หมี่หลันเยว่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งสุดกำลังไปยังเส้นชัยั้แ่สัญญาณออกตัวดังขึ้นเธอเหลือบมองคู่แข่งข้างๆ เพียงแวบเดียวเท่านั้น และไม่สนใจสิ่งอื่นอีกนอกจากจะพยายามให้มากขึ้น วิ่งให้เร็วกว่าเดิม
ระยะทางห้าสิบเมตรนั้นแสนสั้นผู้ใหญ่กะพริบตาเดียวก็ถึงแล้ว แต่สำหรับหมี่หลันเยว่ตัวน้อยเธอรู้สึกเหมือนวิ่งผ่านเส้นทางที่แสนยาวไกล
เมื่อถึงเส้นชัยในที่สุดเธอก็หันไปมองลู่แข่งด้านหลัง ในภาพถ่ายจากชาติก่อนนักกีฬาที่วิ่งนำมาในลู่นี้คือผู้ชนะ แต่ในตอนนี้เด็กคนนั้นเพิ่งจะวิ่งเข้าเส้นชัยตามหลังเธอมาเพียงเสี้ยววินาทีแต่แค่นี้หมี่หลันเยว่ก็พอใจแล้ว เธอรู้สึกว่าชีวิตของเธอกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลง
"หลันเยว่ของแม่เก่งที่สุดเลยวิ่งได้ที่หนึ่งด้วย มาให้แม่หอมที"
แม้หวังหย่วนฉิงจะวุ่นวายกับการดูแลนักเรียนทำให้ไม่สามารถอยู่ข้างๆ ลูกสาวได้ตลอดเวลา แต่เมื่อลูกสาวลงแข่งเธอก็ฝากให้นักเรียนในชั้นคอยเอาใจช่วยลูกสาวอยู่ข้างสนาม
หมี่หลันเยว่ไม่รอช้า รีบหอมแก้มแม่ฟอดใหญ่เธอกำลังมีความสุขอย่างแท้จริงความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่สดใสอีกครั้งได้หยั่งรากลึกลงในใจของหมี่หลันเยว่แล้วชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ ในวันนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเธอ หลังจากนี้ชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
"หลันเยว่ นี่คือของรางวัลของหนูนะ"
น้าเมิ่งเดินเข้ามาพร้อมห่อลูกอมยื่นให้หมี่หลันเยว่แล้วลูบศีรษะเธอเบาๆ
"เก่งจังเลย ได้ที่หนึ่งด้วย"
"ขอบคุณน้าเมิ่งค่ะ ลูกอมพวกนี้น้าเอาไปแบ่งให้เพื่อนๆ ที่ไม่ได้แข่งสิคะ"
หมี่หลันเยว่ชูห่อผ้าเช็ดหน้าเล็กๆที่อยู่ในมือให้ดู เธอเห็นเด็กๆที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมต่างจ้องมองห่อลูกอมในมือของเธอตาเป็มัน เธอเป็ผู้ใหญ่แล้วเื่ลูกอมแค่นี้ไม่สำคัญหรอก
"ยังไม่ได้กินเลยจะให้น้าเอาไปแบ่งให้เพื่อนๆ แล้วเหรอ?"
น้าเมิ่งไม่ได้ยื่นมือรับห่อลูกอมจากหมี่หลันเยว่แต่ลูบศีรษะเล็กๆ ของเธอ พลางถามเด็กน้อย ในสายตาของผู้ใหญ่อย่างเธอแรงดึงดูดของลูกอมน่าจะสูงมากเธออยากรู้ว่าทำไมหมี่หลันเยว่ถึงยอมแบ่งลูกอมให้คนอื่น
"น้าเมิ่งคะ ลูกอมหวานๆกินแล้วมีความสุข ถ้าหนูกินคนเดียวก็มีความสุขแค่คนเดียว ถ้าเพื่อนๆ ได้กินด้วยก็จะมีความสุขกันหมดเลย มีคนมีความสุขเยอะๆ มันไม่ดีเหรอคะ?"
หมี่หลันเยว่เอียงคอถามน้าเมิ่งด้วยท่าทีไร้เดียงสา
น้าเมิ่งจึงรับห่อลูกอมจากมือของหมี่หลันเยว่
"หลันเยว่เลือกกินก่อนสักเม็ดดีไหมที่เหลือเดี๋ยวน้าค่อยเอาไปให้เพื่อนๆ นะ?"
