บทที่ 7 ท่านอาจารย์… ท่านอาจารย์… ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!
จีอู๋ซวงมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อน จนขนทั่วร่างของ เหลียนหยวนลุกชัน
“เป็… เป็อะไรไปหรือ ข้าไม่เข้าใจ”
จีอู๋ซวงส่ายหน้า ปล่อยมือจากเหลียนหยวนแล้วหันไปมอง ลู่สิงโจว ที่อยู่ข้าง ๆ
ลู่สิงโจว เม้มปาก ไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากยื่นมือไปจับมือกับนาง
“ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าคือ ลู่สิงโจว”
ภาพนิมิตปรากฏขึ้นอีกครั้ง และอนาคตของลู่สิงโจว ก็ไม่ได้ดีไปกว่า เหลียนหยวน เลยแม้แต่น้อย
เช่นกัน… เป็สองภพ
ชีวิตหนึ่ง ราบรื่น ไร้อุปสรรค
อีกชีวิตหนึ่ง… ดับสูญั้แ่ยังเยาว์
อีกนานเท่าใดน่ะหรือ?
อีกเพียงสองปีเท่านั้น
สองปีให้หลัง ณ ดินแดนแห่งมรดกของผู้วิเศษ ลู่สิงโจวได้ลอบเข้าไปยังสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็ที่ของผู้วิเศษแห่งวิถีกระบี่ หลังจากที่ิญญาของเขาออกจากร่างและผ่านความยากลำบากมานานถึงแปดสิบเอ็ดประการ ในที่สุดเขาก็ไขปริศนาทั้งหมดในมรดกนี้ได้
ทว่า ทันทีที่เขาดึงพลังเข้าสู่ห้วงจิต ก็ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งขึ้นข้างกาย ราวกับโชคชะตากลั่นแกล้ง นางได้แตะที่บ่าไหล่ของลู่สิงโจวเข้าอย่างจัง
ทันใดนั้น พลังก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ก่อนจะย้อนกลับเข้าสู่ร่างของลู่สิงโจว จนเขากลายเป็บ้าไป
พลังที่ปะทุออกมานั้น ได้กลับกลายเป็เชื่องสงบลงอย่างน่าประหลาด และด้วยความบังเอิญอันใดมิทราบได้ พลังทั้งหมดกลับถูกสตรีที่ยืนอยู่ข้างกายของลู่สิงโจว ดูดซับเข้าไปจนหมดสิ้น!
ด้วยโชคอันประเสริฐเช่นนี้ จิตของนางจึงขยายกว้างขึ้นกว่าเดิมถึงสิบเท่า!
นางทะลวงผ่าน จากอัจฉริยะ ‘ระดับกลางค่อนสูง’ กลายเป็ ‘อัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้’
ใช่แล้ว ลู่สิงโจวเป็ได้เพียงเครื่องมือเท่านั้น
น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้น นางยังกล่าวอีกว่า ถึงแม้จะไม่ทราบว่าเหตุใดลู่สิงโจวถึงกลายเป็เช่นนี้ แต่นางยินดีที่จะดูแลเขาไปชั่วชีวิต เพราะอย่างไรเสีย พวกเขาก็เป็ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน
“ผู้อื่นล้วนเอ่ยชม 'จิตใจเมตตา' ของนาง แต่ไร้ผู้ใดล่วงรู้ นางชิงเอาโอกาสของลู่สิงโจว แล้วยังทำร้ายจนเขากลายเป็บ้าไป”
แม้แต่แผนภาพทำนายฟ้ายังเผยรอยยิ้ม ราวกับเย้ยหยันยินดีในโชคร้ายของผู้อื่น
“ศิษย์สายตรงของท่านปรมาจารย์กระบี่ผู้นี้ ช่างน่าสงสารยิ่งนัก”
จีอู๋ซวงได้ยินแล้วก็ได้แต่นิ่งเงียบ
ในแผนภาพทำนายฟ้าสองครั้งก่อนหน้านี้ ใบหน้าของนางนั้นเลือนราง มองไม่ชัดเจน แม้แต่นางจะลงมือสังหารเสียแต่เนิ่น ๆ ก็ยังทำไม่ได้
แล้วเช่นนี้ นางจะทำเช่นไรดี?
