หลังจากที่ลูกชายหลับไปแล้ว หวังเหยินหยวนกลับนอนไม่หลับ อาจจะเพราะพักผ่อนมาเพียงพอแล้ว นั่งคิดกับตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อไป หากจะให้อยู่ในสภาพบ้านที่สามารถมองเห็นดวงดาวแบบนี้ต่อไปคงไม่ไหวแน่ แม้ว่าจะผ่าน่หิมะตกแล้วก็ตามที แต่อีกไม่นานก็จะเข้า่หน้าฝน แล้วจะพาลูกชายไปหลบฝนที่ไหนกัน
เวลา 04.00 น.หวังเหยินหยวนลุกขึ้นมาทำอาหารไว้รอลูกชาย เริ่มจากการต้มน้ำดื่มเพื่อสุขอนามัยที่ถูกต้อง นอกจากนั้นยังใช้น้ำร้อนลวกถ้วยชามที่ใช้เพียงน้ำเปล่าล้างทำความสะอาดเท่านั้น หากร่างนี้จะป่วยก็คงไม่แปลกสักเท่าไหร่ โชคดีที่ลูกชายยังแข็งแรงดี แม้ว่าจะผอมไปบ้างหากแต่เขาก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่ เท่าที่แม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งจะทำได้
ในความทรงจำนี้ครอบครัวฝั่งแม่ หลังจากที่ให้ที่ดินปลูกบ้านและช่วยกันสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาแล้ว ก็สั่งห้ามและตัดขาดจากลูกสาวในทันที ข้อหาที่ทำให้ครอบครัวอับอาย ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ เพราะยุคสมัยนี้ผัวเดียวเมียเดียวเป็สิ่งที่จะต้องยึดมั่นมาโดยตลอด ลูกสาวเป็หม้ายั้แ่ยังไม่ทันได้แต่งาน หนำซ้ำยังท้องไม่มีพ่อ ต้องกลายเป็ขี้ปากชาวบ้านมาจนถึงทุกวันนี้
เป็เวลากว่า 6 ปีแล้วสินะที่ผู้ชายคนนั้นทิ้งลูกเมียไป เขาจะรู้หรือเปล่าว่าตัวเองได้มาไข่ทิ้งเอาไว้ ช่างเป็ลูกผู้ชายเสียนี่กระไร หากเป็ยุคสองพันคงไม่มีใครสนใจแล้ว แต่ก็ไม่ใช่สำหรับในตอนนี้อย่างแน่นอน หากมีโอกาสได้เจอหน้ากันอีกสักครั้ง เธอก็อยากจะถามเขาสักคำ ว่าจิตใจทำด้วยอะไร ถึงได้ทิ้งลูกเมียได้ลงคอ
หวังเหยินหยวนหยิบเอาข้าวบาร์เล่ย์ที่มีอยู่ในมิติออกมา ตั้งใจจะทำโจ๊กข้าวบาร์เล่ย์ให้กับลูกชาย เพื่อฉลองเทศกาลวันลี่ชุน วันแห่งการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ หมู่มวลดอกไม้ต่างๆเริ่มออกดอกส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล ให้ความรู้สึกสดชื่นแก่ผู้ที่ได้สุดดม อย่างน้อยๆย้อนมาในยุคนี้อากาศก็บริสุทธิ์มา ยิ่งได้มาอยู่ในแถบชนบทก็ยิ่งพบกับธรรมชาติมากขึ้นไปอีก
นอกจากโจ๊กข้าวบาร์เล่ย์แล้ว เธอยังทำไข่ผัดมะเขือเทศและซุปสาหร่ายไว้ให้ลูกชายอีกด้วย ไม่สนใจว่าลูกชายจะสงสัยหรือไม่ เด็กวัยนี้จะต้องได้รับการบำรุงเป็อย่างยิ่ง อาจจะต้องหาเื่เข้าไปในเมืองเพื่อนำนมผงออกมา มั่นใจว่าหากลูกชายได้ดื่มนมผงเข้าไปร่างกายของเขาจะต้องแข็งแรง รู้สึกรับไม่ได้ที่รู้อายุของลูกชาย ส่วนสูงกับอายุช่างสวนทางกันยิ่งนัก
