ตอนที่ 14 การแลกเปลี่ยนวิชาความรู้
3 เดือน ผ่านไป..ความรู้ที่เด็กหนุ่มมี ได้เพิ่มทบทวีเป็นอันมาก ซึ่งเป็นไปตามพื้นที่พลังปราณซึ่งมั่นคงและอุดมสมบูรณ์ขึ้น ร่างกายของเขาจึงเติบโตขึ้นได้ทัดเทียมกับผู้อื่นในระยะเวลาอันสั้น ภายนอกส่วนสูงและรูปร่าง นั้นสมวัย 15 ปี แม้จะไร้ทักษะการต่อสู้เพื่อใช้พลังภายในออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่พลังวัตรที่ไหลเวียนประหนึ่งระบบนิเวศอันสมบูรณ์แบบนั้น มันช่วยพลักดันให้ระบบหายใจ ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบย่อยอาหารระบบโครงกระดูก ระบบกล้ามเนื้อ และระบบประสาท ถูกพัฒนามาขึ้นกว่าแต่ก่อนในทุก ๆ มิติ หยางไคเริ่มเบื่อที่ต้องทานมะเขือเทศเป็นผลไม้ จึงได้ปลูกต้นท้อไว้ 1 ต้น และด้วยการที่พืชพรรณชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้น จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่มากกว่า และที่สำคัญ มันจำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลาที่นานขึ้นจนกว่าจะได้ผลผลิตจากการลงทนนี้ ซึ่งโดยปกติต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3-4 ปี จึงจะเริ่มผลิออกออกผล แต่ผ่านมาเพียงแค่ 3 เดือน ดอกท้อช่อแรกก็บานสะพรั่งในพื้นที่ของเขาแล้ว ปัจจุบันจึงเหลือพื้นที่สำหรับพืชอีก 1 ชนิดเท่านั้น ซึ่งเด็กหนุ่มกำลังมองพืชที่มีสรรพคุณทางยา เช่นโสมเห็ดวิเศษหรืออะไรทำนองนั้นไปเลย สำหรับเด็กหนุ่มแล้วพืชผลเหล่านี้จำเป็นต่อเขามากกว่าผู้บ่มเพาะทั่วไป ก็ด้วยมีพลังลมปราณของเขานั้นอยู่ในระดับราบเรียบประดุจเดียวพื้นดิน ถ้าจะดีหน่อยหากเอาแต่คอยป้องกัน แต่มันก็สุดแสนจะลำบากเมื่อต้องการสร้างแรงปะทะในกรณีจู่โจมดังนั้นการเร่งพลังวัตรขึ้นมาในระยะสั้น ๆ เพื่อลดความต่างชั้นของคู่เปรียบ ย่อมเป็นทางแก้ไขเฉพาะหน้าได้ดีที่สุด ซึ่งในช่วงบ่ายของวันนี้นี่เอง หยางไคจำเป็นจะต้องเพิ่มพลังวัตรเพื่อใช้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็เนื่องด้วยทุก ๆ 3 เดือน นั้นจะมีการแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กันระหว่างหอคัมภีร์และหอรบสงคราม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกันในวิชาที่ทดสอบ ของทั้งจอหงวนบู๊และจอหงวนบุ๋น หยางไคนึ่งมันหวานแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อไปตากแดดให้แห้งเพื่อไว้รับประทาน กับมะเขือเทศสดใส่กล่องโลหะเพื่อพกติดตัวไปด้วย จากนั้นไปเตรียมตัว ณ หอคัมภีร์ในฐานะเจ้าภาพของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในช่วงเช้า