ั้แ่เกิดเื่ 'ทวงความรับผิดชอบ' เมื่อเช้า รูมเมตตัวแสบของผมก็เอาแต่ทำตัวลีบ หลบหน้าหลบตา และพยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับโซฟาหนังสีดำในห้องนั่งเล่นให้ได้มากที่สุด เขาเอาแต่นั่งกอดหมอนอิงใบโต ซุกหน้าจนแทบจะจมหายลงไป และสะดุ้งทุกครั้งที่ผมเดินผ่านหรือปรายตามอง
ท่าทางกระวนกระวาย แก้มใสๆ ที่ซับสีระเรื่ออยู่ตลอดเวลา และดวงตากลมโตที่คอยลอบมองผมอย่างระแวดระวังนั่น... มันโคตรน่ารัก น่ารักจนผมอยากจะพุ่งเข้าไปฟัดให้จมเขี้ยว แต่ก็ต้องพยายามข่มใจเอาไว้ เพราะถ้าผมรุกหนักไปกว่านี้ ลูกแมวขี้ตื่นตัวนี้อาจจะเตลิดหนีไปซะก่อน
แต่จะปล่อยให้บรรยากาศอึดอัดแบบนี้ครอบงำเพนต์เฮาส์ไปตลอดทั้งวันก็คงไม่ใช่เื่ดีเท่าไหร่ ผมจึงตัดสินใจหาข้ออ้างพาเขาออกไปสูดอากาศข้างนอก เพื่อละลายพฤติกรรมและทำลายกำแพงความเขินอายที่เขาสร้างขึ้นมา
"ไปเปลี่ยนชุดซะ"
ผมเอ่ยขึ้นลอยๆ ขณะยืนพิงกรอบประตูห้องนั่งเล่น
ต้นหนาวสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมาจากหมอนอิงด้วยความใ
"ปะ... ไปไหนครับ ผมไม่อยากออกไปไหน ผมจะอ่านหนังสือ"
เขาอ้างเื่เรียน ทั้งที่หน้าหนังสือนิยายที่กางทิ้งไว้บนโต๊ะไม่ได้ถูกพลิกไปหน้าต่อไปมาเกือบชั่วโมงแล้ว
"ของสดในตู้เย็นหมดแล้ว พี่จะออกไปซื้อของเข้าห้อง"
ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"และนายก็ต้องไปช่วยพี่ถือของ ในฐานะผู้อาศัย"
"โห่พี่! พี่รวยขนาดนี้สั่งเดลิเวอรี่เอาสิครับ หรือไม่ก็ให้แม่บ้านไปซื้อให้ก็ได้นี่นา"
เขาบ่นกระปอดกระแปด พยายามหาข้ออ้างที่จะไม่ต้องออกไปเผชิญหน้ากับผมสองต่อสองข้างนอก
"พี่ชอบเลือกของสดด้วยตัวเอง มากกว่าให้คนอื่นเลือกให้"
ผมตอบกลับอย่างมีเหตุผล
"ให้เวลาห้านาที ถ้ายังไม่แต่งตัว พี่จะเข้าไปเปลี่ยนชุดให้ในห้องนอน... ด้วยตัวเอง"
คำขู่ของผมได้ผลชะงัด! ต้นหนาวเบิกตากว้าง สปริงตัวลุกจากโซฟาอย่างรวดเร็ว โยนหมอนอิงทิ้งอย่างไม่ไยดี แล้ววิ่งหน้าตั้งกลับเข้าห้องนอนไปจัดการตัวเองทันที
ผมมองตามแผ่นหลังบางที่หายลับเข้าไปหลังบานประตู แล้วเผลอหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่...
