้วยนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปกินข้าวด้วย ปล. อย่าลืมของขวัญน้ำหวานนะ เอาที่ดูแพงๆ แต่ไม่ต้องควักเนื้อแกล่ะ ใช้เงินที่ข้าโอนไปให้ครบนะ”
เอยเม้มริมฝีปากแน่น นิ้วเรียวพิมพ์ตอบไปเพียงสั้นๆ ว่า “กำลังไปจดให้จ้ะ”
เธอเก็บโทรศัพท์ลงแล้วถอนหายใจยาว วิชาเลือกตัวนี้ภีมลงเรียนตามกระแสของเพื่อนในกลุ่มวิศวะ แต่เ้าตัวกลับไม่เคยเหยียบย่างเข้าห้องเรียน หน้าที่ในการทำ "สรุปชีท" เพื่อให้เขาเอาไปใช้สอบจึงตกเป็ของเธอโดยปริยาย
เพื่อนสนิทอย่างเธอที่ไม่ได้เรียนสายบริหาร แต่ต้องมานั่งทำความเข้าใจงบการเงินเพียงเพื่อให้ "เพื่อนรัก" มี เกรดสวยๆ ไว้ประดับทรานสคริปต์
ตึกคณะบริหารธุรกิจตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันเป็อาคารกระจกสะท้อนแสงแดดดูทันสมัยและภูมิฐาน บรรยากาศรอบตึกเต็มไปด้วยนักศึกษา บทสนทนาส่วนใหญ่ไม่ใช่เื่ความรักหรือละคร แต่มันคือเื่ของตลาดหุ้น การลงทุน
เอยเดินเข้าไปด้านในด้วยท่าทีประหม่า เธอเดินก้มหน้าดูตารางเรียนในมือ พลางคิดถึงพอยต์สำคัญที่จะต้องจด จนไม่ได้สังเกตว่าทางเดินเบื้องหน้าเป็ประตูกระจกใสที่เงาวับจนดูโปร่งใสราวกับไม่มีอะไรกั้น
"อุ๊ย!"
จังหวะที่เอยเกือบจะเดินเอาหน้ากระแทกเข้ากับบานกระจกหนา ก็เกิดแรงดึงจากเื้ั เธอโดนกระชากต้นแขนจนเซไปปะทะกับแผงอกกว้างของใครบางคน
"ระวังหน่อยครับ" น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำ นิ่งสงบ แต่มีอำนาจอย่างประหลาด
เอยใจเต้นรัวด้วยความใ เธอรีบผละตัวออกแล้วหันไปโค้งหัวขอโทษรัวๆ
"ขอโทษค่ะ! ขอโทษจริงๆ ค่ะ พอดีเอยเหม่อไปหน่อย"
"ถ้าเหม่อแบบนี้ตอนทำธุรกิจ คุณคงขาดทุนย่อยยับไปแล้ว"
คำตอบรับที่ไม่ใช่การปลอบโยนทำให้เอยเงยหน้าขึ้นมอง เธอพบกับั์ตาคมภายใต้กรอบแว่นแบรนด์หรูของชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ
'วิน' อยู่ในชุดแบรนด์หรูที่ขับให้เขาดูภูมิฐาน กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของเขาเป็กลิ่นที่สื่อถึงความสุขุม และมั่นคง... ต่างจากกลิ่นน้ำมันเครื่องและเหงื่อจางๆ ของภีมที่เอยคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง
สายตาของวินเลื่อนลงไปมองสมุดโน้ตในมือของเอยที่กอดไว้แน่น เขาเห็นหัวข้อที่เขียนด้วยลายมือบรรจงว่า 'สรุปวิชา FIN201 สำหรับภีม'
"คุณเรียนนิเทศฯ ไม่ใช่เหรอ?" วินถามพลางปัดฝุ่นที่แขนเสื้อตัวเองเบาๆ
"คะ? อ๋อ... ใช่ค่ะ เอยมา... มาจดเลคเชอร์ให้เพื่อนน่ะค่ะ" เอยตอบเสียงตะกุกตะกัก
วินขยับตัวเข้ามาใกล้ก้าวหนึ่ง สายตาของเขาจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอเหมือนนักธุรกิจที่กำลังประเมินมูลค่าทรัพย์สิน
"ผมถามจริงๆ นะ คุณกำลังทำอะไรที่ไม่ได้ผลตอบแทนอยู่หรือเปล่า?" วินหรี่ตาถาม ด้วยตวามสงสัย
เอยขมวดคิ้ว "ผลตอบแทน? นี่มันเื่เรียนนะคะ ไม่ใช่การทำธุรกิจ"
"ทุกอย่างคือการลงทุนครับ" วินเอ่ยเสียงเรียบเรื่อย
"เวลาที่คุณเสียไปกับการนั่งจดสิ่งที่คุณไม่ได้ใช้ เพื่อให้คนที่ไม่ได้สนใจจะอ่านเอาไปใช้ประโยชน์ ในเชิงบริหาร... นี่คือการสูญเสียทรัพยากรที่รุนแรงที่สุด คุณกำลังเอาชีวิตตัวเองไปอุดรอยรั่วให้คนที่ไม่ยอมซ่อมเรือของตัวเอง"
