ตอนที่ 50 กลับไปกันหมดแล้ว
ที่คฤหาสน์ดอกท้อ ศาลาชมน้ำตกปรากฏท่ามกลางสายหมอกและสายฝนอย่างเลือนราง
จงหลีรั่วสุ่ยนั่งอยู่ในศาลา นางกำลังชงชาด้วยสีหน้ามีความสุข
ผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามนางคือเฉิงเจ๋อ คุณชายใหญ่แห่งจวนเฉิงกั๋วกง
เฉิงเจ๋อยังคงมีใบหน้าปูดโปนฟกช้ำ
“อีกเดี๋ยวข้าก็จะกลับยวี่จิงแล้ว”
“อืม”
คำว่า ‘อืม’ ของนางทำให้เฉิงเจ๋อรู้สึกปวดใจเล็กน้อย เขาเอาสองมือวางลงบนเข่า นั่งตัวตรง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยออกมา “ต่อไปนี้……ข้าจะเรียกเจ้าว่าน้องหญิงสาม ดีหรือไม่ ? ”
“ดีสิ ! ” จงหลีรั่วสุ่ยเงยหน้าขึ้น นางส่งยิ้มให้เฉิงเจ๋อพลางยื่นถ้วยชาให้เขา “งั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าพี่รองดีไหม ? ”
“……อืม”
“พี่รอง ท่านคิดว่าหลี่เฉินอันเป็นเยี่ยงไรบ้าง ? ”
“ความหมายของข้าก็คือ” จงหลีรั่วสุ่ยตาเป็นประกาย แววตาของนางเปล่งประกายจนทำให้หัวใจของเฉิงเจ๋อแหลกสลายไปหมดแล้ว
“ข้าตั้งใจว่าหลังผ่านไปสัก 2-3 วัน ข้าจะไปเชิญเขามาเยี่ยมชมที่จวน เพราะดูเหมือนว่าดอกท้อในจวนใกล้จะบานเต็มที่แล้ว และข้าก็หวังว่าเขาจะได้มาเยี่ยมชมมัน ไม่เช่นนั้นคงต้องรอให้ถึงปีหน้า……”
“พี่รองอย่าได้เห็นว่าข้าน่าขันเลย” จงหลีรั่วสุ่ยก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย นางหยิบถ้วยชาขึ้นมา ควันชาได้ลอยอบอวลใบหน้าของนางและช่วยปกปิดความเขินอายของนางไปชั่วขณะ
“ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด ตอนนี้...ตอนนี้ในหัวของข้ามีแต่ภาพของเขา นี่อาจเป็นเพราะว่าข้าชอบเขาเข้าแล้วจริง ๆ จึงคิดอยากแบ่งปันความรักที่ข้ามีทั้งหมดให้เขา”
“เมื่อคืนข้านอนคุยกับองค์หญิงสี่จนรุ่งสาง เป็นเหตุให้วันนี้ตื่นสาย”
“องค์หญิงหนิงฉู่ฉู่ยังพยายามพูดโน้มน้าวข้า แต่ข้าคิดว่าเดิมทีหัวใจของข้าก็มีแต่เขาอยู่แล้ว ดังนั้นข้าจะไม่มีวันยอมแพ้ต่อเรื่องนี้เด็ดขาด”
“อันที่จริง ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะเป็นเหมือนชางเฉิงเซี่ยงอีกคนได้ และข้าก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนเหมือนท่านปู่ของข้าด้วย”
“ข้าคิดเช่นนี้ ให้เขาได้เป็นเศรษฐีในเมืองกวงหลิงไปตลอดชีวิต เพื่อที่เขาจะได้ชมดอกท้อที่นี่ทุกปี ประพันธ์บทกวีและนั่งเพลิดเพลินกับการจิบชาเป็นครั้งคราว แม้ว่าในแต่ละวันจะดูน่าเบื่อเล็กน้อย แต่ท่านย่าของข้า เคยกล่าวไว้ว่า ความงามของลำห้วยอยู่ที่สายน้ำที่ไหลยาว ความงามของทะเลอยู่ที่คลื่นอันตระการตา”
“คลื่นสูงตระหง่านมีอันตรายมากมาย แต่สายน้ำที่ไหลยาวออกไปมีความสงบ”