เด็กดื้อเอ๊ย แค่ขู่นิดขู่หน่อยก็กลัวลนลานขนาดนี้แล้ว แล้วถ้าโดนจับกินจริงๆ จะขนาดไหนกันนะ
เราขับรถปอร์เช่มาถึงห้างสรรพสินค้าหรูระดับไฮเอนด์ใจกลางเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดนัก ต้นหนาวยังคงทำหน้ามุ่ย บ่นอุบอิบตลอดทางั้แ่ลานจอดรถจนถึงหน้าทางเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต
ผมเดินไปดึงรถเข็นคันใหญ่มาเข็นไว้ในมือ ปล่อยให้คนตัวเล็กเดินนำหน้าไปโซนของสดด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ
แต่ทันทีที่สายตาของเขาปะทะเข้ากับตู้แช่เนื้อสัตว์พรีเมียม อาการหงุดหงิดและประหม่าของเขาก็มลายหายไปในพริบตา ดวงตากลมโตเป็ประกายวิบวับราวกับเด็กเห็นของเล่นชิ้นใหม่
"พี่คิริน! ดูนี่สิครับ เนื้อวากิวลายหินอ่อนโคตรสวยเลย ชิ้นเบ้อเริ่มเลยอ่ะ"
ต้นหนาวเกาะกระจกตู้แช่ ชี้ชวนให้ผมดูแพ็กเนื้อวากิวระดับ A5 ด้วยความตื่นเต้น
"อยากกินหรือไง"
ผมเข็นรถไปหยุดยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเขา มองข้ามไหล่บางไปที่ตู้แช่
"อยากกินสิครับ แต่ราคาแม่งโคตรโหดเลย ชิ้นแค่นี้ตั้งหลายพัน"
เขาถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย ทำท่าจะผละเดินหนี
ผมไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เอื้อมมือข้ามไหล่เขาไปหยิบแพ็กเนื้อวากิวชิ้นที่สวยที่สุดและแพงที่สุดสองแพ็ก โยนใส่รถเข็นอย่างหน้าตาเฉย
ต้นหนาวตาโตเท่าไข่ห่าน หันขวับมามองผมด้วยความใ
"พะ... พี่หยิบมาทำไมตั้งสองแพ็ก มันแพงนะเว้ย!"
"ก็หนูบอกว่าอยากกิน พี่ก็จะเอาไปทำสเต๊กให้กินคืนนี้ไง"
ผมตอบเสียงเรียบ เลิกคิ้วมองเขาด้วยสายตาท้าทาย
สรรพนามคำว่า 'หนู' ที่ผมจงใจเน้นเสียง ทำเอาต้นหนาวหน้าแดงเถือกขึ้นมาอีกรอบ เขารีบก้มหน้างุด หลบสายตาผมอย่างรวดเร็ว
"ใครอยากกินกัน... ผมแค่บอกว่ามันสวยเฉยๆ หรอกน่า"
เขาบ่นอุบอิบ แต่ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้ผมซื้อเนื้อสองแพ็กนั้น
เราเดินเลือกของสดกันต่อไปตามโซนต่างๆ บรรยากาศระหว่างเราเริ่มผ่อนคลายลง ต้นหนาวเริ่มลืมตัวและเป็ธรรมชาติมากขึ้น เขาคอยชี้ชวนให้ผมดูนู่นดูนี่ หยิบผักสด ผลไม้ และวัตถุดิบต่างๆ มาถามผมว่าจะทำเมนูอะไรดี
ผมปล่อยให้เขาเป็คนเลือกของที่อยากกิน ส่วนผมก็มีหน้าที่เข็นรถและคอยตอบคำถาม เวลาที่เขาเอี้ยวตัวกลับมาถามหรือยื่นของมาให้ดู บางครั้งไหล่ของเราก็เบียดชนกัน มือของเราเผลอแตะกันโดยบังเอิญ ััเล็กๆ น้อยๆ พวกนั้นทำให้ผมรู้สึกอุ่นวาบในใจอย่างประหลาด
"นี่มัน... บรรยากาศแบบคู่แต่งงานใหม่มาช้อปปิ้งเข้าบ้านชัดๆ"
ผมคิดในใจและแอบยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดี
ต้นหนาวเดินนำไปหยุดอยู่ที่ชั้นวางขนมขบเคี้ยว หยิบมันฝรั่งทอดกรอบถุงั์ ช็อกโกแลต และเยลลี่สีสันสดใสมากอดไว้แนบอกหลายถุง ก่อนจะหันมามองผมด้วยสายตาออดอ้อนเหมือนลูกหมาขอขนม
"พี่คิริน... ผมขอซื้อพวกนี้ด้วยได้ไหม"
เขาถามเสียงอ่อนเสียงหวานกะพริบตาปริบๆ
ผมขมวดคิ้ว ทำท่าดุ
"ขนมพวกนี้ไม่มีประโยชน์ มีแต่โซเดียมกับน้ำตาล กินแล้วก็อ้วน แถมนอนดึกๆ จะปวดท้องเอาได้ เอาไปเก็บซะ"
"โห่พี่! นิดเดียวเองนะ น้าาา ผมจะกินตอนอ่านหนังสือสอบไง พี่ให้ผมซื้อนะ นะครับๆ"
เขาเดินเข้ามาใกล้ เขย่าแขนเสื้อผมเบาๆ เป็เชิงอ้อน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำแบบนี้มันทำลายล้างความอดทนของผมได้รุนแรงแค่ไหน
ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย! รู้วิธีอ้อนให้ใจอ่อนซะด้วย!
