ตอนที่ 679 เที่ยวชมเมืองหลวงบัญชา์ (4)
หลังจากที่ชายชราออกรถม้าแล้วเจิ้งฟู่ก็เริ่มถามประวัติและความเป็มาของเวทีประลองเก้าชั้นฟ้าที่ว่านี้ว่ามันมีความเป็มาอย่างไรซึ่งชายชราก็ได้เล่าให้เขาฟังว่าเวทีประลองเก้าชั้นฟ้านั้นเป็เวทีสำหรับผู้ฝึกตนที่อยากแสดงความแข็งแกร่ง.......
ซึ่งในแต่ละชั้นนั้นจะแบ่งตามระดับความสามารถของผู้ฝึกตนชั้นแรกจะเป็ผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะ ชั้นที่สองระดับราก์ชั้นที่สามระดับ์ก่อเกิด ชั้นที่สี่ระดับแก่นแท้์ชั้นที่ห้าระดับดารา์ ชั้นที่หกระดับวิถีแห่งเทพชั้นต้นชั้นที่เจ็ดระดับวิถีแห่งเทพชั้นกลางชั้นที่แปดระดับวิถีแห่งเทพชั้นสูงและชั้นสุดท้ายเป็เวทีประลองของผู้ที่บรรลุรพลังระดับเทพแล้ว......
ทว่าเวทีประลองั้แ่ชั้นที่เจ็ดขึ้นมาไปไม่ได้เปิดทำการมาเป็เวลานานแล้วเนื่องจากไม่มีผู้ฝึกตนระดับวิถีแห่งเทพคนใดขึ้นไปประลองกันเลยซึ่งนี่ก็ผ่านมาร่วมพันปีได้แล้วที่มันถูกปิดตายผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ที่มาร่วมประลองล้วนเป็ผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะไปจนถึงระดับดารา์จะมีระดับวิถีแห่งเทพขั้นต้นแค่ไม่กี่คนเท่านั้นซึ่งคนเหล่านี้จะเป็พวกที่พึ่งเลื่อนระดับพลังใหม่แล้วอยากทดสอบฝีมือของตนเองว่าแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด.........
อ่า!!
“เป็สถานที่ที่ดีจริงๆเลย” เจิ้งฟู่เห็นว่าเวทีประลองนี้แบ่งแยกระดับได้ดีทำให้หมดปัญหาเื่ความเลื่อมล้ำของระดับพลังไปได้ จะได้ไม่มีใครมาบ่นว่าอีกฝ่ายระดับพลังเยอะกว่าตนตนเลยแพ้การแบ่งแยกระดับแบบนี้มันช่วยลดปัญญาคนที่แพ้แล้วไม่ยอมรับความใจได้เป็อย่างมาก “แต่มันจะดีกว่านี้ถ้าข้าไม่ต้องพบเจอกับเื่ปวดหัว!”แต่เจิ้งฟู่กลับรู้สึกว่ามันจะดีกว่านี้ถ้าหากเขาไปแล้วไปพบเจอกับเื่น่าปวดหัวเข้าหากเื่น่าปวดหัวนี้เขาจัดการได้มันก็ไม่เท่าไหร่ แต่หากว่ามันหนักเกินกว่าที่ตัวเขาจะแก้ได้มันก็แย่หน่อย......
สิบห้านาทีผ่านไป......
หลังจากที่ออกจากทะเลสาบบัญชา์มาได้ราวๆสิบห้านาทีในที่สุดรถม้าก็มาหยุดอยู่ที่หอคอยขนาดใหญ่สูงเก้าชั้น ซึ่งคอคอยแห่งนี้มีขนาดใหญ่เท่ากับสนามฟุตบอลพร้อมด้วยที่นั่งสเตเดียมรอบข้างเลยไม่เพียงแค่สถานที่แห่งนี้จะมีขนาดที่ใหญ่และกว้างผู้คนที่มายังเวทีประลองเก้าชั้นฟ้านี้ยังมีมากกว่ารูปปั่นบรรพบุรุษกับทะเลสาบบัญชา์อีก.......
