หอต่อสู้เป็นอาคารสองชั้น ตรงกลางมีสังเวียนสำหรับประลองฝีมือ ความโล่งของหอทำให้แสงแดดสาดส่องเข้ามาด้านใน ส่งผลให้หอสว่างไสวไม่มืดทึบจนเกินไป
ที่ใดมีผู้คนมารวมตัวกันอยู่มากที่นั่นย่อมเกิดเสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ บริเวณชั้นหนึ่งถูกจับจองกันจนเกือบเต็ม คนที่กำลังนั่งสนทนากันอยู่แทบทั้งหมดหันมองคนกลุ่มใหญ่ที่เดินเข้ามาภายในหอต่อสู้
จ้าวลู่ชิงและพรรคพวกมิสนใจสายตาที่มองมา ทุกคนล้วนปิดบังตัวตน ขนาดไท่ซ่างหวงยังปิดบังตัวตนโดยการเสริมหนวดเคราจนเต็มใบหน้า
สองพี่น้องตระกูลลี่เพิ่งได้เข้ามาในหอต่อสู้เป็นครั้งแรกตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งอย่าง ทั้งสองมิได้เกรงกลัวสายตาดูถูกที่มองมาเลยสักนิด แม้ว่าพวกตนจะแต่งกายด้วยชุดโทรม ๆ ทว่าผู้ที่พาพวกตนเข้ามานั้นแต่งกายด้วยผ้าเนื้อดี
ลี่มี่ให้ความสนใจสังเวียนประลอง นางรู้มาว่าผู้ใดชนะการประลองจะได้เงินจำนวนหนึ่งพันก้วน ต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถขึ้นไปยืนอยู่บนนั้นได้
เงินหนึ่งพันก้วนเชียวนะ!
สำหรับครอบครัวยากจนเงินหนึ่งพันก้วนสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตให้สุขสบายได้ ผู้ใดบ้างไม่ต้องการ เสียดายอย่างเดียวตรงที่ต้องจ่ายค่าสมัครเข้าร่วมประลองเป็นเงินสิบก้วนซึ่งลี่มี่ไม่สามารถหาเงินจำนวนนี้ได้
นางกับน้องชายเดินตามขึ้นไปยังชั้นสอง สถานที่แห่งนี้คือสถานที่หรูหราที่พวกตนได้เข้ามาเหยียบเป็นครั้งแรกในชีวิต
เหมียนเหมียนตื่นเต้นกับการได้ออกมาเที่ยวเล่นข้างนอก ชีวิตแต่ก่อนของนางนั้นอยากไปที่ใดบิดามารดาก็ตามใจ มิเคยห้ามปราม เมืองฉางอันถูกนางและบ่าวข้างกายสำรวจทุกตรอกซอกซอย แต่ตอนนี้บ่าวข้างกายของนางกลายเป็นสายลมที่คอยโอบกอดไปกับนางทุกที่
ห้องรับรองขนาดใหญ่ถูกองครักษ์ข้างกายไท่ซ่างหวงมาจับจองตั้งแต่สองวันที่แล้ว พนักงานของหอถูกไล่ให้ออกไปจากห้อง องครักษ์ยืนเฝ้าหน้าห้องเพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างรู้หน้าที่
“พวกเจ้าสองคนนั่งลงบนเก้าอี้” เผยเยี่ยนชี้นิ้วไปยังเก้าอี้ที่ว่างเมื่อเห็นท่าทางเก้กังของสองพี่น้อง
“พวกเรายืนดีกว่า” แม้ลี่มี่จะชอบใช้กำลังมากกว่าสมองแต่นางก็พอจะรู้ว่าคนพวกนี้มิใช่คนธรรมดา พวกตนสองพี่น้องจะตีตนเสมอท่านได้อย่างไร
“บอกให้นั่งก็นั่งเถิด” จ้าวลู่ชิงกล่าวขึ้น “พวกเจ้าไม่ต้องเกร็งวันนี้พวกเรามาหาความรื่นเริง”
