ข้าคือสาวใช้ค่ะ ท่านแม่ทัพ

    บทที่ 7 // ตอนที่ 1-1 หาทางปลด

            หอเหมยกุย  สาขฮูโต๋

             

            ฟางเหนียง  จ้าวฮุ่ยซิ่ว เซียวลู่เอิน  หนิงเอ๋อ

            ทั้งหมดบ้างนั่งเอานิ้วเคาะพนักพิงเก้าอี้  บ้างเดินไปเดินมา  บ้างเอามือไพร่หลังมองไปยังนอกหน้าต่าง  และบ้างก็เกาหัว

            คนหนุนองค์รัชทายาทจ้าวฮุ่ยเจิน อย่างอำมาตย์เฉินเซียวไม่มีแล้วแต่ยังแสดงทีท่าว่างหนุนอยู่แค่นั้น

            แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า  จะปลดรัชทายาทลงมายังไง  เมื่อยังไม่พบความผิดร้ายแรงพอจะโค่นตำแหน่งนี้ได้

            ครั้นจะแสดงความสามารถให้ฮ่องเต้เปลี่ยนพระทัยคงยากยิ่ง  เพราะขนาดองค์ชายเจ็ด จ้าวฮุ่ยหวงที่มากความสามารถและแสดงออกมาตลอดนั้นยังไม่ได้รับการเสนอให้แต่งตั้งแทน

            หนิงเอ๋อที่เกาหัวครุ่นคิดในใจ

            [ท่านแม่ของข้าลำบากตรากตรำระหว่างทำศึกจนโดนจับเป็นเชลย บุตรของนางในสายตาฮ่องเต้จึงสงควรได้รับการชดเชย  อีกทั้งตอนก่อนนางจะสิ้นใจ  ไม่ทราบสั่งเสียประการใดกับฮ่องเต้ไว้  ถ้าหากมีการสั่งเสียฝากฝังจริง  เกรงว่าต่อให้มีความผิด  ก็ยากจะปลดเขาลงมา ครั้นจะสร้างความผิดให้  ก็ต้องมีผู้รับเคราะห์ในความผิดนี้  แล้วพวกเราจะปราบคนชั่วไปเพื่ออะไร  อีกอย่างว่ากันตามจริง  เขาเป็นพี่ชายคนโตของข้ากับพี่ใหญ่..อ่าพี่เซียน...เรียกนางว่าพี่ใหญ่ไม่ได้แล้วสิ ไม่สิ ต่อหน้าผู้คนยังไงก็ต้องเรียกแบบเดิม  ถ้าความแตกรู้ว่าพวกเราเป็นลูกชู้  ผ่าบาทไม่เอาพวกเราพี่น้องไว้แน่]

            ทุกคนหันมามองนาง

            “พวกท่านมองข้าทำไม?”

            ฟางเหนียงกล่าว

            “ปกติเจ้าจะคิดอะไรออก  ถ้ามีอะไรลองเสนอมา”

            “ข้าก็คิดไม่ออกค่ะ  พวกท่านร่วมแผนการมานาน  ไม่มีข้อมูลความชั่วช้าของเขากันบ้างเลยเหรอไง?”

             

            “ถ้าทำแบบนั้น  เฉินเซียวก็จะโดนไปด้วย”

            ทุกคนหันตามเสียงไปหน้าประตู

            สตรีผู้มาสวมชุดคลุมหน้า  ติดตามด้วยชายอีกคนที่สวมชุดชาวบ้าน  แต่ดูสะอาดสะอ้านนัก

            ลู่ฉียกมือกัน

            ชายผู้ติดตามนี้กล่าวเบาๆ

            “บังอาจ อย่าว่าแต่เจ้า ต่อให้เจ้าของหอนี้รวมกับเจ้านายเจ้าก็ต้องเปิดทางให้เจ้านายข้า”

            สตรีผู้มากล่าวด้วยเสียงราบเรียบเมตตา

            “บุรุษหนุ่ม  เจ้าเคยเห็นเราที่งานมงคลเจ้านายของเจ้า”

            จากนั้นเปิดหน้าเพียงเล็กน้อย

            ลู่ฉีเป็นคนช่างสังเกตพอยิ่งได้ยินแบบนี้สติรีบเปรียบเทียบบุคคลที่เขาจำได้  สตรีที่งามงดที่สุด และทรงอำนาจที่สุดจากนั้นรีบคุกเข่า

            “อย่าได้คุกเข่า  ข้ามาอย่างไม่เป็นทางการ”