“ถึงแล้วขอรับนายน้อย ที่นี่แหละเวทีประลองเก้าชั้นฟ้าขอรับ!”ชายชรากล่าวพร้อมกับชี้ไปยังหอคอยสูงเก้าชั้นที่อยู่ด้านหน้าของตนและยิ้มกว้างออกมา......
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่พามาว่าแต่สถานที่แห่งนี้มันน่าเที่ยวชมตรงไหนกัน?ที่ข้าเห็นอยู่ตอนนี้มันไม่ต่างอะไรไปจากบ่อนการพนันเลยตกลงแล้วมันเป็เวทีประลองหรือสนามมวยกันแน่!” ในตอนที่เจิ้งฟู่มาถึงเขาก็ได้สังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่ตั้งโต๊ะรับพนันเดิมพันอยู่ด้านหน้าทางเข้าซึ่งที่ด้านข้างของคนกลุ่มนี้จะมีป้ายรายชื่อและอัตราต่อลองแสดงโชว์อยู่เพื่อให้ผู้คนสามารถตรวจสอบและเลือกแทงข้างที่ตนเองชอบได้ซึ่งภาพเหล่านี้มันต่างจากที่เจิ้งฟู่คิดเอาไว้มาก......
“แต่ก่อนมันเคยเป็เวทีอันทรงเกียรติทว่าเดี๋ยวนี้ผู้คนกลับใช้สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็สถานบันเทิงและบ่อนการพนันไปแล้วซึ่งข้าน้อยเองก็รู้สึกเศร้าใจไม่น้อย!” ชายชราเองก็รู้สึกเศร้าที่สถานที่อันทรงเกียรติแบบนี้ต้องมามัวหมองลงแบบนี้......
“แล้วไม่มีใครคิดที่จะออกมาจัดการอย่างนั้นเหรอ?”เจิ้งฟู่ถามชายชรากลับไปอีกครั้ง ว่าเหตุใดถึงไม่มีใครเข้ามาจัดการสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ให้มันถูกต้อง......
“นั่นเป็เพราะคนเหล่านี้มีตระกูลมหาอำนาจและกองกำลังที่แข็งแกร่งค่อยสนับสุนนอยู่มันถึงไม่มีใครกล้าที่จะออกมาจัดการกับพวกเขาเมื่อก่อนเคยมีคนผู้หนึ่งหาญกล้าท้าทายกลุ่มคนเหล่านี้และขับไล่พวกมันไปจากที่นี้แต่แล้วในวันถัดมาคนผู้นั้นก็ถูกสังหารไปอย่างรวดเร็วและยังถูกนำร่างมาแขวนประจานและเตือนต่อผู้ที่คิดจะกระทำการท้าทายแบบนี้อีกและเพราะเหตุการณ์นั้น มันจึงไม่มีใครกล้าที่จะออกมาพูดจาไร้สาระอีกเลยแม้แต่ท่านประมุขนิกายก็ยังไม่ออกมาทำอะไร!”
ชายชรากล่าวอย่างเศร้าใจเกี่ยวกับเื่นี้ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเลยที่้าจะออกมาขับไล่คนกลุ่มนี้ที่ทำให้สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ต้องมัวหมองออกไปแต่เพราะว่ากำลังและอำนาจของคนที่อยู่เื้ัคนกลุ่มนี้มันมากและยิ่งใหญ่เกินไปแล้วใครมันจะกล้าไปท้าทายกันละ........
อ่า!
“ฟังจากคำพูดของท่านแล้ว ข้าคิดว่าสถานที่แห่งนี้มันไม่น่าเที่ยวชมเท่าไหร่นักเช่นนั้นพวกเราไปสถานที่อื่นกันดีกว่า ข้ารู้สึกไม่ค่อยชอบสถานที่แห่ง............”
เห้ย!!
“ไอ้คนที่อยู่ในรถม้าออกมาเดียวนี้!!”แต่ก่อนที่เจิ้งฟู่จะได้พูดจบ เสียงของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นเพื่อสั่งให้เจิ้งฟู่ลงมาจากรถม้าของเขา.........
