ซูหยวนเย่เร่งเดินทางมายังหุบเขาพันอสรพิษทมิฬโดยไม่ได้หยุดพัก สุดท้ายก็มาถึงเป็ที่เรียบร้อย และผู้ที่รอมันอยู่เป็ชายวัยกลางคนอายุน่าจะราวห้าสิบกว่า ๆ สวมใส่อาภรณ์สีดำ ไว้หนวด มีแววตา กับใบหน้าดูชั่วร้ายเป็ที่สุด ยามแรกซูหยวนเย่ไม่ทราบว่าเป็ผู้ใด มันจึงรวบรวมสมาธิตรวจสอบจากความทรงจำของซูอี้หนานบิดา ก่อนพบว่าคนผู้นี้มีนามว่า ‘ฉีเหลินกง’ เป็อดีตเ้าสำนักมารฟ้าคำราม
ในอดีตมันกับคนในสำนัก ก่อกรรมทำเข็ญ สร้างความเดือดร้อนไว้มากมายก่อน จะโดน ซูอิ๋งอิ๋ง กับซูอี้หนานบุกเข้าไปทลายสำนักจนพินาศย่อยยับ ส่วนตัวของฉีเหลินกงก็ประมือกับสองผัวเมียอย่างดุเดือด หลายร้อยกระบวนท่าจนในที่สุดมันก็พลาดท่าเสียทีถูกซัดจนตกหน้าผาสูง ซูอี้หนานคิดว่ามันคงไม่รอดเป็แน่ แต่ที่ไหนได้มันกลับยังมีชีวิตอยู่ แถมยังรอวันที่จะแก้แค้นเอาคืนมาตลอด
“ปะ...เป็เ้านี่เอง หรือว่าผู้ที่อยู่เื้ัทั้งหมดก็คือ....”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ เ้าคิดถูกแล้วซูอี้หนาน ทุกอย่างเป็แผนการของข้าเอง ชายชุดดำเ่าั้ก็เป็ศิษย์รุ่นใหม่ในสำนักของข้า” ฉีเหลินกง หัวร่อออกมาเสียงดัง ก่อนที่มันจะเฉลยทุกอย่างให้ ซูหยวนเย่ทราบ
“เื่ทั้งหมดเป็เช่นนี้นี่เอง เพราะเ้าแค้นบิ... หมายถึงแค้นข้ากับอิ๋งอิ๋งที่เล่นงานเ้าในสมัยก่อนจึงลอบส่งคนมาเล่นงานพวกเราสินะ”
“ถูกต้อง แต่ไม่คาดคิดเลยว่าผู้ตายกลับเป็บุตรชายของพวกเ้าคนเดียว ช่างโชคดีเสียเหลือเกิน” ฉีเหลินกงแค่นเสียงพูดด้วยความเคียดแค้น ส่วนซูหยวนเย่ที่ได้ฟังก็ใจหายเล็กน้อย เพราะในความเป็จริงผู้ที่ตาย มีสอง คือบิดา กับตัวมัน ทว่า...ก็เกิดเื่ประหลาดที่ทำให้ิญญาของซูหยวนเย่มาอยู่ในร่างของซูอี้หนาน มันจึงฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกครั้ง
“ชะ...โชคดีอันใดไอ้สารเลว ลูกข้าชายตายทั้งคนเลยนะ” ซูหยวนเย่พยายามแสร้งพูดออกมา ให้เหมือนว่าโกรธจัดที่ฉีเหลินกงทำให้ลูกของมันตาย ทั้ง ๆ ที่ยามนี้มันหวาดกลัวยิ่งนัก เพราะด้วยวรยุทธ์แล้ว ฉีเหลินกงเก่งกาจไม่แพ้บิดา มารดาของมันเลย ซูหยวนเย่ฝึกเคล็ดวิชา เทวะกามาสูรท่อนล่าง มาแล้วก็จริงแต่นั่นก็แค่ช่วยในเื่การเคลื่อนไหว หากต้องสู้กันจริง ๆ มันคงพ่ายแพ้เป็แน่
“เหตุใดถึงทำหน้าเช่นนั้นเล่าซูอี้หนาน หรือว่าข่าวที่ผู้คนเขาร่ำลือกันก็เป็ความจริง”
