บทที่ 1 กลับมาเกิดใหม่
เมื่อเสิ่นตัวอวี๋ลืมตาขึ้น ภาพบ้านทรุดโทรมและเฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ พลันปรากฏสู่ครรลองสายตา เธอไม่ได้ตายไปแล้วเหรอ ที่นี่มันที่ไหนกัน
“นังเด็กบ้า! ยังไม่ตื่นอีก พรุ่งนี้ก็ต้องไปชนบทแล้ว มัวแต่ร้องไห้ฟูมฟายหาอะไร ไปชนบทเป็เกียรติจะตายยังจะบ่นอีก อกตัญญูจริง ๆ!”
เสียงนั้นทำให้เสิ่นตัวอวี๋สะดุ้ง นั่นมันเสียงแม่ของเธอไม่ใช่เหรอ แต่แม่ของเธอเสียไปหลายปีแล้ว หรือว่า…เธอกลับมาเกิดใหม่อย่างนั้นเหรอ!?
เสิ่นตัวอวี๋ะโลงจากเตียง กวาดสายตามองปฏิทินเก่า ๆ
วันที่ 30 กันยายน 1974
เธอยังจ้องปฏิทินอยู่หางตาก็เหลือบไปเห็นเสิ่นตัวลี่ พี่สาวของเธอเดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าผ้าพลางพูดว่า
“มองอะไรอยู่ยะ ไสหัวไปให้พ้น! น่ารำคาญชะมัด ไปชนบทแล้วก็แต่งงานกับชาวบ้านแถวนั้นซะ อย่ากลับมาอีกจะดีที่สุด!”
ผู้หญิงคนนี้เป็พี่สาวคนโตของเธออายุ 19 ปี หล่อนไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตา ปฏิบัติกับเธอเหมือนคนรับใช้ในบ้านเสมอมา
“พี่รอง วันนี้ต้องไปชนบทแล้วเหรอ ดีจังเลย ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติด้วย!” เสิ่นตัวิ่ถือหนังสือพลางยิ้มหวานให้เธอ
มือของเสิ่นตัวอวี๋สั่นเทา ชาติที่แล้วเธอแต่งงานกับลู่จวิน ซึ่งเป็เพื่อนสมัยเด็ก ต่อมาพวกเธอได้กลับเข้าเมือง ลู่จวินใช้เส้นสายของครอบครัวจนได้เป็หมอ
สิ่งที่ควรจะเป็เื่ดีกลับกลายเป็ฝันร้าย เธอยังจำภาพวันนั้นได้ชัดเจน วันที่เปิดประตูเข้าไปเห็นลู่จวินและเสิ่นตัวิ่อยู่บนเตียงของเธอ สภาพห้องยับเยินไม่เป็ท่า
ตอนนั้นพอแม่รู้เื่ก็ตบหน้าเธอฉาดใหญ่พร้อมกับด่าว่า “แกมันหน้าไม่อาย! เขาทั้งสองคนเสียใจจะแย่อยู่แล้ว ยังจะมาซ้ำเติมอีก!”
ส่วนเสิ่นตัวลี่ พอรู้เื่ก็แค่ปรายตามองเธอั้แ่หัวจรดเท้าแล้วพูดว่า
“ถ้าฉันเป็ผู้ชาย ฉันก็ไม่เอาแกหรอก ดูสิแต่งตัวซอมซ่อแบบนี้ เทียบกับตัวิ่ไม่ได้เลยสักนิด”
เสิ่นตัวอวี๋มองไปที่พ่อ แต่คำพูดของพ่อยิ่งทำให้ใจเธอปวดร้าวยิ่งกว่าเดิม
“งั้นก็หย่ากันไปเลย! ยังไงก็ไม่มีลูกด้วยกันอยู่แล้ว ตัวอวี๋แกจะมาโทษพ่อไม่ได้นะ ถ้าจะโทษก็โทษท้องของแกที่ไม่เอาไหนเอง!”