เอยรู้สึกหน้าชาเหมือนถูกตบกลางที่สี่แยก "แต่นี่คือมิตรภาพนะคะ ภีมเป็เพื่อนสนิทของเอย การช่วยเพื่อนมันไม่ใช่เื่ของกำไรขาดทุนเสมอไปหรอกค่ะ"
วินแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็ยิ้มที่ไม่ได้มีความอ่อนโยนอยู่เลย "มิตรภาพที่แท้จริงต้องทำให้คนสองคนเติบโตไปด้วยกันครับคุณเอย... ไม่ใช่คนหนึ่งยอมถอยหลังซ้ำๆ เพื่อให้อีกคนเหยียบไหล่ขึ้นไปโดยไม่คิดจะฉุดมือกันขึ้นมา"
เอยพูดไม่ออก คำพูดของวินมันตรงจุดจนเธอเจ็บไปถึงขั้วหัวใจ เธออยากจะเถียงว่าภีมก็ดีกับเธอ (ในบางครั้ง) แต่ภาพถุงโจ๊กที่เย็นชืด และข้อความสั่งเื่ของขวัญให้น้ำหวานมันลอยเด่นขึ้นมาหักล้างทุกความคิดที่จะเถียงเขา
"เอยขอตัวนะคะ" เธอตัดบทพลางรีบเดินเลี่ยงออกมา
ตลอดคาบเรียนที่คณะบริหาร เอยไม่มีสมาธิเลยแม้แต่นิดเดียว เธอนั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำแต่กลับรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว ทุกครั้งที่เธอจรดปากกาเขียนเลคเชอร์ให้ภีม คำพูดของวินก็จะดังขึ้นมาเตือนใจเสมอ
เอยก้มลงมองกระดาษโน้ต ลายมือของเธอที่บรรจงจดอย่างเป็ระเบียบเพื่อให้ภีมอ่านง่าย บัดนี้กลับดูเหมือนรอยร้าวที่ตอกย้ำความโง่เขลาของตัวเอง เธอพยายามจะเขียนต่อ แต่ปลายนิ้วกลับสั่นเทาจนบังคับปากกาไม่ได้
ครืด ครืด!
แรงสั่นะเืจากสมาร์ทโฟนทำให้เธอสะดุ้ง แจ้งเตือนข้อความเด้งขึ้นมา
Pheem: ‘เอย อย่าลืมจดคลาสการตลาด่บ่ายให้ข้าด้วยนะ พอดีน้ำหวานอยากไปดูหนัง ข้าเลยต้องโดดเซกนี้ ฝากด้วยนะเพื่อนรัก เดี๋ยวเย็นนี้เลี้ยงติม’
ข้อความสั้นๆ ที่เคยทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ บัดนี้กลับดูเหมือนใบสั่งงานที่ไม่มีแม้แต่ค่าจ้าง เอยมองคำว่า ‘เพื่อนรัก’ แล้วยิ้มสมเพชตัวเอง... ไอติมหนึ่งแท่ง แลกกับเวลาและอนาคตของเราเนี่ยนะ?
เธอค่อยๆ วางปากกาลง ปิดสมุดโน้ตเล่มหนาที่อุ้มชูชีวิตการเรียนของภีมมาตลอดสี่ปี แล้วหยิบสมุดจดบทละครนิพนธ์ของตัวเองขึ้นมาแทน
—————
่บ่ายแก่ๆ พรีมกำลังเดินกลับไปที่คณะนิเทศ ..
“เอย! อยู่นี่เอง” เสียงะโที่คุ้นเคยดังขึ้น
ภีมเดินตรงเข้ามาหาเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแบบที่เขาชอบใช้เวลาจะขอให้เธอทำอะไรสักอย่าง
“จดเสร็จยัง? เอามาให้ข้าหน่อยสิ ข้าจะรีบไปรับน้ำหวานแล้ว”
ภีมยื่นมือมารับสมุดด้วยความเคยชิน เอยนิ่งไปอึดใจ เธอมองมือของภีมที่ยื่นมา แล้วมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เห็นเธอเป็เพียงเครื่องมือมาตลอดสิบปี ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักแน่นที่สุดในชีวิต
“ไม่ได้จดให้อ่ะ”
ภีมชะงักไปทันที คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างไม่เชื่อหู
“ว่าไงนะ? นี่แกล้อเล่นป่ะเอย ข้าบอกในไลน์แล้วไงว่าน้ำหวาน...”
“น้ำหวานจะไปดูหนัง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เอยต้องนั่งเรียนแทนภีม” เอยสวนกลับไปโดยไม่รอให้เขาพูดจบ
“จากนี้ไป... ถ้าภีมอยากได้เลคเชอร์ ภีมต้องมานั่งเรียนเอง หรือไม่ก็ไปขอกับน้ำหวานเอา เอยมีงานของตัวเองต้องทำ”
เอยเดินจากมาโดยไม่หันกลับไปมองใบหน้าเหวอค้างของเพื่อนสนิท เธอััได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความกลัว แต่มันกลับเบาสบายอย่างน่าประหลาด