ใจจริงผมอยากจะเหมาขนมทั้งเชลฟ์ให้เขาเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องคีพลุครุ่นพี่จอมโหดเอาไว้ก่อน ผมถอนหายใจยาวๆ ทำหน้าดุใส่เขาอีกรอบ
"พี่ให้โควตาแค่สามถุง เลือกเอา"
"เย้! ขอบคุณครับพี่คิรินใจดีที่สุดในโลกเลย"
เขาะโโลดเต้นด้วยความดีใจ รีบเลือกขนมที่อยากกินที่สุดสามถุงเข้ามากอดไว้แน่น รอยยิ้มกว้างขวางจนตาหยีเป็สระอิปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวาน
จังหวะนั้นเอง ความน่ารักที่พุ่งทะลุปรอทของเขาก็ทำให้ผมต้องล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบสมาร์ตโฟนเครื่องหรูขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผมทำทีเป็เหมือนเช็กข้อความ แต่แท้จริงแล้ว ผมเปิดโหมดกล้องถ่ายรูปและกดชัตเตอร์รัวๆ แอบถ่ายรูปต้นหนาวที่กำลังยืนกอดถุงขนมด้วยรอยยิ้มที่สดใสที่สุดเอาไว้
ภาพที่ออกมาโคตรจะเพอร์เฟกต์ ผมไม่รอช้า จัดการตั้งภาพนั้นเป็ภาพหน้าจอวอลเปเปอร์มือถือของตัวเองทันที ความรู้สึกหวงแหนพุ่งพล่านในอก รอยยิ้มแบบนี้ ความน่ารักแบบนี้... ต้องเป็ของผมคนเดียวเท่านั้น ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ได้เห็น
"อุ๊ยตาย! แฟนกันน่ารักจังเลยนะคะ ช่วยกันเลือกของเข้าบ้านด้วย"
เสียงทักทายจากคุณป้าพนักงานจัดเรียงสินค้าที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ใกล้ๆ ทำเอาต้นหนาวชะงักกึก รอยยิ้มกว้างหุบลงทันที ใบหน้าขาวใสแดงซ่านลามไปถึงใบหูอย่างรวดเร็ว
"มะ... ไม่ใช่นะครับป้า! เราไม่ได้เป็..."
"ขอบคุณครับป้า แฟนผมเขาเพิ่งย้ายมาอยู่ด้วยกัน เลยตื่นเต้นนิดหน่อยน่ะครับ"
ผมแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและรอยยิ้มละมุน (ที่ผมมั่นใจว่าดูเป็มิตรที่สุดในชีวิต) ตัดบทคำปฏิเสธของคนตัวเล็กอย่างหน้าด้านๆ
คุณป้ายิ้มกว้างกว่าเดิม หัวเราะคิกคักด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเดินเข็นรถของสินค้าจากไป ทิ้งให้ต้นหนาวยืนอ้าปากพะงาบๆ สติหลุดลอยไปเรียบร้อยแล้ว
"พะ... พี่คิริน! ไปบอกป้าเขาแบบนั้นได้ไงวะ"
ต้นหนาวหันมาแว้ดใส่ผมหน้าแดงก่ำ ทุบต้นแขนผมเบาๆ หนึ่งที
"เดี๋ยวคนเขาก็เข้าใจผิดกันหมดหรอก"
"เข้าใจผิดอะไร ก็ป้าเขาทักมา พี่ก็แค่รับมุกตามมารยาท"
ผมตอบหน้าตาย ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
"หรือหนูอยากจะอธิบายให้ป้าเขาฟังยาวๆ ล่ะว่าเราเป็แค่รูมเมตที่นอนเตียงเดียวกันเฉยๆ"
"ไอ้พี่บ้า!"
