การที่กลายเป็คนมียศถาบรรดาศักดิ์ การเจริญเติบโตเป็อย่างมากในหน้าที่การงานของสังข์ทองดูเหมือนจะมีบุคคลบางกลุ่มจะไม่ค่อยพอใจกับเื่นี้เท่าไร่นัก
ในขณะที่ดวงอาทิตย์ส่องแสงรำไรทั่วทั้งน่านฟ้าใกล้จะมืดสนิทลง สังข์ทองอุ้มเอาวารุตลูกชายตัวน้อยของเขาเดินมุ่งหน้าออกไปพร้อมกับนางรจนา พวกเขากำลังเดินออกจากพระราชวัง เพื่อกลับบ้าน
สังข์ทองบังเอิญมองเห็นคณะท่านเสนาอำมาตย์สามสี่คนที่ยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ฝั่งตรงข้าม กลุ่มคนเหล่าส่งสายตาจงเกลียดจงชังจ้องเขม็งมองมาที่เขา มันช่างทำให้เขารู้สึกเหนื่อยหน่ายใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้รับสายตาพิฆาตนี่ ไม่สิ มันแทบทุกครั้งเลยต่างหาก ที่ผู้คนเหล่านี้ได้แสดงออกเมื่อตอนเผชิญหน้ากับเขา แต่สังข์ทองเขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีและพานางรจนากับวารุตเดินลับสายตาจากผู้คนกลุ่มนั้นไป
ทว่าสายตาเคร่งเครียดเ่าั้ยังคงไล่ตาม
“ไอ้หมอนี่ ดูท่ามันจะใหญ่โตขึ้นทุกวัน เมื่อไหร่แผนการของท่านจะเสร็จสักที”
หนึ่งในสี่คนนั้นเอ่ยหลังจากที่สังข์ทองและนางรจนาเดินลับสายตาไปแล้ว
“อีกไม่นานมันจะต้องกลับไปในที่ที่มันจากมา อีกาตัวดำหลงอยู่ฝูงหงส์ได้อีกไม่นานนักหรอก”
และแล้ววันนั้นก็มาถึงจนได้ ใน่เช้ามืดของวันหนึ่ง ่เวลานี้ แม้แต่ไก่ก็ยังไม่ทันได้ตื่นขึ้นมา น่าจะเหลือเวลาอีกสักพักใหญ่กว่าที่แสงอาทิตย์จะโผล่ขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้า จู่ ๆ ก็มีเหล่าทหารร่วมๆ สามสิบนาย บุกเข้าจู่โจมทำการปิดล้อมบ้านหลังหนึ่งเอาไว้
แม้ท้องฟ้าจะมืดมิดแต่เหล่าทหารก็อาศัยแสงไฟจากตะเกี่ยงที่ห้อยโตงเตงอยู่ตามเสาบ้านและแสงไฟจากคบเพลิงที่พวกเขาถืออยู่ในมือ ทหารกลุ่มนี้ถือวิสาสะบีบขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้านหลังนั้น ดูเหมือนเ้าของบ้านจะยังไม่ทันจะรู้ตัว ทหารนายหนึ่งเอามือกระแทกประตูเสียงดังสนั่น
ตึง! ตึง! ตึง! ตึง! ทำให้คนที่อยู่ในบ้านหลังนั้นไม่วายสะดุดตื่น เฮือก!
สังข์ทองที่กระโจนขึ้นมาจากที่นอนอย่างตกอกใ นางรจนาก็ผวาดีดตัวตื่นขึ้นมาเฉกเช่นเดียวกัน เสียงกระแทกประตูอย่างรุนแรงทำให้ทุกคนตื่น ไม่เว้นแม้แต่ลูกชายสามขวบของพวกเขาต่างก็รู้สึกตัวสะลึมสะลืออย่างไม่รู้ความ
สังข์ทองตัดสินใจจะเดินไปเปิดประตู ทั้งที่เขาไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นอยู่ทางด้านนอก ระหว่างที่เขากำลังแง้มประตูเปิดออก สังข์ทองก็ถูกทหารนับสิบเข้าควบคุมตัวในทันที
มันกะทันหันมาก อยากจะเอ่ยถามแต่เขาก็พูดอะไรไม่ออก จึงมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมานะเดี๋ยวนั้นเลยว่า
“ท่านอำมาตย์สังข์ทองท่านถูกจับ ในข้อหายักยอกทรัพย์สินของแผ่นดิน”
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เป็ผู้นำของเหล่าทหารชุดนี้เอ่ยขึ้น
“เราจะต้องควบคุมตัวท่าน ไปสืบสวนต่อในพระราชวัง”