ลู่จวินก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไร เพียงแต่มองครอบครัวเสิ่นเก็บข้าวของของเธอแล้วบังคับให้เธอไปหย่า
แม้เธอจะไม่ยอม แต่ครอบครัวลู่จวินติดสินบนเ้าหน้าที่จนทุกอย่างเป็ไปตามที่พวกเขา้า สุดท้ายเธอก็ต้องหย่า
ไม่นานหลังจากหย่า เสิ่นตัวิ่ก็ล้มป่วยและ้าเปลี่ยนไต เสิ่นตัวอวี๋เข้าใจว่าครอบครัวสำนึกผิด และรับเธอกลับบ้านเพื่อให้พวกเราได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง
แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่กลับถึงบ้าน เธอก็ถูกมัดมือมัดเท้าลากเข้าห้องผ่าตัดทันที ลู่จวินสารเลวนั่นลงมือผ่าตัดเอาไตของเธอไปทั้งสองข้าง
เสิ่นตัวอวี๋เสียชีวิตเมื่ออายุ 28 ปี
ลู่จวินไม่เพียงแต่เอาไตของเธอไปเท่านั้น แต่ยังเอาอวัยวะอื่น ๆ ที่ขายได้ไปขายในราคาสูงอีกด้วย
หลังจากเธอตาย ิญญาของเธอก็วนเวียนอยู่ใกล้ ๆ มองดูคนทั้งสองรักกันปานจะกลืนกิน ใช้ชีวิตสามีภรรยากันอย่างมีความสุข
เวลาผ่านไปกว่าสิบปี มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย
ส่วนิญญาของเธอก็ถูกกักขังไว้ใกล้ ๆ ลู่จวิน ทำได้เพียงอ่านหนังสือแพทย์ ท่องหนังสือ และเฝ้ามองพวกเขาผ่าตัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เพียะ!" แม่ของเสิ่นตัวอวี๋ตบหน้าเธอ
“เรียกตั้งหลายครั้งไม่ได้ยินหรือไง! ไปหุงข้าว ซักผ้า แล้วก็ไปผ่าฟืนซะ วันนี้พวกเราจะไปกินเลี้ยงงานแต่ง แต่ไม่พาแกไปด้วยหรอกนะ”
เสิ่นตัวอวี๋กุมแก้มซ้ายที่แดงก่ำ ริมฝีปากคลี่ยิ้มเ็า งานแต่งงั้นเหรอ
ดีจริง ๆ
ก่อนเธอจะไปชนบทในฐานะยุวปัญญาชน*[1] ครอบครัวเสิ่นไม่มีใครมาส่งเธอเลยสักคน ทุกคนไปงานเลี้ยงที่บ้านย่ากันหมด พวกเขาทำราวกับเธอไม่มีตัวตน
เสิ่นตัวอวี๋จึงทำใจยอมรับชะตากรรมและเดินเข้าครัว ในยุค 70 สภาพความเป็อยู่ยังไม่ดีนัก ทุกบ้านยังใช้เตาแบบเก่าอยู่
เสิ่นตัวอวี๋มองไปในครัว เห็นข้าวสารเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย เธอจึงต้มข้าวต้ม ผัดผัก และทำซุปไข่มะเขือเทศ ่เวลาแบบนี้ เธอไม่อยากหาเื่ใส่ตัว
เสิ่นตัวอวี๋กินข้าวต้มจนหมดเกลี้ยง ตอนบ่าย ครอบครัวของเธอก็ออกเดินทาง
พ่อของเธอมองมาที่เธอแล้วพูดว่า
"พอไปถึงชนบทแล้วก็ทำตัวให้ดี ๆ ล่ะ อย่าก่อเื่เด็ดขาด ถ้าเกิดเื่ขึ้นมาจะไม่มีใครช่วยแกได้"
พูดจบเขาก็หยิบกระเป๋าเอกสารที่มุมห้องขึ้นมาแล้วบอกว่า "พวกเธอสามคนแม่ลูกก็เร็ว ๆ เข้า แต่งตัวเสร็จแล้วก็รีบไปขึ้นรถกันได้แล้ว"
สมาชิกครอบครัวสี่คนเดินออกไปอย่างมีความสุข ชาติที่แล้ว เสิ่นตัวอวี๋เคยมองแผ่นหลังพวกเขาแบบนี้จนน้ำตาคลอเบ้า แต่วันนี้เธอไม่มีเวลามานั่งเสียใจ เธอยังมีอีกหลายเื่ที่ต้องทำ
เธอหยิบค้อนมาอันหนึ่ง ทุบกลอนประตูห้องนอนทิ้ง ของในบ้านนี้เธอรู้จักดี
พ่อแม่ชอบซ่อนของมีค่าไว้ใต้เตียงมากที่สุด เสิ่นตัวอวี๋คุกเข่าก้มลงไปดูใต้เตียง และเธอก็พบกล่องเหล็กใส่ขนมที่มีสนิมเกาะอยู่จริง ๆ
เธอเปิดกล่องเหล็กออก พบตั๋วอาหารอยู่ข้างในสิบกว่าใบ
เธอหยิบออกมาแล้วนับอย่างระมัดระวัง มีตั๋วอาหารทั้งหมดสิบหกใบ
ข้างในยังมีตั๋วแลกของอื่น ๆ อีก เช่น ตั๋วเนื้อห้าใบ ตั๋วผ้าสิบใบ
เธอมองเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะบนตัวแล้วยิ้มเยาะ นี่หรือแม่แท้ ๆ ของเธอ! เสื้อผ้าทั้งหมดที่เธอใส่เป็ของยาย เสื้อผ้าสวย ๆ ของเสิ่นตัวลี่ก็เก็บไว้ให้เสิ่นตัวิ่ใส่
เสื้อผ้าของเธอมีแต่ชุดเก่า ๆ ที่ปะแล้วปะอีก รอยปะเล็กปะใหญ่นับสิบรอย ดูยังไงก็เหมือนชุดขอทาน!