“แม้ว่าข้าจะซุกซนไปบ้าง แต่หากให้พูดถึงเรื่องการใช้ชีวิต……ข้าก็ยังคงชอบชีวิตที่เงียบสงบมากกว่า”
“แม้ว่าเขาจะมีความสามารถและพรสวรรค์สูงมาก แต่เขาไม่มีความทะเยอทะยาน สิ่งนี้อาจเป็นที่น่าโมโหแก่คนอื่นที่มองว่าเขาไม่รู้จักทะเยอทะยานให้มากกว่านี้ แต่ข้ามองว่าเขาเหมาะสมกับข้าที่สุดแล้ว”
จงหลีรั่วสุ่ยจิบชา มือหยกวางถ้วยชาลงแล้วมองเฉิงเจ๋อด้วยรอยยิ้มหวาน
“ในใจของพี่รองมีใต้หล้า ภายหน้าพี่รองคงต่อสู้กับศัตรูอยู่ในสนามรบเพื่อแคว้นของเรา”
“ถึงแม้ว่าท่านปู่และท่านย่าของข้าจะชำนาญในการรบ แต่ข้าไม่เข้าใจและไม่ชอบมัน ฉะนั้นข้าคงทำได้เพียงขอให้พี่รองได้รับชัยชนะในการศึก และ……กลับมาอย่างปลอดภัย”
“ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่รองจะกลับมาเมืองกวงหลิงอีกครั้งโดยสวัสดิภาพ และข้ากับเขาจะคอยต้อนรับดูแลท่านที่ร้านสุราใต้ร่มไทร ! ”
เฉิงเจ๋อพยายามฝืนยิ้มจนบาดแผลบนใบหน้าปริเล็กน้อย แม้จะเจ็บอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้สังเกตเห็นมันเลย
“ขอบคุณน้องหญิงสาม”
“พี่รองขออวยพรให้เจ้ามีแต่ความสุข”
“แต่ถ้าหากเจ้าบุรุษหนุ่มผู้นั้นรังแกเจ้า……เจ้าจะต้องบอกพี่รอง แล้วพี่รองจะไปจัดการให้เจ้าเอง ! ”
“ขอบคุณพี่รอง”
เฉิงเจ๋อยกถ้วยชาขึ้นมา จงหลีรั่วสุ่ยก็ยกถ้วยชาขึ้นมาด้วยเช่นกัน
จากนั้น ทั้งสองก็ดื่มให้กันและกัน
เฉิงเจ๋อวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืน “หากมีเวลาก็พาเขามาเที่ยวชมที่เมืองยวี่จิงบ้าง”
จงหลีรั่วสุ่ยเองก็ลุกขึ้นเช่นกัน “อืม ท่านย่าจะต้องอยากพบเขาอย่างแน่นอน”
“ข้าขอตัวลาก่อน ! ”
“น้องหญิงสามจะไปส่งพี่รองเอง ! ”
……
……
เฉิงเจ๋อไปแล้ว
ฉีจือเสวี่ยเองก็กลับไปแล้ว
วันนี้องค์หญิงสี่หนิงฉู่ฉู่ก็ไปตั้งแต่เช้าตรู่เช่นกัน
และเหตุการณ์ใช้งานชุมนุมวรรณกรรมมาคัดเลือกว่าที่สามีของคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีเมื่อวันที่ 3 เดือน 3 บัดนี้ได้จางหายไปจากสายตาผู้คนแล้ว
ทุกคนคิดว่างานชุมนุมวรรณกรรมจบลงโดยไม่มีปัญหาใด ทั้งยังคิดว่าคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีล้มเหลวในการเลือกสามีที่นางต้องการ
นอกจากซูมู่ซินและจงหลีชิวหยาง ไม่มีผู้ใดคิดว่าหลี่เฉินอันที่อยู่ทางตะวันออกสุดของตรอกเอ้อร์จิ่งโกวจะเดินเข้าไปอยู่ในใจของคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีเรียบร้อยแล้ว
และสุราอีกถ้วยที่จงหลีชิวหยางนำออกมาจากร้านสุราใต้ร่มไทรเมื่อวานนี้
สุราถ้วยนั้นได้ถูกจงหลีซู่ บิดาของจงหลีรั่วสุ่ยดื่มไปหมดแล้ว
ถ้วยสุรานั้นยังคงอยู่บนโต๊ะของจงหลีซู่ เมื่อคืนจงหลีซู่นั่งมองถ้วยสุรานั้นอยู่นานสองนาน