หือ?!
“ขนาดข้ายังไม่ได้ลงจากรถม้าเลยนะเนี่ย!นี่ข้าไปสร้างเวรกรรมกับใครมาบ้างนิทำไมถึงได้มีเื่ให้ปวดหัวอยู่ทุกทีเลย!!” เจิ้งฟู่อดที่จะเศร้าใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเขาไม่รู้ว่าตัวเขานั่นไปทำเวรทำกรรมกับใครมาบ้าง ขนาดยังไม่ได้ลงไปจากรถม้าและได้มองเห็นหน้าของใครเลยเหตุใดถึงมีคนมาหาเื่กับเขาได้กัน.......
กึก!!เอี๊ยดดดดดดด!!
“สวัสดีพี่ชาย ไม่ทราบว่าท่าน้าอะไรอย่างนั้นเหรอ?”เจิ้งฟู่เปิดประตูรถม้าของเขา ก่อนจะยื่นหน้าออกมาเล็กน้อยและถามชายวัยกลางคนที่เป็คนะโเรียกเขาว่ามีอะไร......
“เ้าจอดรถม้าในพื้นที่ของพวกเราโดยไม่ได้รับอนุญาตดังนั้นเ้าต้องจ่ายค่าที่จอดมาห้าผลึก์ม่วงระดับต่ำไม่เช่นนั้นก็อย่าหาว่าพวกเราใจร้ายก็แล้วกัน!” ชายวัยกลางคนคนนั้นพูดขึ้นอย่างเอาแต่ใจแถมยังยกเอาข้ออ้างที่หน้าด้านที่สุดขึ้นมาพูดอีกซึ่งมันและพวกของพวกมันมักจะทำแบบนี้อยู่บ่อยครั้งกับคนที่นั่งรถม้าระดับธรรมดา......
“ที่ห้ามจอด? ไหนละป้ายห้ามจอดหรือเส้นแดงขาว? ข้าไม่เห็นจะมีอะไรบ่งบอกสักอย่างเลยว่าที่ตรงนี้ห้ามจอดอีกครั้งลานจอดตรงนี้ก็เป็ของส่วนรวมไม่ได้เป็ของใครคนใดคนหนึ่ง ข้าว่าพี่ชายคงจะเมาแดดจนเพี้ยนไปแล้วละมั้ง!”เจิ้งฟู่ยังคงตีหน้าซื่อทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ว่าชายวัยกลางพูดถึงอะไรซึ่งเขาได้ให้เหตุผลต่อชายวัยกลางกลับไปด้วยเกี่ยวกับลานจอดนี้ไม่เพียงแค่นั้นเจิ้งฟู่ยังได้แฝงคำด่าอ้อมใส่ชายวัยกลางคนอีก......
หือ?!
“ข้าบอกว่าห้ามจอดก็ห้ามจอดสิวะ!ข้าพูดกันดีๆแล้วมันไม่เข้าใจอยากให้พวกเราใช้กำลังพูดให้เ้าเข้าใจใช่ไหมไอ้หนู!!” ชายวัยกลางถึงกับหัวเสียอย่างไม่พอใจมันไม่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะกล้าเล่นลิ้นกับตัวมันที่เป็ผู้ฝึกตนระดับราก์ชั้นสูงแบบนี้......
“ก็ดีเหมือนกัน ข้าเองก็เริ่มที่จะเบื่อกับการที่ต้องนั่งอยู่เฉยๆแล้วข้าอยากจะออกกำลังยืดเส้นยืดสายให้หายเหนื่อยเหมือนกัน! เช่นนั้นพวกพี่ชายช่วยเป็คู่มือให้กับข้าหน่อยนะ!”
ชิง!!
เมื่อเจิ้งฟู่กล่าวจบเขาก็หยิบดาบัวารีของเขาออกมาจากแหวนมิติในทันทีซึ่งเขาเองก็อยากที่จะลองทดสอยทักษะดาบไร้ร่องรอยเหมือนกันว่าดีแค่ไหน......