ขณะที่จีอู๋ซวงกำลังครุ่นคิด ก็พลันได้ยินเสียงเขินอายดังขึ้นว่า “เอ่อ...ศิษย์น้องหญิง ท่าน...ปล่อยมือข้าก่อนได้หรือไม่”
จีอู๋ซวงได้สติรีบชักมือกลับทันที
เธอยกมองขึ้นไป เห็นใบหน้าคมเข้มของลู่สิงโจวแดงก่ำ ดวงตาลึกโหลในยามปกติ บัดนี้กลับเป็ประกายระยับ ราวกับสาวน้อยที่ถูกเ้าชู้ใส่
จีอู๋ซวงปล่อยมืออย่างใจเย็น โม่หลานอีอดไม่ได้ที่จะกระซิบเตือน “ศิษย์น้อง แม้พวกเราเหล่าผู้ฝึกตนไม่ยึดถือธรรมเนียมแบบชาวบ้าน แต่ถึงเ้าจะชอบพี่ชายทั้งสองมากเพียงใด ก็ไม่ควรดึงมือเขาเช่นนี้...ท่านเ้าสำนักอื่นยังอยู่ เห็นเช่นนี้จะเสียชื่อเสียงของสำนักอวิ๋นหลานเราได้”
โม่หลานอีขมวดคิ้ว บอกกล่าวอย่างหวังดี ตัดกับสีหน้าไม่ยี่หระของจีอู๋ซวงราวฟ้ากับเหว
ยิ่งทำให้ลู่สิงโจวและเหลียนหยวนมั่นใจว่า คำว่า ‘โชคร้าย’ เมื่อครู่ของจีอู๋ซวงเป็เพียงข้ออ้าง
นางจงใจมาเอาเปรียบพวกเขา
แม้พวกเขาเป็บุรุษไม่คิดเล็กคิดน้อยเื่นี้ แต่ก็รู้สึกแปลกใจ
จีอู๋ซวงรู้ดีว่าต่อให้พูดไปก็ไร้ประโยชน์ รอให้การทดสอบจบสิ้น เปิดเผยฐานะกับท่านอาจารย์ก็รู้เอง
นางพยักหน้าให้ทั้งสอง ก่อนจะหันหลังกลับไปหาเหลียนซิง พลางปีนขึ้นที่นั่ง บ่นในใจ เหตุใดต้องให้ที่นั่งของท่านอาจารย์สูงเช่นนี้ด้วยเล่า
แขนขานางก็สั้น ปีนยังลำบาก
กว่าจะปีนขึ้นไปนั่งข้างเหลียนซิงได้ นางก็เหนื่อยหอบ เหลียนซิงหัวเราะเสียงเบา “ศิษย์น้อย หลานข้า เหลียนหยวนไม่เลวนัก หากเ้าชอบ ภายภาคหน้าก็ยกให้เ้าเล่นก็ได้”
“...”
นี่ท่านปฏิบัติต่อเขาเหมือนหลานหรือสุนัขกันแน่
การทดสอบหลังจากนั้นเป็ไปอย่างราบรื่น มีทั้งผู้มีรากจิติญญาเดี่ยวและรากจิติญญาคู่ ทั้งบริสุทธิ์มากและบริสุทธิ์น้อย เพียงแต่ไม่มีจิติญญาแปรปรวนหรือจิติญญาพิเศษปรากฏขึ้นอีก
เ้าสำนักแต่ละยอดเขาล้วนได้ศิษย์เอกไป ย่อมต้องปลื้มปิติยินดีเป็ธรรมดา
ก่อนจากไป เซียวเฉินมอบป้ายหยกให้จีอู๋ซวงชิ้นหนึ่ง พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เ้าหนูน้อย พร์ของเ้าช่างดีนัก หากในภายภาคหน้าเ้าอัปลักษณ์นี่สอนเ้าไม่ไหว ก็จงมาที่หุบเขาเฟิงเสวียนของข้า”
แท้จริงแล้ว หุบเขาเฟิงเสวียนหาใช่ชื่อสำนักที่ท่านอาจารย์เอ่ยถึง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ที่เวลาผ่านไปเนิ่นนาน สำนักจะเปลี่ยนชื่อ
รอจนเื่ของสำนักอวิ๋นหลานสิ้นสุดลง ค่อยไปดูก็ยังไม่สาย
ครั้นคิดเช่นนั้น จีอู๋ซวงจึงรับป้ายหยกนั้นไว้
เหลียนซิง “...”
เหลียนซิงเกือบจะหัวใจวายอยู่ตรงนั้น
หรือว่าตนมิใช่ท่านอาจารย์ที่ดีเลิศ?
เหตุใดนางจึงรับของจากเ้าเด็กนั่น!