“แม่ครับ” เด็กน้อยเดินงัวเงียมาหาแม่ที่ห้องครัว อาจจะเพราะได้กลิ่นหอมของอาหารที่ไม่เคยได้กลิ่นที่ไหนมาก่อน ทำให้เขาไม่สามารถทนนอนได้อีก
“ตื่นแล้วหรือจ๊ะ ไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนสิ แล้วค่อยมากินข้าว” หวังเหยินหยวนยิ้มให้ลูกชาย ตั้งใจว่าจะไปปลุกให้ลูกชายตื่นมากินข้าวอยู่พอดี แต่ไม่คิดว่าเขาจะลุกขึ้นมาเองโดยไม่ต้องให้ใครปลุก
“ครับ” เด็กน้อยรู้สึกสงสัยอยู่บ้างว่าจะใช้อะไรแปรงฟัน เพื่อนหลายๆคนของเขามีแปรงสีฟัน แต่ใช่ว่าจะทุกคนที่ได้แปรงฟัน อย่างเช่นเขาที่เป็อีกคนหนึ่งที่ไม่เคยแปรงฟันมาก่อน ใช้เพียงเกลือถูทำความสะอาดเท่านั้น จึงเดินเข้ามาในครัวเพื่อที่จะหยิบเกลือไปถูฟัน
“นั่นลูกจะเอาเกลือไปทำอะไร?” หวังเหยินหยวนคิดว่าลูกชายน่าจะยังไม่ตื่นเต็มตา รีบคว้ามือของลูกชายเอาไว้เสียก่อน
“แปรงฟันครับ” เด็กน้อยสะดุ้งใ แต่ก็ยอมตอบผู้เป็แม่แต่โดยดี
หวังเหยินหยวนปล่อยมือลูกชายในทันที เธอไม่ได้โง่ถึงขนาดไม่รู้ว่าเกลือสามารถใช้แทนการแปรงฟันได้ แต่แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น และนี่คือสิ่งที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยด่วนอีกเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปเถอะ วันนี้แม่จะเข้าไปในเมืองลูกอยู่คนเดียวได้หรือใช่ไหม?” แม้เป็ประโยคคำสั่งมากกว่าประโยคคำถาม เพราะหากพาลูกชายไปด้วยเธอคงจะทำอะไรไม่สะดวก อย่างน้อยๆต้องหาทางเอาของใช้ออกมา อยากจะจับลูกชายอาบน้ำใส่ชุดใหม่ใจแทบขาด
“ได้ครับ" เด็กน้อยพยักหน้างึกๆ เพราะปกติแล้วเขาก็มักจะอยู่บ้านคนเดียว ส่วนแม่ของเขานั้นก็จะไปทำงานที่ทุ่งนา แต่เพราะ่ 2-3 วันที่ผ่านมาแม่เขาป่วยหนักจึงไม่สามารถไปทำงานที่ทุ่งนาได้
“เด็กดี แม่จะรีบไปรีบกลับ” หวังเหยินหยวนลูบหัวลูกชายเบาๆ สัญญากับตัวเองว่าจะต้องทำให้ความเป็อยู่ของตนและลูกชายดีขึ้นให้ได้
ระหว่างที่รอลูกชายทำกิจวัตรในตอนเช้า หวังเหยินหยวนก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ทำความสะอาดบ้าน เอาที่นอนออกมาตากแดด เพราะทนกับกลิ่นเหม็นอับต่อไปไม่ไหว แต่เมื่อรื้อที่นอนออกมาตากแดด ก็พบเข้ากับคูปองที่อยู่ใต้ที่นอน มีทั้งคูปองอาหารและคูปองอุตสาหกรรม ทั้งๆที่ก็มีคูปองอุตสาหกรรมที่ทางการแจกให้ฟรี แต่ทำไมลูกชายถึงยังได้ใส่เสื้อผ้าเก่าๆนี้อยู่?