            ลู่ฉีรีบให้เข้า

            แต่เสียงนี้ทำเอาคนข้างในรีบพากันออกมาต้อนรับเอง

            ทั้งหมดรีบเชิญนางเข้าไป

            นางกล่าวขึ้น

            “คนของข้าจำเป็นต้องเข้าร่วม  เขาพอจะช่วยปัญหาของพวกเจ้าได้”

            เมื่อเข้ามาถึงทั้งหมดถวายบังคมฮองเฮา

            “ตามสบายเถอะ คนกันเองทั้งนั้นลุกได้แล้ว”

            “ขอบพระทัย”

            ฮุ่ยซิ่วกล่าว

            “พระนางบอกว่า  ถ้าเปิดโปงได้ เฉินเซียวจะโดนไปด้วยนั้น.....?”

            “ก็แน่นอนสิ  ข้าทำให้เขาเชื่อฟังได้ขนาดนี้... ...ถ้าเราไล่บี้ฮุ่ยเจินจนหมดหนทาง  คดีผลประโยชน์ไม่พึงประสงค์มากมายที่เฉินเซียวกับฮุ่ยเจินพากันทำก็จะผุดขึ้นมาทำร้ายเขา  เมื่อเขาจะต้องพินาศ  เขาก็จะทำทุกทางเพื่อดิ้นรน อีกทั้งข้ารับปากไปว่าจะคุ้มหัวให้พวกเขาพ่อลูก  ก็ต้องทำให้ได้อย่างปากพูด”

            ทุกคนเข้าใจในบันดล

            หนิงเอ๋อเชิดปากขึ้น

            “พี่ใหญ่...ท่านคงไม่ ... .......อ่า..ไต้เท้าเฉิน.....เอ่อ.....”

            “ฮึๆ เจ้าเด็กโง่  ขุนนางบุ๋นอายุปูนนั้น  ต่อให้กินยาบำรุงก็แข็งตัวแค่ช่วงใบไม้ร่วงหนึ่งใบ  อีกอย่างถ้าทำแบบนั้น  เขาก็เอาความสัมพันธ์นี้มาขู่ข้าได้สิ”

            พูดแล้วก็บี้จมูกหนิงเอ๋อเบาๆด้วยความหมั่นเขี้ยวรักใคร่ราวกับเป็นเด็กน้อย

            จากนั้นหันมาหาลู่เอิน

            “น้องเขย  น้องสาวข้าน่ารักไร้เดียงสาขนาดนี้  ท่านห้ามทำนางเสียใจนะ”

            ลู่เอินประสานมือกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “ลู่เอินมิกล้า  ขนาดเฉินเซียวทั้งราชสำนักยังเอาไม่อยู่  พระนางยังสยบได้”

            ฟางเหนียงยิ้มมองการสนทนาที่ทำให้การประชุมนี้ผ่อนคลายลงแล้วถาม

            “แล้วท่านที่มากับพระนาง...เอ่อ...หม่อมฉันขอเดา  เขาเป็นขันทีใช่หรือไม่เพคะ”

            “มิอาจไม่ใช่ หลิวกงกง  เป็นขันทีคนสนิทของข้า  เขารู้ข้อมูลนอกในตลอดหลายปีมานี้ของรัชทายาท”

            ฮุ่ยซิ่วมองหน้าลู่เอิน

            ลู่เอินมองหน้าหนิงเซียน

            หนิงเซียนมองทั้งคู่  สักครู่จึงเข้าใน  เข้าไปกระซิบถามพี่สาว

            “พี่ใหญ่  เขาไว้ใจได้เหรอ?”

            หลิวกงกงก้มคำนับ พร้อมกล่าว

            “แม่นางหนิงเอ๋อโปรดวางใจ  ผู้น้อยแม้เป็นขันทีผู้น้อย  แต่บุญคุณความแค้นแยกแยะชัดเจนฮองเฮามีพระคุณล้นหัวผู้น้อย ช่วยชีวิตข้ากับน้องสาวที่เป็นนางกำนัล เมื่อครั้งออกล่าสัตว์ฝ่าบาทจะสั่งลงพระอาญาที่บกพร่อง  พระนางทรงออกตัวขอชีวิตเราไว้ทั้งหมดอย่าว่าแต่เราพี่น้อง พวกเราในวันนั้นดื่มสุราโลหิตร่วมสาบาน ภักดีฮองเฮาหนิงเซียน”

            หนิงเอ๋อยิ้มแหยๆ ยิงฟันเกาหัว

            “แหะๆ...ท่านได้ยินข้ากระซิบด้วย”