"ค่ะ"
หมี่หลันเยว่หยิบลูกอมรสนมมาหนึ่งเม็ดจากห่อผ้าเช็ดหน้าที่น้าเมิ่งเปิดออกอย่างไม่ใส่ใจนัก
"ครูหวัง ดูลูกสาวคุณสิเป็เด็กดีจริงๆ น่าเอ็นดู น่าอิจฉาจริงๆ"
เมื่อเห็นว่าหมี่หลันเยว่ไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งของเหล่านี้น้าเมิ่งก็พูดกับหวังหย่วนฉิงจากใจจริง
"หัวใจของเด็กคนนี้ใสเหมือนกับคริสตัลซื่อตรง และมีจิตใจดีงาม"
คำชมนี้มากเกินไปหวังหย่วนฉิงรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง นี่คือลูกสาวของเธอ ตัวเล็กแค่นี้แต่กลับมีคุณธรรมสูงส่งแบบนี้แล้ว เธอหวังว่าเมื่อลูกโตขึ้นจะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ แต่โบราณว่าไว้ สามขวบรู้สันดาน เจ็ดขวบรู้ใจลูกสาวของเธอคงจะไม่ต่างจากนี้หรอก
"อะไรกัน ครูเมิ่งชมเกินไปแล้วค่ะเธอยังเด็ก ยังมีข้อบกพร่องอีกมาก ต้องให้ครูเมิ่งช่วยอบรมสั่งสอนอีกเยอะเลยค่ะ"
ถึงจะดีใจที่ลูกสาวเป็เด็กดีแต่ก็ไม่อยากจะลำพองตน หวังหย่วนฉิงรีบถ่อมตัวกับน้าเมิ่ง
"เราคอยดูกันต่อไปเถอะเด็กคนนี้จะต้องมีอนาคตที่สดใสแน่นอนค่ะ"
น้าเมิ่งโบกมือ แล้วเดินไปยังกลุ่มเด็กเล็กแต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันหลังกลับมาหาหมี่หลันเยว่อีกครั้ง
"หลันเยว่ น้าแบ่งลูกอมเสร็จแล้วผ้าเช็ดหน้าจะเก็บไว้ให้หนูนะ ตอนนี้หนูจะกลับไปที่ห้องเรียนกับน้าไหม?"
หมี่หลันเยว่เงยหน้ามองแม่หวังหย่วนฉิงจับมือเล็กๆ ของลูกสาวไว้
"วันนี้เธอคงไม่ไปค่ะฉันจะพาลูกไปที่ห้องเรียนของฉันสักหน่อย"
ลูกสาวของเธอชนะการแข่งขันนี่นาต้องให้รางวัลลูกสาวหน่อย ให้ลูกอยู่กับเธอสักบ่าย ถือเป็การชดเชยให้ลูกด้วยเด็กตัวเล็กๆ อายุแค่สองขวบกว่า ต้องส่งไปโรงเรียนทุกวัน มันน่าสงสารจริงๆโชคดีที่ลูกเป็เด็กฉลาด ไม่ต้องให้เธอเป็ห่วงมากนัก
"ได้เลยค่ะพรุ่งนี้ฉันค่อยเอาผ้าเช็ดหน้ามาคืนให้นะ บ๊ายบายนะหลันเยว่น้อยไปที่ห้องเรียนคุณแม่ต้องเป็เด็กดีนะจ๊ะ"
หมี่หลันเยว่พยักหน้าตอบน้าเมิ่งน้าเมิ่งเดินจากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ เมื่อเทียบกับเด็กซนในห้องแล้วเธออยากจะอยู่กับหลันเยว่มากกว่า แต่สาวน้อยจะต้องไปที่ห้องเรียนกับคุณแม่แล้ว
"ไปกันเถอะ แม่จะพาไปเจอพี่ๆในห้องนะจ้ะ"
มือเล็กๆ ถูกมือใหญ่ของแม่กุมไว้หมี่หลันเยว่มีความสุขมาก แม้ว่ามือของแม่จะใหญ่กว่ามือของเธอ แต่ก็อ่อนนุ่มจับแล้วสบายใจ
"ว้าว ครูหวัง นี่ลูกสาวครูเหรอคะผิวขาวผ่องอย่างกับตุ๊กตา ผิวพรรณดีอย่างกับตุ๊กตากระเบื้องเลย"
หมี่หลันเยว่เผยรอยยิ้มหวานๆ บนใบหน้าแต่ในใจกลับย่นคิ้ว ชมว่าคนผิวขาว ก็เท่ากับว่าคนนั้นไม่มีสีสันอะไรเลยพี่สาวคนนี้ ชมฉันหรือว่าเหน็บฉันกันแน่!