หลังจากเก็บซ่อนป้ายแล้ว จีอู๋ซวงจึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้ามีเื่อยากจะปรึกษาท่าน เื่ที่ข้าเอ่ยถึงการพาบรรพบุรุษไปสู่สำนักอวิ๋นหลาน”
เหลียนซิงผงกศีรษะรัวเร็ว “แล้วบรรพบุรุษของเ้าอยู่ยอดเขาลูกใดหรือ ข้าจะได้ไปเชิญท่านประมุขยอดเขานั้นมา”
“มิต้องขนาดนั้นหรอกเ้าค่ะ ขอเพียงท่านไปกับข้าก็เพียงพอ”
ท่าทางของเด็กน้อยที่ทำตัวเป็ผู้ใหญ่เช่นนี้ ทำเอาเหลียนซิงอดหัวเราะไม่ได้ โบกมือหนึ่งครั้ง ปล่อยพลังปราณออกมาพยุงร่างของนางไว้ แล้วพริบตานั้นเอง พวกเขาก็มาถึงยอดเขาจู๋ซิง
ยอดเขาจู๋ซิง เป็ยอดเขาของเหลียนซิงมีภูผาหลักหนึ่งลูก และภูผาลูกเล็ก ๆ อีกแปดสิบแปดลูก
เล่าลือกันว่า เพียงแค่ภูผาหลักของเขา ก็เทียบเท่ากับพื้นที่ของสำนักบำเพ็ญตบะทั่วไปแล้ว กว้างใหญ่ไพศาล ปราณเข้มข้น ชวนให้น้ำลายไหลด้วยความอิจฉา
จีอู๋ซวงวางห่อผ้าลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ไม่ลืมที่จะปัดฝุ่นออกจากโต๊ะก่อน
แม้ว่าบนยอดเขาจู๋ซิงจะไม่มีฝุ่นผงเลยแม้แต่น้อย แต่นางก็เตรียมตัวมาอย่างดี
ยิ่งเห็นดังนั้นเหลียนซิงก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจในตัวจีอู๋ซวง เด็กคนนี้นับว่าเป็ผู้ที่กตัญญูรู้คุณอย่างแท้จริง
ในที่สุดจีอู๋ซวงก็หยิบกระดูกนิ้วเท้าเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะเหลียนซิงกำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้น ท้องฟ้าก็มืดมิดลง...
กระแสอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วทุกทิศทาง กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างพลุ่งพล่านดุจไฟป่า!
พลังิญญาอันยิ่งใหญ่ ไร้ขอบเขต กว้างใหญ่ไพศาลดุจมหาสมุทรอันไพศาล!
เกลียวคลื่นซัดสาดเข้าใส่เกราะป้องกันของยอดเขาดาวเรียง บดขยี้ทุกสรรพสิ่งที่ขวางกั้น!
“โครม!”
“โครม!”
แม้แต่เหลียนซิงยังถูกกดขยี้จนแทบหายใจไม่ออก พลังิญญาทั่วร่างพลุ่งพล่านราวกับจะะเิ
น่าตายนัก!
เื่บ้านี่มันอะไรกัน?!
เหลียนซิงะโก้อง “อู๋ซวง รีบมาหาข้าเร็วเข้า...”
บัดนี้ เขาทำได้เพียงปกป้องอู๋ซวงเท่านั้น!
ทว่านางกลับกล่าววาจาชวนให้ข้าฉงนใจยิ่งนัก
“ท่านจงนั่งขัดสมาธิสองชั้น ประสานใจรักษาจิติญญาหลอมรวมลมหายใจระงับลมปราณให้ซึมซาบไขกระดูก รวบรวมพลังปราณสู่ทิศประตูผี พลังไหลเวียนระหว่างทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศตะวันออก สุดท้ายหลอมรวมสู่กลางกระหม่อม!”
เห็นเขานิ่งงัน นางจึงเร่งเร้า “รีบทำสิ”
เขาจึงรีบทำตาม บัดดลนั้นพลังปราณที่พลุ่งพล่านกลับเชื่องสงบลง อุปสรรคที่ติดอยู่สองร้อยปี...กลับคลายลง!
นี่มัน!
เหลียนซิงดีใจจนเกือบเสียสมาธิ นางตวาดเสียงเย็นกลับมา ทำให้เขาคืนสติ
“อย่าได้วอกแวก ประสานใจรักษาจิต!”
“ขอรับ!”