            หนิงเซียนยิ้ม ส่ายหน้ากล่าว

            “เจ้ากระซิบเสียงดัง  ถ้าเขาเป็นศัตรู มีหวังแผนการทั้งมวลคงพินาศ”

            หนิงเอ๋อเดินมาจับมือหลิวกงกงแล้วประคองเขาให้เงยหน้า

            “ท่านกงกง  ข้าผิดเองที่เคลือบแคลงสงสัยท่าน  ข้าขอโทษค่ะ”

            “แม่นางหนิงเอ๋อท่านกล่าวหนักไป  ขบวนการสำคัญ ไม่เชื่อใจใครง่ายๆ จึงถูกต้อง และอีกอย่างท่านเป็นถึงน้องสาวแท้ๆ ญาติเพียงคนเดียวของฮองเฮา  ท่านมีเมตตาดุจเดียวพี่สาว พวกเราก็จะภักดีท่านด้วยเช่นกัน”

            หนิงเซียนกล่าว

            “หลิวกงกง  ท่านผิดไปนิดหน่อย  น้องสาวข้าคนนี้มีเมตตากว่าข้ามากมายนัก  นางจะไม่ฆ่าใครถ้าไม่ถึงที่สุด  นี่เป็นคุณธรรมน้ำใจของนาง  แต่ความอ่อนหัดนี้ก็เป็นจุดที่ข้าเป็นห่วงเช่นกัน”

            หลิวกงกงยิ้ม  แด่ยิ้มด้วยแววตาที่ปลิ้มอบอุ่นมองหนิงเอ๋อ

            ฮุ่ยซิ่วเติบโตในวังหลวง  มองขันทีมากมาย  ยากยิ่งจะพบรอยยิ้มเช่นนี้ในสายตาพวกเขา  ก็อดยิ้มมองหนิงเอ๋อด้วยไม่ได้

            หลิวกงกงกล่าว

            “พวกท่านคงสงสัยแล้วว่าข้าทราบอะไรเกี่ยวกับรัชทายาทบ้าง”

            ทั้งหมดสงสัยจริง  และอยากรู้เต็มทีแล้ว

            “หลักฐานคือนางกำนัลในตำหนักของเขา”

            ฮุ่ยซิ่วขมวดคิ้ว

            “นางกำนัล?  เขาชำเราพวกนางหรือ ...แต่การสมสู่นางกำนัลของตน สำหรับองค์ชายแล้วเป็นเรื่องธรรมดา”

            หนิงเอ๋อแค่นเสียงถามฮุ่ยซิ่ว

            “เอ...องค์ชาย  หรือท่านก็สมสู่นางกำนัลตำหนักตนเองจนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว”

            “เจ้าจะรู้อะไร  ข้าโดนเสด็จพ่อจำกัดอำนาจสิทธิ์มานานนม  ที่รับใช้ก็มีแค่นางกำนัลอายุมาก  อายุน้อยมาหน่อยก็ไม่งดงาม  อีกอย่างการเสพสมนางโลมให้สังคมเห็น ก็ล้วนเป็นแผนการบังหน้า  อีกอย่างต่อให้ข้าทำจริงๆ ก็สมเหตุ  ข้าไม่ใช่ตอไม้ เตาหลอมแบบสามีเจ้า  วันๆ เมินสตรี จนข้าต้องระแวง นึกว่าชอบผู้ชายเหมือนกัน ยังดีที่เขาอย่างน้อยก็ยังสนใจเจ้า ไม่งั้นข้าต้องระวังหลังต่อไป”

            “นี่ท่านว่าพี่ลู่เอินของข้าเหรอ?”

            ฟางเหนียงสะบัดมือรำคาญ

            “พอๆ พอได้แล้ว  แบบนี้เมื่อไหร่จะได้คุยสาระสำคัญ”

            ฮุ่ยซิ่วชี้ไปที่หนิงเอ๋อ

            “นางเริ่มก่อน”

            “ยังไม่จบอีก?”

            ฟางเหนียงกอดอกมอง  จนฮุ่ยซิ่วหุบปากไป  หนิงเอ๋อชิงเงียบ ไม่พูดต่อ

            จากนั้นทั้งหมดรอฟังคำตอบจากหลิวกงกง

            “ฮุ่ยซิ่วมีนิสัยชอบ ...........

    คล้ายกับเรื่องข้าคือสาวใช้ค่ะ ท่านแม่ทัพ ที่คุณอ่าน