จากนั้น เขาได้เขียนจดหมายถึงมารดาของเขา—ฝานเถาฮวา
แล้วนั่งพูดคุยกับเฉิงกั๋วกงตลอดทั้งคืนถึงเรื่องบางเรื่อง
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่จวนเฉิงกั๋วกงมาขอหมั้นหมายจงหลีรั่วสุ่ย
ที่เฉิงกั๋วกงเดินทางมายังจวนจงหลีในเมืองกวงหลิงด้วยตนเองนั้นไม่ใช่เพื่อมาขอหมั้นหมายบุตรีของจงหลีซู่เท่านั้น แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือเรื่องอื่นที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง
เพียงแต่เรื่องเหล่านี้เป็นความลับระดับสูง น้อยคนนักที่จะรู้เรื่องราวเหล่านี้
สำหรับผู้คนทั่วไปในใต้หล้า เรื่องในรั้วในวังย่อมอยู่ไกลตัวพวกเขา
แต่ชีวิตอยู่ตรงหน้า
สำหรับจงหลีรั่วสุ่ย ไม่ว่าใต้หล้าจะกว้างใหญ่เพียงใด ก็ยังเทียบไม่ได้กับการที่นางได้มาเที่ยวเล่นที่ร้านสุราแห่งนั้น
ตอนที่นางนั่งรถม้าออกมาจากคฤหาสน์ดอกท้อก็เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว
ฝนยังคงตกโปรยปรายลงมา แต่ก็ไม่อาจส่งผลต่ออารมณ์ของนางได้เลย
นางเปิดม่านรถม้าแล้วมองดูดอกไม้และต้นไม้ที่กำลังค่อย ๆ หลับใหลไปพร้อมกับแสงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า ทว่าในใจของนางกลับรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นยังคงสดใส
เมื่อวานเขาเพิ่งมาส่งนางกลับจวน วันนี้นางก็มาหาเขาแล้ว แบบนี้จะดูเป็นสตรีมุทะลุเกินไปหรือเปล่านะ ?
เดิมทีนางตั้งใจว่าจะไปร้านสุราของเขาในอีกสองวันให้หลัง แต่สุดท้ายนางก็ไม่อาจระงับความปรารถนาของตนเองได้
เวลานี้เป็นช่วงที่กิจการของร้านสุราคึกคักที่สุด ไม่รู้ว่าหลี่เฉียวซีอยู่ที่ร้านสุราหรือไม่ แต่ต่อให้อยู่ก็คงไม่มีเวลามาคุยเป็นเพื่อนกัน
แล้วเขาล่ะ ?
เขาจะทำอะไรอยู่ในเวลานี้ ?
ยามนี้ หลี่เฉินอันที่จงหลีรั่วสุ่ยเฝ้าคนึงหากำลังนั่งพูดคุยกับซูมู่ซินอยู่ที่สวนหลังร้าน
“สุราของวันนี้ใกล้จะขายหมดแล้ว เก็บร้านแล้วไปหอหนิงเซียงกับข้า”
“เพิ่งทำเงินได้กี่ตำลึงกันเชียว ? ทำไมเจ้าถึงเกิดความคิดอยากเข้าหอนางโลมแล้วล่ะ ? ”
ซูมู่ซินคิดว่าหลี่เฉินอันเป็นคนเอ้อระเหยไปหน่อย
วันนี้เขาเข้ามาเป็นหลงจู๊ของร้านสุราอย่างเป็นทางการ เขาตกใจกับกิจการของร้านสุรามาก ทั้งยังตกใจกับผลกำไรรายวันของร้านอีกด้วย
ในฐานะคนที่ต้องอยู่อย่างอัตคัดมาโดยตลอดเช่นเขา เขาคิดว่าควรเก็บสะสมผลกำไรเหล่านี้เอาไว้ เพราะร้านสุรามีขนาดเล็กเกินไป และเป็นเพราะผลผลิตของร้านสุรามีน้อยเกินไป
คำแนะนำที่เขาให้หลี่เฉินอันคือการซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อทำโรงกลั่นสุรา !