ทำไมต้องเป็แบบนี้ด้วย เสิ่นตัวอวี๋หัวเราะเย้ยหยันพลางนับสิ่งของที่เจอต่อ
มีตั๋วน้ำตาลสองใบ ตั๋วไข่สามใบ ตั๋วน้ำมันสองใบ ตั๋วเครื่องปรุงรสห้าใบ…
เสิ่นตัวอวี๋ไม่มีความอดทนจะนับต่อ เธอจึงยัดทุกอย่างลงในถุงใบหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็คือเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้าน
ปัจจุบันคนที่มีเงินไม่นิยมฝากธนาคาร เสิ่นตัวอวี๋เริ่มนับเงิน มีธนบัตรสิบหยวนสองใบ ซึ่งตอนนี้ธนบัตรที่มีมูลค่าสูงสุดในท้องตลาดคือสิบหยวน
ธนบัตรห้าหยวนสองใบ และเศษเงินปลีกย่อยอีกเล็กน้อย รวมทั้งหมดเป็ 45 หยวน
ในกล่องนี้ยังมีสร้อยคอทองคำหนึ่งเส้นและกำไลหยกหนึ่งวง น่าเสียดายที่เครื่องประดับทองคำอื่น ๆ ถูกนำไปใช้ในงานฉลองงานแต่งงานไปหมดแล้ว
เสิ่นตัวอวี๋เก็บทุกอย่างใส่ลงในถุงผ้าใบเล็ก จากนั้นก็เดินสำรวจรอบบ้าน แล้วก็ค้นข้าวของของเสิ่นตัวลี่จนทั่ว
เสิ่นตัวลี่ชอบแต่งตัวมากที่สุด ดังนั้นในตู้เสื้อผ้าของเธอจึงมีกระโปรงสองตัว และเสื้อนวมลายดอกสองตัว ของดี ๆ แบบนี้ ทำไมต้องให้เธอได้ไปฟรี ๆ ด้วย
เสิ่นตัวอวี๋หากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ใบนี้ก็เป็ของเสิ่นตัวลี่เช่นกัน แม้จะไม่มีล้อลาก แต่ก็แข็งแรงทนทาน
เสิ่นตัวลี่ชอบอะไรมากที่สุดน่ะเหรอ เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า เครื่องสำอาง เสิ่นตัวอวี๋ยัดทุกอย่างเข้าไปในกระเป๋าเดินทาง
เสิ่นตัวิ่ชอบอะไรน่ะเหรอ หนังสือ เสื้อผ้า ปากกา และจี้หยก
จี้หยกนี้เป็ของขวัญจากชายคนหนึ่งที่แอบชอบเธอ มีคนบอกว่าภายหลังเ้าของมาขอคืน แต่เธอไม่ยอมคืนให้ จี้หยกนี้มีมูลค่ามากกว่าหนึ่งล้านหยวน เป็สมบัติล้ำค่าของตระกูลเขา
เธอหอบทุกอย่างไปด้วย พอถึงประตูก็เห็นจักรยาน เสิ่นตัวอวี๋หัวเราะอย่างคนเสียสติ เธอสวมหมวกฟาง หน้ากากอนามัยแล้วออกจากบ้านไป
เธอจำได้ว่าไม่ไกลจากนี้มีตลาดรับซื้อของเก่าอยู่
เธอหาเ้าของร้านที่ใหญ่ที่สุดในตลาดของเก่าและถามว่า
"ที่นี่รับซื้อของเก่าไหมคะ พอดีที่บ้านฉันกำลังจะย้ายบ้าน มีของหลายอย่างที่เอาไปด้วยไม่ได้ ต้องจัดการทิ้ง ไปดูกับฉันหน่อยไหมคะ มีจักรยานด้วยค่ะ"
เ้าของร้านกำลังสูบบุหรี่อยู่ พอได้ยินก็รีบพยักหน้าทันทีและพูดว่า "ไปสิ ผมไปดูกับคุณเอง จักรยานสภาพดีแค่ไหนครับ"
[1] มาจากคำว่า 知识青年 (zhīshì qīngnián) ใช้เพื่อเรียกกลุ่มเยาวชนชาวเมืองที่ถูกส่งตัวไปทำงานในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกลตามนโยบายของรัฐบาลจีนในยุคนั้น ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เรียนรู้วิถีชีวิตแบบชนบท และมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคการเกษตร รวมถึงเพื่อปลูกฝังแิแบบปฏิวัติและขจัดความแตกต่างระหว่างชนบทกับเมือง