“ดาบระดับตำนาน?!”เมื่อชายวัยกลางเห็นดาบของเจิ้งฟู่ดวงตาของมันก็ส่องแสงเป็ประกายแวววับขึ้นมนในทันทีพร้อมกับความโลภที่เข้าเกาะกินหัวใจของมัน “ไอ้หนูส่งดาบในมือของเ้ามาให้ข้าเดียวนี้ แล้วข้าจะลืมเื่ที่แกพูดมาทั้งหมดแล้วปล่อยแกกลับบ้านไปดื่มนมแม่ของแก!” ชายวัยกลางเริ่มที่จะอดใจไม่ไหวแล้วซึ่งความ้าของมันได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ.......
“อยากได้ดาบของข้าเหรอ? นั้นก็รับไปสิ!”
[ทักษะดาบไร้ร่องรอย]
ฟิ้ววววววว!!ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
แคว๊ก!! แคว๊ก!! แคว๊ก!! แคว๊ก!!
เสียงฉีกขาดของเสื้อผ้าดังขึ้นหลังจากที่เจิ้งฟู่ได้ใช้ออกทักษะดาบไร้ร่องรอยของเขา ซึ่งชุดที่ชายวัยกลางคนได้สวมใส่อยู่ตอนนี้มันได้ขาดออกจนกลายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปหมดแล้วและเผยให้เห็นหนอนดำน้อยๆที่อยู่ตรงระหว่างขาทั้งสองข้างของมัน.......
อ้าย!!
ชายวัยกลางรีบเอามือมาบิดบังหนอนน้อยของมันทันทีเมื่อมันตั้งสติได้พร้อมกับใบหน้าที่ซีดขาวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมันรับรู้ว่าชายหนุ่มคนนี้แข็งแกร่งเนื่องจากมันไม่อาจที่จะมองเห็นการโจมตีของเจิ้งฟู่ได้ ที่มันเห็นคือเจิ้งฟู่เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆเท่านั้น........
ห่างออกจากจากจุดที่เจิ้งฟู่อยู่ราวๆครึ่งลี้.......
“ไม่คิดเลยว่าทักษะดาบไร้ร่องรอยที่แสนจะธรรมดาทั่วไปแบบนั้นจะปลดปล่อยอนุภาพที่รุนแรงเฉียบคมและปิดซ่อนพลังในการโจมตีได้เหนือชั้นขนาดนี้!”ชายวัยกลางคนคนหนึ่งพูดขึ้นหลังจากที่เขามองเห็นเจิ้งฟู่ใช้ออกทักษะดาบไร้ร่องรอย......
“ดูจากอายุของเด็กคนนั้นแล้วเขาน่าจะอายุไม่เกินยี่สิบปีแต่กลับฝึกทักษะดาบไร้ร่องรอยให้ชำนาญถึงขั้นสูงได้อย่างนี้ นับว่ามีพร์จริงๆว่าแต่เขาเป็จากตระกูลไหนกัน?!” ชายวัยกลางคนอีกคนที่อยู่ข้างๆกันพูดเสริมขึ้นซึ่งเขาเองก็เห็นการโจมตีของเจิ้งฟู่เหมือนกัน......
“จากที่ข้าดูแล้วเขาไม่น่าจะมาจากตระกูลใหญ่หรือกองกำลังใหญ่ใดๆเพราะส่วนมากแล้วรุ่นเยาว์เ่าั้มักจะชอบแสดงตัวโอ้อวดและหยิ่งยโสตลอดเมื่อออกมานอกพื้นที่ตระกูลอีกอย่างรุ่นเยาว์เ่าั้คงไม่นั่งรถม้าธรรมดาแบบนั้นแน่ซึ่งเ้าเองก็น่าจะรู้ดีโดยเฉพาะบุตรชายของเ้า!” ชายวัยกลางคนคนแรกวิเคราะห์และสรุปความเป็ไปได้เกี่ยวกับเจิ้งฟู่ออกมารวมถึงพูดเปรียบเทียบให้กับชายวัยกลางอีกคนได้ฟัง......