เขาจิ๊ปากอย่างขัดใจ
ผมแอบขำในใจ ก่อนจะเข็นรถเข็นเปลี่ยนทิศทาง เลี้ยวไปยังโซนแผนกของใช้ในบ้านและของตกแต่งห้องนอนแทนที่จะตรงไปที่แคชเชียร์
"อ้าว พี่จะไปไหนอ่ะ ของสดก็ครบแล้วไม่ใช่เหรอ"
ต้นหนาวเดินตามมาด้วยความงุนงง
ผมไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับเข็นรถไปหยุดอยู่ที่หน้าเชลฟ์วางรองเท้าสลิปเปอร์ใส่เดินในบ้าน ผมกวาดสายตามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบสลิปเปอร์ขนนุ่มนิ่มสีเทาเข้มไซส์ใหญ่หนึ่งคู่ และสีขาวนวลไซส์เล็กกว่าอีกหนึ่งคู่ ซึ่งมันคือคอลเลกชัน 'ของคู่กัน' อย่างชัดเจน
ผมจัดการโยนสลิปเปอร์ทั้งสองคู่ลงในรถเข็นอย่างหน้าตาเฉย แล้วหันไปหยิบแก้วมัคเซรามิกสีดำด้านกับสีขาวด้านที่วางคู่กันอยู่บนชั้นถัดไป โยนตามลงไปในรถเข็นติดๆ กัน
ต้นหนาวเบิกตากว้าง มองของคู่ที่เพิ่งลงไปกองในรถเข็นสลับกับมองหน้าผม
"พะ... พี่ซื้อสลิปเปอร์กับแก้วใหม่ทำไมเนี่ย ของที่คอนโดก็มีอยู่แล้วนี่นา เปลืองเงินชะมัด"
เขาโวยวายพร้อมกับทำหน้าดุใส่ผม
"สลิปเปอร์เก่าของพี่มันขาดแล้ว ส่วนแก้วน้ำ... พี่ก็แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ"
ผมตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ไม่สะทกสะท้านกับเสียงบ่นของเขา
"แต่พี่ซื้อแบบที่เป็ 'ของคู่' เลยนะเว้ย มัน... มันดู..."
ต้นหนาวพูดตะกุกตะกัก หน้าเริ่มแดงขึ้นมาอีกรอบเมื่อตระหนักได้ถึงเจตนาแอบแฝงของผม
"มันดูเหมือนพวกคู่รักเขาใช้กันอ่ะ"
"แล้วไง ก็เราเพิ่งโดนทักว่าเป็คู่แต่งงานใหม่ไม่ใช่หรือไง ซื้อไปใช้คู่กันก็ถูกแล้วนี่"
ผมตอบสวนกลับไปทันควัน รอยยิ้มเ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก
"ไอ้พี่คิริน! พี่ตั้งใจแกล้งผมชัดๆ"
เขาโวยวาย แปะมือลงบนแขนผมอย่างแรงด้วยความเขินอาย แต่ถึงจะบ่นยังไง เขาก็ไม่ได้หยิบของพวกนั้นออกจากรถเข็นอยู่ดี
ผมหัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะ เข็นรถเข็นที่มีทั้งของสด ขนม และ 'ของคู่' ตรงไปยังจุดชำระเงิน
หลังจากจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย ผมก็รับหน้าที่หิ้วถุงของสดและของใช้ทั้งหมดที่หนักอึ้งไว้ในมือทั้งสองข้าง ปล่อยให้ต้นหนาวถือแค่ถุงขนมก๊อบแก๊บเบาๆ ของเขาไป
ผมเดินนำเขาไปที่ลานจอดรถวีไอพี เปิดฝากระโปรงท้ายรถปอร์เช่แล้วค่อยๆ จัดเรียงถุงช้อปปิ้งทั้งหมดลงไป
ขณะที่สายตาของผมมองดูถุงของสด ผักผลไม้ ขนมของเด็กดื้อ และของใช้คู่กันที่นอนแอ้งแม้งอยู่ท้ายรถ ความรู้สึกบางอย่างที่ผมไม่เคยััมาก่อนก็ล้นทะลักเข้ามาในหัวใจ...