เสียงของนางคงเยือกเย็นและทรงอำนาจยิ่งนัก เขาจึงทำตามโดยไม่รู้ตัว
เมื่อสิ้นสุดการบำเพ็ญเพียร เวลาก็ผ่านไปแล้วถึงสิบวัน
ครั้นได้เพ่งดูภายในกาย เขาก็พลันอิ่มเอมใจยิ่งนัก ตอนนี้เขาเพียงแต่้าโอกาสอีกเพียงนิด ก็จะสามารถบรรลุขั้นหลอมิญญาขั้นปลายได้แล้ว!
เหลียนซิงรีบร้อนเปิดเปลือกตาขึ้น พบว่าศิษย์น้อยที่เขาเพิ่งรับมา กำลังถือเนื้อชิ้นหนึ่งที่เขาไม่รู้จักเอาไว้ คล้ายกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อเห็นว่าเหลียนซิงตื่นขึ้นแล้ว จีอู๋ซวงก็รีบกลืนเนื้อในปากลงไปพลางกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ท่านตื่นช้ากว่านี้ ข้าคงได้อดตายเสียก่อน”
จีอู๋ซวงนั้นยังไม่ได้ตัดขาดจากอาหาร ดังนั้นหากไม่ได้กินอะไรเลย นางย่อมต้องอดตายเป็แน่
เหลียนซิงเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก “เื่นี้... อู๋ซวง เอ่อ... เกิดอะไรขึ้นรึ?”
กล่าวได้ว่าเขาช่างรู้ตัวช้าเสียกระไร จีอู๋ซวงนั้น แม้แต่บนแท่นรับฟ้า ยังสามารถใช้กระแสจิตพูดคุยกับเขาได้อย่างเป็ธรรมชาติ นางจะเป็เด็กธรรมดาได้อย่างไร?
เพียงแต่ทุกอย่างมันช่างเป็ไปอย่างธรรมชาติ จนกระทั่งเขาไม่ได้เอะใจเลย
หรือว่าจีอู๋ซวงนั้นมีวาสนาอันยิ่งใหญ่ติดตัวอยู่?
จีอู๋ซวงเอ่ยว่า “ขอรบกวนท่านอาจารย์เชิญบรรดาผู้าุโที่อยู่นอกยอดเข้านี้ เข้ามาด้วยเถิด”
เหลียนซิงแผ่จิตสำรวจออกไปดู ครานี้ก็พบว่าเบื้องนอกข่ายอาคมของยอดเขาจู๋ซิงบรรดาผู้าุโของสำนัก ไม่รู้เหตุใดจึงได้กลับมาอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว!
แม้ยามที่เผชิญภัยพิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็าปราบอสูร าสังหารเซียน หรือแม้แต่คลื่นอสูรมืดหมื่นปี แต่ด้วยฐานะของสำนักอวิ๋นหลานที่เป็สำนักอันดับหนึ่งแห่งดินแดนตะวันออกของเทียนหลาน พวกเขาย่อมมีมรดกตกทอดอันล้ำค่า
ตัวเหลียนซิงเองก็เป็ถึงปรมาจารย์ขั้นหลอมิญญา ยิ่งอย่ากล่าวถึงสิบแปดผู้าุโแห่งอวิ๋นหลานที่อยู่เหนือเขาทุกคน พวกเขาล้วนบรรลุขั้นข้ามผ่านเคราะห์กรรม บางคนถึงขั้น... เป็ผู้วิเศษขั้นผ่านมหายานที่ปลีกวิเวก
แต่ครานี้ สิบแปดผู้าุโล้วนหวนคืน
เหลียนซิงถึงกับหน้าซีดเผือด รีบเปิดใช้งานขบวนพาสิบแปดผู้าุโแห่งอวิ๋นหลานกลับมา
“เหลียนซิง ขอคารวะผู้าุโทุกท่าน”
น่าเสียดาย ผู้าุโขั้นผ่านมหายานมิได้ปรายตามองท่านเหลียนซิงแม้แต่น้อย ดวงตาทั้งสองกวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดลงที่... กระดูกนิ้วเท้าบนโต๊ะ
ดวงตาขุ่นมัวของผู้าุโพลันเปล่งประกาย น้ำตาไหลรินโดยไม่รู้ตัว เขาลืมไปเสียสนิทว่าตนเป็ถึงปรมาจารย์ขั้นผ่านมหายาน เขาพุ่งเข้าไปหา ก่อนจะใช้มือเหี่ยวแห้งอันสั่นเทา ยกกระดูกชิ้นนั้นขึ้น
“ท่านอาจารย์... ท่านอาจารย์... ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”