"น้องสาวคนสวย พี่สาวขอกอดหน่อยนะ"
เด็กสาวคนนี้หารู้ไม่ว่าหมี่หลันเยว่ได้ให้คะแนนติดลบไปแล้ว ถึงแม้เธอจะไม่ได้สวยเลิศเลอแต่ก็ไม่ควรจะมองข้ามกันแบบนี้นี่นา
"ทำไมหนูถึงผิวขาวอย่างนี้นะถึงพี่หน้าตาจะดี แต่ผิวพรรณแย่มากเลย ถ้าแลกกันได้ก็คงจะดี"
ที่แท้เธอก็ชมหมี่หลันเยว่จากใจจริงหมี่หลันเยว่รู้สึกว่าตัวเองระแวงมากเกินไป
ดูเหมือนว่าเธอจะนำความเจนโลกจากชาติที่แล้วมาใช้ ทำให้จิตใจไม่บริสุทธิ์ ซึ่งมันไม่ดีเลยการมองคนด้วยอคติอยู่ตลอดเวลา มันเหนื่อยเกินไป ต้องแก้ไขนิสัยนี้ถึงแม้ว่าอย่าไว้ใจใครง่ายๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็คนดีเราต้องมองเห็นด้านที่สวยงามของมนุษย์ให้มากเข้าไว้
“ตุ๊กตากระเบื้องที่สวยขนาดนี้ต่อให้เอาสีผิวมาให้เธอ ผิวเธอก็คงไม่ขาวไปกว่านี้ได้หรอก"
พูดทำร้ายจิตใจกันเกินไปแล้วหมี่หลันเยว่หันไปมองคนที่พูด เป็สาวสวยตาโตผิวขาว สองคนนี้ไม่ถูกกันเหรอ?
หมี่หลันเยว่คาดเดาในใจแต่ก็เห็นสาวน้อยที่พูดทีหลัง เอามือวางบนบ่าของเด็กสาวคนแรก
"พวกเราสองคนเป็แบบนี้ก็ดีอยู่แล้วกุหลาบดำกับกุหลาบขาว คู่กันอย่างลงตัว อย่าเปลี่ยนสีผิวเลยนะไม่งั้นฉันจะขาดคู่หูที่ดีที่สุดไป"
ที่แท้ก็เป็การล้อเล่นมิตรภาพระหว่างเด็กสาว หมี่หลันเยว่อับอายจริงๆแต่การอยู่ร่วมกันอย่างน่ารักแบบนี้ ก็ทำให้หมี่หลันเยว่หวนคิดถึงอดีตตอนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ก็เป็แบบนี้เหมือนกัน แต่เมื่อโตขึ้นคำพูดตรงไปตรงมาแบบนี้ก็หายไป
"ครูหวังคะ เธอชื่ออะไรเหรอคะ?"
สาวน้อยผิวขาวผ่องอุ้มหมี่หลันเยว่เข้าไปในอ้อมกอด แล้วจัดกระโปรงที่เปิดขึ้นมาให้อย่างใส่ใจเป็เด็กสาวที่ละเอียดอ่อนทีเดียว
"หนูชื่อหมี่หลันเยว่ค่ะ"
หมี่หลันเยว่ตอบเอง โดยที่แม่ไม่ต้องตอบน้ำเสียงนุ่มนวลของเด็กหญิงวัยสองขวบทำให้เด็กชายและเด็กหญิงที่อยู่รอบข้างหลงใหลไปตามๆ กัน
"น่ารักจังเลยทำไมมีเสียงเพราะอย่างนี้นะ"
"บ้านฉันก็มีน้องสาวทำไมไม่เป็แบบนี้บ้างนะ?"
เด็กผู้หญิงต่างตื่นเต้นและชื่นชมพากันแย่งกันเข้ามากอดเธอ หมี่หลันเยว่ก็ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจชอบตราบใดที่ไม่ทำให้เจ็บตัว ความเอ็นดูเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ หมี่หลันเยว่ก็รับได้
"ลูกสาวครูน่ารักจังเลยขอผมกอดบ้างได้ไหมครับ?"