เมื่อจัดการงานบ้าน และลูกชายเสร็จเรียบร้อยแล้ว หวังเหยินหยวนก็มุ่งหน้าเข้าไปในเมือง ในความทรงจำคือระยะทางไกลพอสมควร แต่จะทำอย่างไรได้เพราะไม่มีรถโดยสารหรือสามล้อผ่านมาแถวนี้ แต่ถึงแม้ว่าจะมีก็ใช่ว่าจะมีคนรับ อาจจะเพราะด้วยน้ำหนักตัวที่มากของเธอ ทำให้ไม่มีใครอยากจะให้นั่งโดยสารไปด้วย
ใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมงกว่าจะถึงในตัวเมือง ตลอดการเดินทางเธอนั่งพักใต้ต้นไม้ไม่ต่ำกว่าห้าครั้ง ไม่คิดว่าร่างกายนี้จะอ่อนแอมากถึงเพียงนี้ โชคดีที่อากาศไม่ร้อน สิ่งแรกที่ไปเลยก็คือโรงพยาบาล สุขภาพร่างกายนั้นสำคัญเป็อย่างมาก และสิ่งที่ตนกังวลก็เกิดขึ้นจึง เนื่องจากว่าร่างนี้ป่วยเป็โรคหน้าบวมตัวบวม เพราะกินเปลือกไม้รากไม้ที่เป็พิษอ่อนๆ จึงได้ยามากินและถูกสั่งห้ามไม่ให้กินของพวกนั้นอีกเป็อันขาด
หวังเหยินหยวนเดินสำรวจรอบๆเมือง เจอเข้ากับแผงขายหนังสือข้างทาง จึงแวะอ่านเพราะแปลกตา แม้จะถูกมองด้วยสายตาดูถูก ส่วนมากแล้วผู้หญิงยุคนี้อ่านหนังสือไม่ค่อยออก จึงไม่แปลกหากจะถูกมองด้วยสายตาแบบนี้
ปีนี้เป็ปี 1975 หากจำไม่ผิดในประวัติศาสตร์ที่เขียนเอาไว้คือการปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรมจะสิ้นสุด่เดือนตุลาคม 1976 รัฐบาลอนุญาตให้ประชาชนเริ่มค้าขายส่วนตัวได้ ชาวนาก็จะสามารถค้าขายผลผลิตได้อย่างเสรี อีกแค่ปีเดียวเท่านั้น ระหว่างนี้ก็คงต้องรัดเข็มขัดกันไปก่อน
เธอไม่ได้ซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับบ้าน ด้วยตั้งใจว่าจะมาหาหมอเพื่อรักษาตัวเองเท่านั้น เพราะในมิติมีของที่้าใช้อยู่แล้ว แค่หาทางนำออกมาใช้ก็เท่านั้น ก่อนถึงหมู่บ้านเธอหยิบเอาของออกมาจากในมิติ ไม่ว่าจะเป็เนื้อหมูสามชั้น ไข่ไก่ 10 ฟอง เครื่องปรุงรสต่างๆ ที่สำคัญคือชุดใหม่ของลูกชาย 2 ชุด เอาเท่านี้ไปก่อน หากมากกว่านี้กลัวจะเป็ที่น่าสงสัย
กลับมาถึงบ้านพบว่าลูกชายกำลังวิ่งเล่นอยู่ที่หน้าบ้าน เวลาบ่ายแบบนี้ชาวบ้านน่าจะลงไปทำงานที่ทุ่งนากันหมดแล้ว ดีเหมือนกันเพราะเธอเองก็ี้เีตอบคำถามเื่เอาเงินมาจากที่ไหนซื้อข้าวของมากมาย
“ปินปิน แม่กลับมาแล้ว” หวังเหยินหยวนเรียกลูกชาย ที่ตอนนี้กำลังเล่นปาลูกข่างอยู่คนเดียวที่ลานหน้าบ้าน
“กลับมาแล้วหรือครับ” เด็กชายรีบวิ่งมาหาผู้เป็แม่ ยอมรับว่าแม่ของเขาเปลี่ยนไปมากหลังจากที่หายป่วย เมื่อก่อนจะเป็คนไม่ค่อยพูด แม้ว่าจะดูแลดี แต่ก็ไม่ได้คลุกคลีเหมือนในตอนนี้
“มาดูนี่สิแม่ซื้อของมาฝากด้วย” หวังเหยินหยวนกวักมือเรียกลูกชาย