ซูเซียงจัดการให้เด็กทั้งสองนั่งลง เด็กน้อยเสื้อผ้าขาด ๆ หน้าตามอมแมมนั่งลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ช่างเป็นภาพที่น่าขำขัน
เหมียนเหมียนปิดปากหัวเราะกับภาพน่ารักของเด็ก ๆ เสียงหัวเราะของนางดึงดูดความสนใจของไท่ซ่างหวง
“เจ้ามองอันใด” เผยเยี่ยนหันเหความสนใจของสหายมาทางตน
“เสียงหัวเราะของนางช่างเหมือนหลานสาวของข้า”
หลี่หยวนได้ยินเสียงหัวเราะของคนที่บุตรชายคนเล็กรับมาเป็นบุตรบุญธรรมก็หวนนึกถึงอดีต
“เสียงหัวเราะของนางคล้ายฉางเล่อกงจู่มากพ่ะย่ะค่ะ” หลิวกงกงเห็นด้วยกับไท่ซ่างหวง
“ไม่ใช่เล่อเหยียนแต่เป็นซินเหยียนต่างหาก”
หลิวกงกงหน้าเสียทันทีเมื่อรู้ว่าตนเองปากไม่ดี คราแรกนึกว่าไท่ซ่างหวงนึกถึงฉางเล่อกงจู่เสียอีก ยามว่างฉางเล่อกงจู่มักจะมาพูดคุยและปรนนิบัติดูแลไท่ซ่างหวงพร้อมกับพระมารดาอย่างจ่างซุนฮองเฮา
บรรยากาศภายในห้องเงียบกริบ เหมียนเหมียนนั่งเงียบเมื่อสักครู่นางลืมตัวไปจึงหัวเราะออกมา ไม่นึกว่าเสด็จปู่ยังจำเสียงหัวเราะของนางได้ ดวงตาแดงก่ำทว่านางต้องฝืนยิ้มเพราะนางไม่ได้รับอนุญาตให้ร้องไห้
จะมีสิ่งใดทรมานกว่าการอยู่ใกล้เสมือนอยู่ไกล ที่นางลักลอบเข้ามาในจวนอ๋องก็เพื่อพบหน้าและขอความช่วยเหลือจากว่าที่หวังเฟย แต่พอได้รับรู้ว่าไท่ซ่างหวงก็อยู่ที่จวน ด้วยความคิดถึงนางจึงต้องแอบไปสอดส่องจนเกือบถูกจับได้
“เสียงหัวเราะคล้ายกันมีถมเถไป เหมียนเหมียนก็คือหลานของพระองค์นะเพคะ นางเป็นบุตรบุญธรรมของท่านอ๋องก็เท่ากับว่าเป็นหลานของพระองค์เช่นเดียวกัน” จ้าวลู่ชิงรีบแก้ไขสถานการณ์กระอักกระอ่วน
“พวกเจ้าจะจมอยู่กับอดีตทำไมอยู่กับปัจจุบันดีกว่า เจ้าดูสิว่าคนผู้นั้นคือใคร” เผยเยี่ยนเพยิดหน้าไปทางกลุ่มคนที่กำลังเดินทางเข้ามา
“เขาคือใคร?” จ้าวลู่ชิงมองกลุ่มคนที่ล้อมรอบชายร่างใหญ่ เสียงปรบมือและกล่าวสรรเสริญดังขึ้นจนหอต่อสู้แทบถล่มลงมา
“มนุษย์ภูเขา”
“มนุษย์ภูเขา?” จ้าวลู่ชิงและบ่าวรับใช้หน้าเหวอกับชื่อที่ได้ยิน “เขาตัวใหญ่เหมือนภูเขาหรือเจ้าคะ ถึงได้เรียกเช่นนี้”
“นั่นคือส่วนหนึ่ง คนกลุ่มนี้เป็นพวกที่อาศัยอยู่ในหุบเขาดอกท้อ โดยปกติแล้วคนในหุบเขาดอกท้อจะรักความสงบไม่ปรากฎตัวต่อโลกภายนอก ผู้ที่ปกป้องคนในหุบเขาคือครอบครัวมนุษย์ภูเขาที่มีพละกำลังมหาศาล ปล่อยหมัดออกไปครั้งเดียวสามารถหักคอคู้ต่อสู้ได้ แต่เหตุใดถึงได้เข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้” เผยเยี่ยนนั่งลูบเครา