มันเป็ความรู้สึกอบอุ่น อิ่มเอม และเติมเต็มอย่างประหลาด การได้ออกมาเดินเลือกซื้อของเข้าห้องด้วยกัน การได้เถียงกันเื่ไร้สาระ การได้เห็นของใช้คู่กันที่จะถูกนำไปวางไว้ในพื้นที่ส่วนตัวของเรา... มันให้ความรู้สึกเหมือนเราไม่ใช่แค่รูมเมตกันอีกต่อไป แต่มันเหมือน... เรากำลัง 'สร้างบ้าน' และ 'ใช้ชีวิตคู่' ร่วมกันจริงๆ เหมือนกับครอบครัวครอบครัวหนึ่ง
ผมไม่เคยคิดเลยว่า ผู้ชายที่เ็าและบ้างานอย่างผม จะรู้สึกโหยหาการมีชีวิตครอบครัวที่แสนเรียบง่ายแบบนี้... จนกระทั่งผมได้เจอกับเขา
ผมปิดฝากระโปรงท้ายรถลง หันกลับไปมองคนที่กำลังยืนกอดถุงขนมรออยู่
"ให้ผมช่วยถือสักถุงไหมพี่ ของพี่ดูหนักนะ"
ต้นหนาวถามขึ้นมาด้วยความเป็ห่วง
"ไม่ต้อง ถุงพวกนี้มันหนัก เดี๋ยวแขนหนูจะหักเอา"
ผมตอบปัดๆ เดินไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา
"โห ดูถูกกันนี่หว่า ผมก็มีกล้ามนะเว้ย"
เขาเถียง ยกแขนเสื้อขึ้นเบ่งกล้าม (ที่แทบจะไม่มี) ให้ผมดู
ผมหยุดเดินกะทันหัน ต้นหนาวที่มัวแต่เบ่งกล้ามไม่ทันระวังตัวเลยเดินชนหลังผมเข้าอย่างจัง
"โอ๊ย! หยุดทำไมเนี่ยพี่"
จังหวะที่เขากำลังโวยวายและเผลอตัว ผมก็เอี้ยวตัวไปฉกถุงขนมในมือเขามาถือไว้เองด้วยความรวดเร็ว
"เฮ้ย! พี่เอาขนมผมไปทำไม เอาคืนมานะ"
เขาโวยวาย รีบเอื้อมมือมาแย่งถุงขนมคืน
แต่นั่นคือสิ่งที่ผมรออยู่แล้ว ผมอาศัยจังหวะที่เขายื่นมือเข้ามาหา สอดประสานนิ้วมือข้างที่ว่างของตัวเองเข้ากับเรียวนิ้วเล็กๆ ของเขา จับกุมฝ่ามือนุ่มนิ่มนั้นไว้แน่นจนไม่มีช่องว่างให้อากาศลอดผ่าน
ต้นหนาวเบิกตากว้าง ชะงักค้างไปในทันที เขาก้มลงมองมือของเราที่สอดประสานกันแน่น สลับกับมองหน้าผมด้วยความตกตะลึง ใบหน้าขาวใสเปลี่ยนเป็สีแดงจัดราวกับมะเขือเทศสุกในเสี้ยววินาที
"พะ... พี่คิริน! ทะ... ทำอะไรเนี่ย ปล่อยมือผมนะ"
เขาพยายามดึงมือออก แต่แรงสู้ผมไม่ได้เลยสักนิด
"คนมองเต็มไปหมดแล้วเนี่ย อายเขา"
ผมเหยียดยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ กระชับฝ่ามือที่กุมมือเขาไว้ให้แน่นขึ้นไปอีก ััอุ่นร้อนจากมือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจผม ทำให้ผมรู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก
"อายทำไม ก็ป้าพนักงานเขาบอกว่าเราเป็คู่รักกันไม่ใช่หรือไง เดินจับมือกันก็เื่ปกติ"
ผมตอบหน้าตาย หันหน้าเดินอ้อมไปฝั่งคนขับโดยที่ยังลากเขาให้เดินตามมาด้วย
"ผะ... ผมไม่ได้ยอมรับซะหน่อยว่าเป็แฟนพี่ ปล่อยเลยนะ ไอ้พี่บ้า ไอ้คนฉวยโอกาส"
เขาบ่นอุบอิบตลอดทาง พยายามสะบัดมือออกเป็ระยะๆ
แต่ถึงเขาจะปากเก่งโวยวายแค่ไหน มือเล็กๆ ของเขาก็ไม่ได้ขัดขืนอย่างจริงจังอะไรขนาดนั้น ซ้ำยังปล่อยให้ผมกุมมือเดินเคียงคู่กันไปจนถึงประตูรถอย่างว่าง่าย
ผมก้มลงมองมือที่จับกันไว้แน่น แล้วลอบยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
กำแพงที่แสนสูงชันของต้นหนาว... มันกำลังพังทลายลงมาแล้วจริงๆ และผม... จะเป็คนเดียวที่ได้พื้นที่หลังกำแพงนั้นตลอดไป
หนูหนีพี่ไม่พ้นแล้วล่ะ ต้นหนาว... เตรียมตัวรับมือกับความคลั่งรักของพี่ไว้ให้ดีก็แล้วกัน!