“ขะ...ข่าวอันใด”
“ข่าวที่ว่า หลังจากเ้ารอดพ้นความตายความทรงจำกับวรยุทธ์ล้ำลึกที่เคยมีก็สูญหายไปเกือบหมดอย่างไรเล่า” ที่ฉีเหลินกงแสยะยิ้มชั่วร้ายก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นะเื ส่วนซูหยวนเย่ที่ได้ฟังเช่นนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง และนั้นก็เป็คำตอบให้ฉีเหลินกงทราบว่า สิ่งที่มันได้ยินมาคือเื่จริง
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ์ช่างเมตตาข้าจริง ๆ ครั้งก่อนแผนข้าไม่สำเร็จ แต่ครั้งนี้คงสมหวังเป็แน่ งั้นข้าเมตตาส่งเ้าสองคนผัวเมียตามไปอยู่กับลูกชายในปรโลกให้ก็แล้วกัน เอาตัวนางมา!!” ฉีเหลินกงะเิเสียงหัวร่อด้วยความสะใจ ก่อนที่มันจะร้องสั่งให้ลูกศิษย์นำตัวสตรีนางหนึ่งในชุดสีขาวซึ่งถูกมัดอยู่ออกมา ซูหยวนเย่เห็นแวบแรกก็ทราบทันทีว่านางคือ ซูอิ๋งอิ๋งมารดาคนงามของมันนั่นเอง
“ทะ..ท่าน มะ... มะ..หมายถึง น้องหญิงเ้าเป็อันใดบ้าง พวกมันทำอะไรกับเ้า...!!!” ซูหยวนเย่ะโเสียงดังถาม
“ระ..รีบหนีไป ท่านไม่ต้องห่วงข้า...” ซูอิ๋งอิ๋งที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอมมีโลหิตไหลออกมาตรงมุมปากเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันแ่เบาแทบขาดใจ
“หึ ช่างรักใคร่เป็ห่วงเป็ใยกันซะจริง ๆ เช่นนั้นข้าจะส่งสามีเ้าไปลงนรกก่อน จากนั้นค่อยส่งเ้าตามไปเป็คนสุดท้าย ตายซะ!! ซูอี้หนาน ฝ่ามือทลายกระดูกสลายิญญา!!” ฉีเหลินกงกล่าวจบมันก็โคจรกำลังภายในไปที่ฝ่ามือ ก่อนจะพลันพุ่งตัวจากเนินเขาลงมาหาซูหยวนเย่ที่ยืนตะลึงงันอยู่ด้านล่าง
วิชานี้เป็วิชาฝ่ามือที่โเี้อำมหิต และร้ายกาจมาก ว่ากันว่าในอดีตมีคนแค่สามคนเท่านั้นที่เอาชนะ และรอดมาได้ ซึ่งสองในสามก็คือ ซูอิ๋งอิ๋งที่ร่วมมือกันสู้สามีนาง หรือก็คือ ซูอี้หนานบิดาของซูหยวนเย่นั้นเอง
“นะ..นี่ข้ากับท่านแม่จะต้องมาจบชีวิตลงตรงนี้กระนั้นหรือ ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก เพราะข้ามันไร้ฝีมือ เป็บุตรชายไม่เอาไหน ทำให้ชื่อเสียงที่ท่านพ่อ กับท่านแม่สั่งสมมาต้องมัวหมอง แต่...ในเมื่อต้องตายเช่นนั้นข้าก็ขอสู้เป็ครั้งสุดท้าย” ซูหยวนเย่ครุ่นคิดก่อนจะกำหมัดแน่น และเตรียมต่อสู้แลกชีวิตกับ ฉีเหลินกง ทว่า...ในยามนั้นก็ได้มีเสียงของคนผู้หนึ่งตวาดดังขึ้นมาเสียก่อน