“สถานที่แห่งนั้นเป็นเพียงถ้ำดักทอง ! แม้ว่าแม่นางที่นั่นจะรูปโฉมงดงาม แต่ล้วนต้องแลกมาด้วยเงิน ! ”
“ต่อให้ใช้จ่ายเงินไปสิบตำลึง แต่เจ้าก็ยังไม่อาจได้สัมผัสแม้มือของพวกนาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นแขกคนสำคัญเลย ! ”
“ข้าเองก็ชอบไปหอนางโลมเหมือนกัน แต่ทุกครั้งที่ข้าไปหอนางโลมของเมืองยวี่จิง ข้าไม่ต้องเสียเงินสักอีกแปะเดียว ! ”
หลี่เฉินอันตกใจ “ทำไมล่ะ ? เพราะเจ้าหน้าตาดีหรือ ? ”
ซูมู่ซินถลึงตาใส่หลี่เฉินอัน “ข้าพอมีชื่อเสียงอยู่บ้างในเมืองหลวง แม่นางในหอนางโลมพวกนั้นอยากใช้บทกวีของข้ามาเพิ่มชื่อให้กับพวกนาง ดังนั้นข้าถึงได้ไปหอนางโลม แถมพวกนางยังจ่ายเงินให้ข้าด้วย ! ”
“……แบบนี้ก็ได้หรือ ? ”
“มิเช่นนั้นเล่า ? เจ้าคิดว่าชื่อเสียงสี่ยอดบัณฑิตของเมืองหลวงได้มาเพราะโชคช่วยหรือไร ? ”
“แต่บทกวีของข้าไพเราะกว่าของเจ้าอีกนะ ! ”
ซูมู่ซินได้ยินเช่นนั้นก็เถียงไม่ออกทันที “แต่เจ้ายังไม่มีชื่อเสียงในแวดวงวรรณกรรมของแคว้นหนิง ! ”
“เจ้าเข้าใจประโยชน์ของชื่อเสียงหรือไม่ ? มันก็เหมือนกับเอกลักษณ์ของสุราฮั่วผิงชุน เหมือนดั่งอันดับหนึ่งของหอนางโลม ! ”
“อาจารย์บอกว่าเมื่อกลับไปที่เมืองหลวงแล้ว เขาจะเชิญเจ็ดนักปราชญ์แห่งแคว้นมาช่วยกันวิจารณ์บทกวีของเจ้า รอให้บทกวีของเจ้าถูกบันทึกลงในตำราร้อยบทกวีแห่งแคว้นหนิงอย่างแท้จริง ข้าเชื่อว่าแม่นางเหล่านั้นในหอนางโลมจะต้องนำเงินทองมากมายมามอบให้เจ้า หรืออาจมอบให้แม้กระทั่งร่างกายของพวกนางก็ได้”
“และวันหน้าเจ้าอาจจะได้รับสิ่งเหล่านี้จนรู้สึกเบื่อหน่าย ! ”
“ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่อาจจะเกิดในอีกครึ่งปีหลัง เจ้าจะรีบร้อนไปไย ? ”
แต่หลี่เฉินอันรีบร้อนจริง ๆ เพราะผู้อาวุโสให้เวลาเขามาแค่สิบวัน และวันแรกก็ผ่านไปในชั่วพริบตาแล้ว
“เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว พาข้าออกไปเปิดหูเปิดตาโลกภายนอกหน่อย”