“คุณชายเฉิน ่นี้เ้ากำลังยุ่งเื่อะไรอยู่หรือ ไม่เห็นท่านออกมาเลย” จวงอวี๋ถามพลางกะพริบตาปริบๆ
“่นี้ข้าตั้งใจว่าจะเรียนหลอมโอสถกับท่านพ่อ” มู่เฉินจิบชาแล้วเอ่ยอย่างราบเรียบ
จวงอวี๋ขมวดคิ้ว ในใจอดอึดอัดไม่ได้ หากเป็เมื่อก่อน มู่เฉินได้ยินคำถามของเขา จะต้องตื่นตะลึงที่ได้รับความเมตตาอย่างไม่คาดฝัน จะคิดหาทุกวิถีทางมาประจบเอาใจเขา
แสร้งปล่อยเพื่อจับทีหลัง ลูกไม้นี้เล่นแค่ครั้งสองครั้งยังนับว่าแปลกใหม่ หากเล่นมากแล้วก็จะทำให้คนรังเกียจ
เฉินม่อหรานหัวเราะเย้ยหยัน “เ้าสนใจการหลอมโอสถั้แ่เมื่อไร อย่าได้คิดว่าบิดาเ้าเป็นักปรุงโอสถ แล้วเ้าจะเป็นักปรุงโอสถได้ละ การหลอมโอสถเื่นี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้”
มู่เฉินยิ้มจางๆ แล้วกล่าว “ข้าก็แค่อยากลองดูเท่านั้น”
“คุณชายเฉิน เ้าเป็ผู้ฝึกหัดยุทธ์เก้าดาวแล้ว” ซุนอวี่มองมู่เฉิน พลางกล่าวอย่างตกตะลึง
ดวงตาเฉินม่อหรานส่องประกายเย็นเยือก ตอนนี้เขาเป็ผู้ฝึกหัดยุทธ์แปดดาว บนเส้นทางการฝึกฝน เขามักจะแซงหน้ามู่เฉินอยู่หนึ่งขั้นเสมอ คิดไม่ถึงว่ามู่เฉินจะวิ่งแซงหน้าเขาโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง จิตใจของเฉินม่อหรานพลันยุ่งเหยิงขึ้นมา
“มู่เฉิน เ้ากินยามาใช่หรือไม่ พวกเรายังอยู่ระดับผู้ฝึกหัดยุทธ์อยู่เลย กินยาเร่งต้นกล้าให้โต[1] ต่อไปจะแย่เอานะ” เฉินม่อหรานกล่าวด้วยเสียงเ็า
ั์ตามู่เฉินฉายแววอำมหิตแวบหนึ่ง “ขอบคุณสำหรับความห่วงใยของเ้าจริงๆ ข้าย่อมรู้ขอบเขต”
เฉินม่อหรานยักไหล่แล้วกล่าว “อย่าทำท่าทางเช่นนี้ ข้าหวังดีต่อเ้า”
มู่เฉินยิ้มอย่างไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
“มู่เฉิน ตอนนี้ในมือเ้ามีศิลาทิพย์อยู่เท่าไร” เฉินม่อหรานถาม
มู่เฉินช้อนตาเอ่ย “ไม่มาก”
เฉินม่อหรานเหลือบมองจวงอวี๋ แล้วกล่าวกับมู่เฉิน “อาอวี๋้าวารีบงกชน้ำแข็ง เ้ามีศิลาทิพย์อยู่เท่าไร เอามาให้ข้ายืมก่อน รอข้าได้ผลึกดวงดาวแล้วค่อยคืนให้เ้า”
มู่เฉินกล่าวพลางกวาดตามองเฉินม่อหรานอย่างเ็า “พี่เฉิน เ้าประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว บนมือข้าจะมีศิลาทิพย์ได้สักกี่ก้อนเชียว”