“แพงหรือเปล่าครับ” เด็กชายรีบวางเสื้อผ้าเนื้อดีลง มือไม้เริ่มสั่น เพราะไม่เคยได้สวมใส่เสื้อผ้าชั้นดีแบบนี้มาก่อน เขาไม่เคย้าข้าวของราคาแพงเลยสักนิด ในเวลานี้้าให้ผู้เป็แม่หายป่วยเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
“ไม่แพงเท่าไหร่หรอกจ้ะ ลูกรีบไปอาบน้ำ แปรงฟัน แม่ซื้อของใช้มาให้หมดแล้ว ต่อไปนี้จะต้องแปรงฟันด้วยเ้าสิ่งนี้ แล้วก็อาบน้ำสระผมด้วยสบู่เข้าใจหรือเปล่า?” หวังเหยินหยวนอธิบายยืดยาว พร้อมทั้งหยิบสิ่งของที่อธิบายข้างต้นออกมา ทำท่าสาธิตวิธีการแปรงฟันให้ลูกชาย แต่ดูเหมือนว่าเด็กชายจะไม่เข้าใจ
หวังเหยินหยวนไม่เคยมีภาพที่ตัวเองจะต้องมาอาบน้ำ สระผม ยิ่งไปกว่านั้นคือกำลังถูแปรงสีฟันเข้าออกให้กับลูกชาย เป็เื่แปลกใหม่สำหรับเธอเป็อย่างมาก แต่ไม่น่าเชื่อว่าตนกลับเต็มใจและตั้งใจทำมันมาก
“ลองทำดูสิ” สาธิตวิธีการแปรงฟันให้กับลูกชายเสร็จ ก็ให้เขาลองทำเองอีกรอบ
“เบากว่านี้หน่อยก็ได้ ถ้าแปรงแรงไปเหงือกจะอักเสบเอาได้” หวังเหยินหยวนจับมือลูกชาย แล้วสอนเขาขยับแปรงสีฟันเข้าออก เมื่อเด็กน้อยกะน้ำหนักมือได้แล้ว เขาก็ทำมันออกมาได้ดี
“เก่งมากจ้ะ” คนทำดีไม่ลืมที่จะชื่นชม แม้ว่าจะเป็เพียงแค่เื่เล็กน้อยก็ตาม แต่เื่เล็กน้อยเหล่านี้ จะเป็เื่ที่ทำให้พวกเขาได้ภูมิใจ
ไหนๆก็แปรงฟันแล้ว เธอจึงถือโอกาสอาบน้ำขัดขี้ไคลให้ลูกชายด้วยเสียเลย แม้จะรู้สึกแปลกๆ แต่เขายังเด็กอยู่คงไม่เป็ไรหรอก เด็กน้อยรู้สึกสบายตัวอย่างไม่เคยเป็มาก่อน พออาบน้ำทาแป้งแล้วเขาดูเป็ลูกหลายผู้ดีคนหนึ่งเลยทีเดียว
“ขอบคุณครับ” หวังซื่อปินขอบคุณผู้เป็แม่ทันทีที่เธอสวมเสื้อให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
“หล่อมากเลยจ้ะ” หวังเหยินหยวนเอ่ยชมลูกชาย ที่พูดมานั้นไม่เกินจริงเลยสักนิด เนื่องจากว่าเด็กน้อยมีผิวที่ขาวเนียน หากมีเนื้อหนังกว่านี้อีกสักหน่อยก็จะยิ่งน่ารักมากขึ้นไปอีก
นอกจากเสื้อผ้าแล้ว เขายังได้กินนมผงที่แม่ชงให้กินอีกด้วย รสชาติของมันช่างหอมหวานละมุนลิ้น จนแทบอยากจะกลืนกินลิ้นตัวเองตามไปด้วย ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีโอกาสได้ลิ้มชิมรสชาติอันแสนวิเศษนี้
“อร่อยมากเลยครับ” ยกแก้วนมจนหยดสุดท้ายแล้วยิ้มแฉ่งออกมาด้วยความดีใจ
“ต่อไปนี้จะต้องกินนมทุกวัน เข้าใจหรือเปล่าจ๊ะ” หวังเหยินหยวนอดน้ำตาคลอไม่ได้ที่เห็นภาพนี้ ทั้งตื้นตันใจและหดหู่อย่างบอกไม่ถูก