หมี่หลันเยว่มองไปยังทิศทางของเด็กผู้ชายแล้วสบตากับเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่กำลังมองมา เด็กชายคนนั้นยกมือขึ้นมาแล้วทำหน้าทะเล้นใส่ ทำให้หมี่หลันเยว่หัวเราะคิกคัก
"ดูสิๆ เธอยิ้มแล้ว ตาหยีหมดเลยน่ารักอะไรอย่างนี้"
เด็กชายที่ได้รับการตอบรับะโโลดเต้นอย่างตื่นเต้น แล้วกำหมัดชูขึ้น เพื่อนชายคนอื่นๆ ก็ไม่ยอมแพ้พากันเขย่งเท้า มองมาที่หมี่หลันเยว่
"น้องสาว มองฉันหน่อย มองฉันหน่อยสิ"
เด็กชายหลายคนแย่งกันทำหน้าทะเล้นใส่หมี่หลันเยว่ หมี่หลันเยว่ไม่รู้จะมองใครดีได้แต่เหลือบมองแต่ละคน เพื่อตอบสนองความ้าเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขา
"ได้ยินมาว่าหมี่หลันเยว่วิ่งได้ที่หนึ่งด้วยเก่งจังเลย!"
"รางวัลที่ได้คือลูกอมเธอเอาไปให้เด็กคนอื่นหมดเลย ใจกว้างมาก"
"เป็เด็กดีจริงๆ"
เด็กสาววัยรุ่นที่เพิ่งจะขึ้นชั้นมัธยมต้นเหล่านี้ชมกันจนหมี่หลันเยว่รู้สึกกระดากอาย จึงก้มหน้าเล่นนิ้วมือตัวเองตัดสินใจว่าจะไม่คุยกับพวกเขาตรงๆ อีกต่อไป ไม่อย่างนั้น พอถูกชมมากๆก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี จะให้บอกว่าตัวเองอายุสี่สิบกว่าแล้ว เื่พวกนี้มันเล็กน้อยมากก็คงจะไม่เหมาะ
วันกีฬาสี ถึงแม้จะวิ่งแค่ห้าสิบเมตรแต่่บ่ายในห้องเรียนของแม่ ก็เล่นกับนักเรียนไม่น้อย กลับถึงบ้านหมี่หลันเยว่ก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ข้าวเย็นก็ไม่ได้กินหลับยาวจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้นเลย
"ลูกเหนื่อยมากนักเรียนในห้องฉันเล่นกับเธอไม่หยุด แทบจะคุมไม่อยู่แล้ว โชคดีที่ลูกเราเชื่อฟังไม่อย่างนั้นคงจะวุ่นวายกว่านี้อีก"
หวังหย่วนฉิงช่วยลูกสาวใส่กระโปรงแล้วพาไปล้างหน้า ล้างมือ
ปกติหมี่หลันเยว่จะใส่เสื้อผ้าเองวันนี้คงเหนื่อยจริงๆ แถมเพิ่งจะตื่นนอน ยังงัวเงียอยู่ ไม่อยากจะขยับแข้งขาพอแม่ใส่กระโปรงให้ก็เลยตามเลย พอได้ล้างหน้า ล้างมือถึงจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจริงๆ
วันเวลาเริ่มต้นวนกลับมาซ้ำๆ ทุกวันกินข้าวสามมื้อ ไปโรงเรียนตอนกลางวัน ตอนเย็นก็กลับบ้านใบไม้บนูเาเริ่มเปลี่ยนเป็สีเหลือง พอโดนลมพัด ก็ร่วงหล่นลงมาดูเงียบเหงาเป็พิเศษ เข้าสู่่ปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว
หมี่หลันเยว่คุกเข่าอยู่บนเตียงยกสองมือค้ำคางเล็กๆ เกาะขอบหน้าต่าง มองไปที่เนินดินหลังบ้านที่ถูกเก็บเกี่ยวจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงต้นผักที่เหี่ยวแห้งที่ไม่มีผลนี่คือการเก็บเกี่ยว นี่คือการเติบโต และตัวเธอเองก็กำลังค่อยๆเติบโตในห้วงเวลาที่แสนเชื่องช้าแบบนี้เช่นกัน