สายตาอันเ้าเลห์แผงด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัยมันได้จี้มองมาทางเขา สังข์ทองสังเกตเห็นมัน เป็สายตาของคนที่เขาพึ่งจะได้เจอเมื่อไม่นานมานี้ หนึ่งในสี่เสนาอำมาตย์ที่จับกลุ่มคุยกันในวันนั้น เขายืนอยู่ด้านหลังของนายทหารที่สั่งการ สายตากับรอยยิ้มที่เขาส่งมา ทำให้สังข์ทองแทบจะคาดเดาเื่ราวได้ทั้งหมด
‘มันคงจะหมดเวลาของข้าแล้วสินะ’
พอถึงรุ่งเช้าฟ้าสว่าง ทหารนับสิบนายบุกเข้าค้นบ้านหลังใหญ่โตของสังข์ทอง พวกเขาระดมพลระดมแรงช่วยกันใช้จอบใช้เสียมขุดตรวจสอบบริเวณใต้ถุนบ้าน ซึ่งก็เจอเข้ากับสิ่งของมีค่าจำพวกแก้ว แหวน เงิน ทองและอัญมณีสวยงามมากมาย บรรจุอยู่ในหีบไม้ นับได้ร่วมๆ มีมากกว่าสิบใบ สิ่งเหล่านี่มันเป็เสมือนหลักฐานชั้นเลิศ ที่จะทำให้ผู้กระทำผิดไม่สามารถหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาได้
ก่อนจะถึงเวลาพิจารณาคดี สังข์ทองถูกโซ่ล่ามตรวนทั้งขาทั้งแขนถูกจับขังอยู่ในคุกใต้ดิน กษัตริย์วรทัศน์ปรากฏกายขึ้นอยู่หน้าห้องขังของเขา พระองค์เสด็จมาที่นี่ตามลำพัง สังข์ทองนั่งก้มหน้าก้มตานิ่งเงียบ เขาไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ ว่ากษัตริย์ทัศน์เสด็จมายืนอยู่ที่หน้าประตู
“ข้าไม่คิดว่าเ้าจะทำเื่แบบนี้หรอกนะสังข์ทอง พูดออกมาสิว่าเ้าไม่ได้ทำ ข้าจะหาทางช่วยเ้าเอง”
กษัตริย์วรทัศน์คร่ำครวญ ที่พระองค์ทรงตรัสออกมาแบบนี้ เพราะว่าก่อนหน้านี้การสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงนั้น สังข์ทองเขาไม่พูดอะไรออกมาเลย ไม่ปริปาก ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ เขานั่งนิ่งเงียบระหว่างที่ถูกกำลังสอบปากคำ แต่หากว่าด้วยเื่ของหลักฐานแล้ว ทุกอย่างมันจึงชี้เป้ามาที่เขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อถึงเวลาขึ้นว่าความ สังข์ทองจึงถูกตัดสินให้มีความผิดจริง ในข้อหากระทำการทุจริต ยักยอกทรัพย์สินของแผ่นดิน เขาจะถูกลงโทษโดยการเนรเทศออกจากแคว้นเกษพลตลอดชีวิตพร้อมครอบครัว
การตัดสินสิ้นสุดลงใน่บ่ายและดูเหมือนว่ามันจะมีผลทันทีในเดี๋ยวนั้น เมื่อทหารควบคุมตัวพวกเขาเดินออกจากพระราชวัง สังข์ทองเดินแบกห่อผ้าสองใบ ขึ้นทาบบนบ่าไหล่ทั้งสองข้าง นางรจนาอุ้มวารุตลูกชายตัวน้อย เดินตามหลังกลุ่มทหารไปติดๆ
บนชั้นอาคารสูงสุดของพระราชวังตรงบริเวณระเบียง มีบุคคลอยู่สองพระองค์ยืนมองดูอยู่จากระยะใกล้ กษัตริย์วรทัศน์และเ้าชายสหทัศน์
“เสด็จพ่อ อำมาตย์สังข์ทองทำผิดจริงๆ หรือขอรับ”
เ้าชายสหทัศน์ตรัสถามบิดา
“พ่อก็ไม่รู้สิ อำมาตย์สังข์ทองเขาเลือกที่จะไม่พูดอะไร”
กษัตริย์วรทัศน์เอ่ยตอบลูกชาย
“ฟังนะสหทัศน์ คนที่เป็พระมหากษัตริย์เ้าจะต้องสังเกตเห็นเ้าหนอนแมลงที่มันจ้องจะทำลายผลผลิตชั้นเลิศของพวกเรา ครั้งนี้พ่อพลาด พ่อหามันไม่เจอ เมื่อถึงคราของเ้า เ้าต้องหามันให้เจอแล้วกำจัดมันทิ้งไปซะ”
โชคชะตาของสังข์ทองและครอบครัวมาถึงจุดพลิกผันอีกครั้ง บุคคลที่ไต่เต้าจนได้เป็ถึงเสนาอำมาตย์ กลับกลายเป็นักโทษในคดียักยอกทรัพย์ จนถูกเนรเทศให้ออกจากบ้านเกิดเมืองนอน ถึงแม้จะเป็อย่างนั้นสังข์ทองและรจนาก็ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา บุกป่าฝ่าดง เสาะหาแผ่นดิน เพื่อที่จะลงหลังปักฐานสร้างถิ่นที่อยู่ใหม่และทำการเลี้ยงดูลูกชายตัวน้อยของพวกเขา