“ของพวกนี้แพงมาก แม่ไม่ต้องซื้อให้ผมกินบ่อยก็ได้ครับ” หวังซื่อปินหุบยิ้มในทันที เขาไม่มีทางให้ผู้เป็แม่ต้องมาเสียเงิน เพราะของฟุ่มเฟือยพวกนี้เป็อันขาด นมแบบนี้มีแค่เด็กทารกเท่านั้นที่กินกัน ส่วนเขาโตแล้วไม่จำเป็ต้องกินมันอีก
“ไม่แพงหรอก เคยบอกเอาไว้แล้วนี่ว่าต่อไปจะทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้น” หวังเหยินหยวนยืนยัน ถึงอย่างไรลูกชายก็ต้องได้กินนมเพื่อบำรุงร่างกาย ร่างกายเขาจะต้องได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ หลังจากที่ขาดสารอาหารมาั้แ่เด็ก
“ขอบคุณมากครับแม่” สายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจมองมายังแม่ของตนเอง เขาเคยคิดมาตลอดว่าพ่อแม่คงไม่เต็มใจให้ตนเองเกิดมา ั้แ่จำความได้จึงไม่เคยทำตัวให้ผู้เป็แม่ลำบากใจ บอกให้นั่งเขาก็นั่ง บอกให้รอเขาก็รอ ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะขัดคำสั่ง เพียงเพราะอยากได้รับความรักจากผู้เป็แม่
หวังเหยินหยวนปลีกตัวไปทำมื้อเที่ยงให้ลูกชาย รวมไปถึงตัวเธอด้วยเช่นกัน โจ๊กเมื่อเช้ายังเหลืออยู่ แต่ที่พิเศษเพิ่มมาคือเธอใส่หมูลงไปด้วย นอกจากนั้นยังทำสามชั้นผัดเปรี้ยวหวาน หากเป็เมื่อก่อนเธอคงไม่มีทางที่จะสนใจหมูสามชั้นพวกนี้ แต่ในตอนนี้พวกมันเป็สิ่งล้ำค่าที่จะฟื้นฟูสภาพร่ายกายลูกชายของเธอ ให้สดใสแข็งแรงเหมือนเด็กวัย 5 ขวบทั่วๆไปได้เร็วที่สุด
กลิ่นหอมของเนื้อฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณรอบๆรั้วบ้าน เด็กระแวกนั้นต่างสูดดมตามกลิ่นหอมนั้นมา พบว่ากลิ่นเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่ออยู่ที่บ้านยัยหมูอ้วนของหมู่บ้าน แปลกใจไม่น้อยที่เห็นเด็กชายหน้าตาดี ใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสอยู่ในบ้านหลังนั้นด้วย แล้วหวังซื่อปินหายไปไหน? สีของเสื้อผ้าช่างเหมาะกับบรรยากาศ่ฤดูใบไม้ผลิเสียเหลือเกิน แต่เมื่อเดินเข้ามาใกล้เด็กผู้ชายคนนั้นก็คือหวังซื่อปินนั่นเอง
“ซื่อปิน นั่นนายหรือ?” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้น หากว่าว่าไปแล้วเด็กคนนั้นผอมแห้งแรงน้อยยิ่งกว่าหวังซื่อปินเสียด้วยซ้ำ
“อื้อ ฉันเอง” คนถูกถามรีบเดินไปหาเพื่อนชาย
“ทำไมนายถึงมีเสื้อผ้าสวยๆใส่ หรือว่าพ่อของนายมาแล้ว?”
“จะเป็ไปได้อย่างไรกัน พ่อแม่ฉันเคยบอกว่าพ่อของซื่อปินหนีไปั้แ่ยังอยู่ในท้องเสียด้วยซ้ำ”
“ใช่ๆ ไอ้ลูกไม่มีพ่อๆ” เสียงล้อเลียนมากมายตามมา
“หุบปากเดี๋ยวนี้นะไอ้พวกลูกหมา” เสียงะโมาจากในบ้าน เด็กๆ 4-5 คนต่างวิ่งหนีหางจุกตูด เมื่อได้ยินเสียงของยัยหมูป่าประจำหมู่บ้าน