“ข้าเคยบอกแล้วมิใช่หรือ ว่าจงอย่าได้ใช้วิชาชุดนี้ให้ข้าเห็นอีก ไอ้เศษสวะ!!” ผู้พูดทะยานออกมากลางอากาศก่อนที่จะฟาดหนึ่งฝ่ามือใส่ ฉีเหลินกงอย่างรุนแรง ยามนั้นเ้าสำนักชั่วจึงกระอักเืคำโต ก่อนตกลงไปกระแทกพื้น
“นะ...นี่ท่านมาได้อย่างไร... แล้วเหตุใดถึง...สอด......” ฉีเหลินกงที่โลหิตไหลออกจากปากราวกับสายน้ำเอ่ยด้วยน้ำเสียงขาด ๆ หาย ๆ พร้อมจ้องมอง บุคคลลึกลับผู้นั้นที่กำลังพลิ้วกายลงพื้น ทว่า...ยังพูดไม่จบประโยคมันก็สิ้นใจตายไปเสียก่อน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคนเป็อย่างมาก เหล่าศิษย์ของฉีเหลินกงที่เห็นอาจารย์ของมันพ่ายแพ้ และถูกสังหารในฝ่ามือเดียวก็เกิดอาการหวาดกลัว และพากันหนีกระเจิดกระเจิงโดยไม่สนใจจะจับซูอิ๋งอิ๋งอีกต่อไป ส่วนซูหยวนเย่ก็กำลังงุนงงสับสนว่า คนผู้นี้เป็ใครไยถึงมีวรยุทธ์ลึกล้ำนัก จากนั้นความดีใจ กับความโล่งใจก็แทรกเข้ามาแทน เพราะศัตรูของครอบครัวมันถูกกำจัดไปเรียบร้อยแล้ว ซูหยวนเย่จึงคิดที่จะโขกศีรษะขอบคุณคนผู้นี้ที่สอดมือเข้าช่วยเหลือ ทว่า...
ซูอิ๋งอิ๋งที่เห็นมองดูอยู่บนเนินเขา กลับมีสีหน้าซีดเผือด และพยายามจะส่งเสียงให้ซูหยวนเย่รีบหนีไป
“ยะ..หยวน หยวน ระ...รีบหนีไป ยะ...ไปยุ่งกับคนผู้นั้น...” ทว่า...ด้วยอาการาเ็จึงทำให้นางไม่สามารถเปล่งเสียงบอกบุตรชายได้ แล้วเหตุใดกัน? ที่ทำให้ซูอิ่งอิ๋งตื่นกลัวหนักกว่าตอนที่ ฉีเหลินกงยังอยู่ นั่นก็เป็เพราะนางทราบดีว่าคนผู้นี้เป็ใคร
นามของมันคือ ‘ซื่อเทียนหนานิ’ ผู้มีสมญานามว่า เทพมารมรณะไร้พ่าย เป็ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่ามีวรยุทธ์สูงส่งที่สุดแห่งยุค ในอดีตไม่เคยมีใครต่อกรและเอาชนะมันได้แม้แต่คนเดียว หากมีคนคิดจะลองดีก็มีแต่ความตายเท่านั้นแหละ ที่ซื่อเทียนหนานิจะมอบให้เป็รางวัลตอบแทน
ในอดีตหากมันอยากจะเป็เ้ายุทธภพนั้นนับว่า ทำได้ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ แต่เป็โชคของทุกคนที่ซื่อเทียนหนานิ มีนิสัยประหลาด มันเป็คนที่ประเดี๋ยวดี ประเดี๋ยวร้าย เอาแน่เอานอนไม่ได้ ซึ่งเป็ผลจากวิชาที่มันฝึก แต่ส่วนใหญ่จะหนักไปทางชั่วร้ายเสียมากกว่า นั้นจึงเป็สิ่งที่ซูอิ๋งอิ๋งกังวลใจเป็อย่างยิ่งในยามนี้...
จบบท