จวงอวี๋อยากได้วารีบงกชน้ำแข็งเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย ตามเนื้อเื่เดิม จวงอวี๋รังเกียจมู่เฉินที่ชอบตามตอแยมาโดยตลอด มู่เฉินถูกคนฆ่าตาย พูดได้ว่าเป็ผลจากการหนุนคลื่นลมให้สูง[2]ของจวงอวี๋ เขาไม่อยากให้จวงอวี๋ได้วารีบงกชน้ำแข็งแม้แต่น้อย ยิ่งจวงอวี๋เดินไปได้ไกลเท่าไร อันตรายของเขาก็ยิ่งมากเท่านั้น
เฉินม่อหรานไม่คิดว่าจะเป็เช่นนั้น “บิดาเ้าไม่รักเ้าแล้วหรือ เ้าขอเขา มีหรือเขาจะไม่ให้”
มู่เฉินเป็บุตรชายคนเดียวของมู่หย่วนเฟิง บิดาของเฉินม่อหรานนั้นมีบุตรหลายคน แม้ว่าเฉินม่อหรานจะมีชีวิตไม่เลว แต่ก็ไม่ใช่คนที่ได้รับความสนใจที่สุด เฉินม่อหรานอิจฉามู่เฉินมาโดยตลอด เพราะมู่เฉินได้รับการปฏิบัติดีกว่าเขามาก
“ศิลาทิพย์ของท่านพ่อข้า ไม่ได้พัดมากับลมเสียหน่อย ไหนเลยจะให้ข้าตามใจชอบ!” มู่เฉินกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย
“มู่เฉิน เ้าไม่อยากจะช่วยใช่หรือไม่!” เฉินม่อหรานถาม
มู่เฉินยักไหล่แล้วกล่าว “ข้าไม่ใช่ไม่อยากช่วย แต่ไร้กำลังช่วยเหลือ”
เยี่ยสือแอบอยู่ตรงมุมมืด กำลังเงี่ยหูฟังการเคลื่อนไหวทางฝั่งมู่เฉิน
มู่เฉินมองไปทางเยี่ยสือ เยี่ยสือเห็นสายตาของมู่เฉินที่หันมองมา ทันใดนั้นสีแดงระเรื่อสองจุดก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
มู่เฉินมองเยี่ยสือ แล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้
เยี่ยสือกัดริมฝีปาก สีหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม
เฉินต๋าเห็นเยี่ยสือเข้ามาในห้อง ก็เอ่ยถาม “เป็อย่างไร เห็นคุณชายมู่มู่เฉินแล้ว เขาเป็อย่างไรบ้าง!”
“แย่สุดๆ ไปเลย” เยี่ยสือเบ้ปากแล้วกล่าว
“แย่สุดๆ ไปเลย แย่อย่างไรหรือขอรับ” เฉินต๋าถาม
เยี่ยสือเม้มปากแล้วกล่าว “ไม่รู้ว่าเขาใช้เงินอย่างไร ใช้จนหมดเกลี้ยงไปแล้ว แม้แต่เงินเอาไว้เอาใจคนที่ชอบก็ไม่มี ข้างกายจวงอวี๋มีคนตั้งมากมาย เขาอยากจะจับเสือมือเปล่า เกรงว่าคงไม่จะเป็ไปไม่ได้”
เฉินต๋ายิ้มเอ่ย “ดูท่าทางมู่เฉินน่าจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับจวงอวี๋แล้วนะขอรับ”
เยี่ยสือพองแก้ม บิดนิ้วพลางกล่าว “ต่อให้เขาไม่รู้สึกอะไรกับจวงอวี๋แล้ว ก็ยังมีคนอื่นอยู่ดี”
เชิงอรรถ
^ หมายถึง การละเมิดกฎแห่งธรรมชาติ รีบเร่งให้งานใดๆ สำเร็จโดยวิธีที่ผิด จนก่อให้เกิดผลเสียตามมา^ หมายถึง ยุยงส่งเสริม ทำให้ปัญหาหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นแย่ลง หรือแผ่ขยายออกไป