บัณฑิตหยางหมิงเช่อทำหน้าที่เปิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนในด้านวิชาการ โดยมีผู้เข้าร่วมจากทั้งหอคัมภีร์และหอรบสงครามทั้งสิ้น 13 คน อันประกอบด้วยนักศึกษาและบัณฑิต 6 คน จากหอคัมภีร์ และ จอมยุทธ 7 คน จากหอรบสงคราม หลังจากนั้นจอมยุทธผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของหอรบฯ กล่าวขอบคุณพร้อมเริ่มกล่าวอภิปรายว่า“อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่าแม้พวกเราจะสอบรับราชการฝ่ายทหาร แต่ก็ต้องทำข้อสอบวิชาการไม่ต่างจากพวกบัณฑิต โดยเฉพาะปรัชญาขงจื๊อที่น่าเบื่ออีกเล่า ?” หยางซีถิงหอคัมภีร์ซึ่งสอบตกเมื่อปีที่แล้ว จึงตอบขึ้นว่า“ท่านจะคิดอะไรให้มากเล่า หากท่านไม่สอบวิชาบัณฑิต ย่อมจะต้องสอบตกเหมือนเช่นข้านั่นปะไร!!” .ฮ่ะฮ่ะฮา.. ด้วยคำกล่าวของหยางซีถิงหรือท่านพี่หวังของอาจู ย่อมเป็นการลดความตรึงเครียดได้มาก จนหยางไคอดที่จะหัวเราะคำเล็ก ๆ ออกมามิได้ แต่นอกจากเขาแล้ว ก็หาได้มีผู้ใดมีอารมณ์ร่วมสักนิดเดียว จนทั้งสองต้องถูกพี่ใหญ่อู๋หมายหัวเอาไว้อีกจนได้ รุ่นพี่ซึ่งเป็นบัณฑิตถงเชิงจึงดึงทุกคน กลับมาเข้าเรื่องว่า“การสอบแข่งขันเพื่อรับราชการมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว จนมาถึงสมัยราชวงศ์ซ่งจึงมีการสอบจอหงวนบู๊ แต่ก็หามีผู้ใดเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ไม่ ท่านก็ได้อย่าได้สงสัยอีกเลย”(ราชวงศ์โจว อยู่ในสมัย 1,046 ปี ก่อนคริสตกาล) แต่ดูเหมือนฝ่ายหอรบสงคราม จะมิค่อยพอใจในคำตอบนัก จึงแดกดันกลับมาอีกว่า“อันความคิดบัณฑิตนั้นครำครึสมดังคำร่ำรือ แม้เขาเขียนหมายสิ่งใดไว้ ก็ล้วนแต่ประพฤติปฏิบัติตามอย่างไร้ข้อสงสัยอย่างแท้จริง !!” อันที่จริงสำหรับบัณฑิตแล้ว แค่ศึกษาตำรับตำราจำนวนมหาศาลทั้งยังต้องท่องจำให้ขึ้นใจ ย่อมเป็นการกินเวลาในชีวิตไปจนแทบไม่มีเวลาสงสัยอีกแล้ว และดูเหมือนปัญหาที่ฝ่ายหอรบสงคราม หยิบยกขึ้นมาก็ย่อมไม่จัดอยู่ในข้อสอบ พวกเขาจึงละเลยและหลีกเลี่ยงที่จะตอบเพราะมิได้เล็งเห็นประโยชน์แก่ผู้ใด ขณะนั้นเองหยางไคเด็กใหม่ไฟแรง จึงได้กล่าวเสริมออกไปว่า“ขงจื่อได้กล่าวเอาไว้ ว่าผู้มีความรู้ต้องพร้อมด้วยวรยุทธ์ ผู้มีวรยุทธ์ต้องพร้อมด้วยความรู้ จึงสมควรเป็นเหตุผลที่พวกท่านเองก็ต้องผ่านด่านนี้ไปให้ได้” ฝ่ายจอมยุทธทั้งหลายเมื่อได้ฟังคำตอบเช่นนั้น จึงเริ่มพยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็ยังมีบางคนปรามาสขึ้นมาว่า “ขงจื๊อนั้นเป็นเพียงปัญญาชนที่ร่างกายอ่อนแอ ที่ต้องกล่าวเช่นนั้นก็ล้วนเป็นเพียงหลักการที่ลอยอยู่ได้แค่ในอากาศเท่านั้นเอง” ฝ่ายบัณฑิตทั้งหลายได้ยินเช่นนั้นก็จนใจ เพราะต่างท่องจำกันเพียงปรัชญาขงจื๊อที่ใช้สอบเท่านั้น หาได้อ่านตำราอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องอันเกิดสืบเนื่องไปจากเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ก็หาไม่ แต่สำหรับหยางไคนั้นแตกต่างออกไป เพราะเขาอ่านทุกวิชาโดยมีความสัมพันธ์กัน ทั้งองค์ประกอบที่สืบเนืองมา หรือสืบทอดไปอย่างมีขั้นตอนในการศึกษาเรียนรู้ ราวกับว่าตนนั้นยังพอมีเวลาในการอ่านและท่องตำราจำนวนมหาศาลเหล่านี้ได้สมบูรณ์ก่อนการสอบที่จะมาถึงในอีก 6 เดือนข้างหน้านี้ ? เขาอ่านแม้กระทั่ง บันทึกของกระกูลอื่น ? พร้อมทั้งกล่าวตอบไปอย่างมั่นใจว่า “จากบันทึกประวัติศาตร์สื่อจี้ตระกูลขงจื๊อ (史记,孔子世家) ปราชญ์ขงจื๊อสูง 8 ฉื่อ (ราว 2 เมตร) แล้วมีกำลังแขนแข็งแรงยิ่งนัก อันคุณลักษณะทางกายภาพเหล่านี้ได้รับถ่ายทอดจากผู้ข่งเหอผู้เป็นบิดา ซึ่งเป็นผู้มีการศึกษาและชำนาญยุทธทั้งยิงเกาทัณฑ์และการขี่ม้า” จอมยุทธผู้นั่นถึงกับตกตะลึงไปเพราะไม่เคยทราบเช่นนี้มาก่อน จึงตอบว่า“มะ ..มีเรื่องเช่นนี้ ?” หยางไคเดินไปหยิบบันทึกฉบับหนึ่งมา จากนั้นส่งให้พร้อมกับกล่าวว่า“แม้จะไม่มีบันทึกฉบับนี้แต่พวกท่านจงคิดดูเถิด หากแม้นขงจื้อเป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอผู้หนึ่ง แล้วต้องเดินทางเผยแพร่คำสอนไปทั่วทุกแคว้นของแผ่นดินฮั่น ทั้งเผชิญอุปสรรคนานัปการ จะยังสามารถกระทำได้จริงหรือ ?” แม้มิต้องเปิดบันทึกนั้นออกอ่าน จอมยุทธทั้งหลายก็ล้วนคิดได้เอง จึงกล่าวออกมาด้วยความยอมรับนับถือว่า“บัณฑิตน้อยผู้นี้ มีนามว่ากระไร” หยางไคได้ฟังเช่นนั้นก็นอบกายลง แล้วตอบไปอย่างสุภาพว่า“ข้าพเจ้านามว่าหยางไคเป็นเพียงนักศึกษา ยังมิได้เป็นซิ่วไฉ่ด้วยซ้ำ”(ซิ่วไฉ่ : คุณวุฒิบัณฑิต ระดับท้องถิ่น) หยางไค ? ครั้นทุกคนคิดได้แล้ว จึงกล่าวพร้อม ๆ กันว่า“เจ้าคือเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าหอคัมภีร์คนนั้นรึ !!” ต่างได้ยินมาว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีฐานกายที่บกพร่องที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งตัวเล็กกว่าเด็กผู้หญิง แต่บัดนี้ที่ทุกคนเห็นบุรุษซึ่งอยู่ตรงหน้านี้ มีรูปลักษณ์อันสง่างาม ตามอย่างนักศึกษาหรือบัณฑิตอย่างแน่นอนเลยทีเดียว ! จึงได้แต่เก็บคำชื่นชมเอาไว้ จากนั้นจึงอภิปรายในเรื่องอื่น ๆ ต่อไปจนหมดเวลาในช่วงเช้า..