“เพื่อเงินอย่างไร่ล่ะ ปีนี้เกิดภัยพิบัติจากตั๊กแตน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นั่นย่อมเดือดร้อน ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ต้องรีบหาเงินซื้อเสบียงตุนเอาไว้ก่อนถึงหน้าหนาว” หลี่หยวนนั่งลูบเคราวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่มนุษย์ภูเขาออกมาปรากฏตัวภายนอก
“แล้วผู้ใดจะสู้มนุษย์ภูเขาได้” เหมียนเหมียนสำรวจชายชราที่จะมาร่วมประลองในวันนี้ คงมิใช่วันสุดท้ายที่เขาจะมีชีวิตอยู่หรอกนะ
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้งเมื่อมีคนอีกกลุ่มเดินเข้ามา ครานี้ผู้ที่เดินเข้ามาล้วนตัวเล็กกว่าคนปกติ เสียงโห่ร้องและเสียงเยินยอดังขึ้นอีกครั้ง
“ท่านอาจารย์คนพวกนั้นคือใคร ทำไมพวกเขาถึงได้ดีอกดีใจขนาดนี้” จ้าวลู่ชิงชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น จะบอกว่าคนแคระก็มิใช่เพราะรูปร่างเขาไม่ได้เล็กจนต้องเรียกว่าคนแคระ คนพวกนี้มีรูปร่างเพรียวถ้าวัดความสูงน่าจะสูงประมาณคอของนาง
“มนุษย์ลมกรด” เผยเยี่ยนยังนั่งมองด้วยแววตานิ่งเฉย
“ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“มนุษย์ลมกรด อาศัยอยู่บนภูเขาไท่ที่ห่างจากโยวโจวไปประมาณร้อยกว่าลี้ คนพวกนี้จะมีความเร็วดุจสายลมและยังมีฝีมือที่ร้ายกาจ” เผยเยี่ยนอธิบายให้ฟัง
“พวกเขาต้องการเงินมาซื้อเสบียงตุนไว้ก่อนหน้าหนาวเช่นเดียวกับคนของหุบเขาดอกท้อหรือเจ้าคะ”
“น่าจะเป็นอย่างที่เจ้าว่ามา คนพวกนี้ล้วนถูกคนของทางการจับตามอง ไม่จำเป็นพวกเขาจะไม่ลงจากภูเขา”
จ้าวลู่ชิงตื่นตาตื่นใจกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับรู้ ในใต้หล้ามีผู้เก่งกาจอยู่มากมาย ทว่าต้องซ่อนตัวอยู่ตามที่ต่าง ๆ แน่นอนว่าคนพวกนี้ต้องถูกคนของทางการจับตามอง เมื่อไหร่ที่พวกเขาสร้างความเดือดร้อนหรือเป็นภัยต่อบัลลังก์ คงถูกทหารเข้ากวาดล้าง ต่อให้มีฝีมือเก่งกาจเพียงใดน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟอยู่วันยังค่ำ
“เจ้ารู้มากเสียจริง” หลี่หยวนหยอกเย้าสหาย
“เจ้าก็รู้มิใช่หรือ” ปรายตามองผู้ที่เคยจัดระเบียบและควบคุมคนพวกนี้เอาไว้ภายใต้การปกครอง
เด็กน้อยสองคนค่อนข้างจะแตกต่างกัน ลี่มี่ฟังแล้วตาลุกวาวกับเรื่องราวความเก่งกาจของคนพวกนั้น ทว่าลี่จินกลับเกิดความสงสัยว่าบุคคลพวกนี้เป็นใครกัน เด็กน้อยที่อยู่ห่างไกลเมืองหลวงทั้งยังไม่ได้ศึกษาตำราจึงไม่สามารถเข้าใจถึงตัวตนของคนพวกนี้ได้ ทำได้เพียงสงสัยตามประสาเด็ก
เสียงประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ดังจนทุกคนในหอได้ยินอย่างชัดเจน ผู้เข้าร่วมประลองมีทั้งหมดสี่คน
สาเหตุที่เหลือสี่ก็เพราะว่าคนอื่น ๆ ขอถอนตัวอย่างกระทันหันเมื่อรู้ว่ามีมนุษย์ภูเขาจากหุบเขาดอกท้อและมนุษย์ลมกรดจากภูเขาไท่เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ด้วย
พวกเขาไม่กล้านำชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับคนเถื่อนพวกนี้ อาณาเขตเมืองโยวโจวล้วนมีคนแปลก ๆ อาศัยอยู่มากมาย ผู้คนต่างเล่าลือกันว่าเดินหลงไปบนเขาทางทิศใต้อาจถูกคนบนภูเขานั้นฆ่าแล้วนำเนื้อมาย่างกิน หรือจะเดินหลงไปทางภูเขาทิศเหนืออาจเจอผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่นปล่อยสัตว์ดุร้ายที่เลี้ยงไว้ไล่ล่ามนุษย์ด้วยกันเพื่อความสนุก
“เหลือเพียงสี่คน อย่างนี้ก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก” จ้าวลู่ชิงพึงพอใจกับจำนวนคนที่เหลือ
“ลู่ชิง เจ้าจะไม่บอกให้ท่านเผยถอนตัวหน่อยหรือ” เหมียนเหมียนสะกิดบอก ขนาดคนฝีมือดีและมีเรี่ยวแรงยังขอถอนตัวเพราะรู้ว่าสู้ไม่ไหว นับประสาอันใดกับคนแก่จนผมเปลี่ยนสี ถูกหมัดเดียวเสยคางน่าจะต้องหาโลงศพไว้รอรับ
“ท่านอาจารย์ไหวหรือไม่” จ้าวลู่ชิงถามเผื่ออาจารย์ของนางเกิดเปลี่ยนใจ
“จะเปลี่ยนใจได้อย่างไร เงินนำไปวางเดิมพันแล้ว” หลี่หยวนทักท้วงขึ้นเสียงหลง ไม่ยินยอมให้เผยเยี่ยนยกเลิกการเข้าร่วมประลอง
“ทำเหมือนเงินที่วางเดิมพันเป็นของเจ้าอย่างนั้นแหละ”
เผยเยี่ยนส่งค้อนให้กับสหายที่ห่วงเงินมากกว่าชีวิตตน เมื่อเช้าตาเฒ่าหลี่หยวนบุกไปปล้นคลังของจวนอ๋อง พ่อบ้านเหาโขกศีรษะกับพื้นเพื่อขอร้องให้หยุด แต่ตาเฒ่าน่าตายผู้นี้ไม่สนใจสั่งให้องครักษ์ไปขนเงินออกมา
“ข้ายืมเงินบุตรชายตนเองก่อนจะเป็นไรไป เจ้าก็ยืมเงินของลูกศิษย์ตนเองมิใช่หรือ”
เมื่อเช้าจ้าวลู่ชิงได้รับหีบเงินจำนวนสามหีบจากพ่อบ้านเหา ในนั้นมีเงินที่เพิ่งถูกขนมาส่งอยู่จนเต็ม นางไม่รู้ว่าเขาไปเอาเงินมาจากที่ใด รู้เพียงว่ามีส่วนของนางอยู่ในนั้นด้วย
เงินจำนวนสองแสนก้วนของนางถูกท่านอาจารย์ยืมนำไปลงเดิมพันหนึ่งแสนก้วน และไท่ซ่างหวงยังนำเงินที่บุกไปขอยืมจากคลังของจวนอ๋องลงเดิมพันเพิ่มอีกหนึ่งแสนก้วน เงินเดิมพันทั้งหมดจึงมีจำนวนสองแสนก้วน