อ่า!
“จริงขอรับท่านผู้าุโบุตรชายของข้าเองก็มักจะเป็แบบนั้น ข้าเคยเตือนเขาไปหลายหนแล้วเกี่ยวกับเื่นี้แต่เพราะมารดาของเขาให้ท้ายเค้าจะเกินไปมันจึงทำให้นิสัยของเขาเสียผู้เสียคนจนถึงทุกวันนี้หากไม่ใช่เพราะเขาเป็คนของตระกูลเรา ข้าละไม่อยากจะคิดเลย!”ชายวัยกลางอีกคนไม่คิดที่จะโต้เถียงแต่อย่างใดเพราะทุกอย่างนั้นเป็ความจริงเกี่ยวกับบุตรชายของตนที่ชอบทำตัวอย่างที่ชายวัยกลางคนแรกพูดออกมา.......
“เอาเถอะ! ตราบเท่าที่มันไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงอะไรมันก็ยังพอยอมรับได้ แต่หากเขาทำอะไรที่เกิดกว่าที่ตระกูลจะยอมรับได้ เขาจะต้องรับชะตากรรมนั้นด้วยตัวของเขาเอง!” แน่นอนว่าทุกอย่างพอให้อภัยได้หากเป็เื่เล็กๆแต่หากเป็เื่ใหญ่คงไม่มีใครช่วยรุ่นเยาว์พวกนี้ได้ยกเว้นแต่ว่ามันจะเป็บุตรของท่านผู้นำตระกูลหรือผู้ที่มากพร์เท่านั้นทางตระกูลถึงจะยอมเสี่ยงช่วย.....
....................................................
กลับมาที่เจิ้งฟู่อีกครั้ง........
อ่า!!
ชายวัยกลางนับสิบคนที่ถูกคลื่นดาบไร้ร่องรอยของเจิ้งฟู่ตัดเสื้อผ้าออกจนขาดหมดพากันส่งเสียงร้องออกมาอย่างอับอายไม่เพียงแต่อับอายเท่านั้น พวกมันถูกลื่นดาบของเจิ้งฟู่ฟาดด้วย......
“เฮ้อ จบแล้วเหรอ? นี่ข้ายังไม่หายเมื่อยเลยนะรีบๆขึ้นมาต่อกัน!” เจิ้งฟู่ยิ้มที่มุมปากของเขาพร้อมกับกล่าวยั่วยุอันธพาลกลุ่มนี้ให้ลุกขึ้นมา......
“ไอ้เด็กบัดซบ!หนีแค้นในวันนี้พวกเราจะไม่ลืมแกแน่ พวกเรากลับ!!” ชายวัยกลางที่เป็หัวหน้ากลุ่มรู้ดีว่าตนนั้นไม่ใช่คู่มือของเด็กหนุ่มคนนี้และต่อให้มันยกพวกมาทั้งหมดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งเพราะขนาดพวกมันมากันสิบคนยังไม่วายถูกทำให้ต้องแสดงหนอนน้อยต่อหน้าผู้คนจำนวนมากเลยแล้วคนอื่นๆที่มีระดับพลังต่ำกว่าจะไปเหลืออะไร.....
“จะไปแล้วเหรอ? รีบไปจังข้ายังอยากสนุกอยู่เลยนะ กลับมาเล่นกันก่อสิ!” ถึงแม้เจิ้งฟู่จะไม่อยากมีเื่แต่เมื่อเื่มาหาเขาแล้วเขาก็เลือกที่จะเอามันให้ถึงที่สุดและเพราะแบบนี้เองที่ทำให้เขาต้องมีหนี้แค้นกับคนจำนวนมากเพราะความขี้เล่นของเขา........
****************************************
ครบ 3 ตอนแล้วนะครับวันนี้ ถ้าตอนที่ 4 ทันจะลงให้นะครับ แต่ไม่ขอรับปากแต่อย่างใด