ตอนที่ 21 เ้าเป็คุณชายใหญ่หรือ
เฉินเสี่ยวหมี่ใคร่รู้เกี่ยวกับห้องเล็กๆ ในตัวลู่หลินอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้กลับนึกคำถามไม่ออก แล้วจู่ๆ เขาก็นึกบางอย่างได้
“เสี่ยวม่ายบอกว่ามีน้ำหวาน ยังมีน้ำหวานหรือไม่!”
ลู่หลินหยิบนมเปรี้ยวออกมาหนึ่งขวด เฉินเสี่ยวหมี่รับมาดื่มทันที
เฉินเสี่ยวหมี่ดื่มนมเปรี้ยวหมดไปครึ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว คิดในใจว่า ‘อร่อยมากจริงด้วย! มีแต่รสชาติของนม ทว่าไม่มีความคาวแม้แต่น้อย’ ก่อนเฉินเสี่ยวหมี่ออกมาได้ดื่มน้ำไปไม่น้อย ดังนั้นเขาดื่มนมเปรี้ยวไปครึ่งหนึ่งก็ดื่มต่อไม่ไหวแล้ว
“ดื่มไม่หมดก็เอามาให้ข้าเถิด” ลู่หลินพูด
เฉินเสี่ยวหมี่ชักมือกลับอย่างเสียดาย ท่าทางดูหวงอาหาร
ลู่หลินพูดพร้อมรอยยิ้ม “ครั้งหน้าหากเ้าอยากดื่ม ข้าจะเอาออกมาให้เ้า แต่ให้คนเห็นสิ่งนี้ไม่ได้ ชาวบ้านเห็นเข้าจะรู้สึกประหลาด”
เฉินเสี่ยวหมี่คิดดูแล้วเห็นว่ามีเหตุผล จึงยื่นเครื่องดื่มครึ่งขวดคืนให้ลู่หลิน
ลู่หลินเก็บนมเปรี้ยวกลับไปในร้านขายของชำ
เฉินเสี่ยวหมี่พลันนึกบางอย่างได้จึงพูดว่า “ห้องในตัวเ้าใช้เก็บของได้หรือไม่”
ลู่หลินพยักหน้าพูด “ได้สิ!”
เฉินเสี่ยวหมี่เอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ดังนั้นครั้งก่อนข้าไม่จำเป็ต้องแบกหมูป่าที่หนักขนาดนั้น แค่เอาหมูป่าเก็บไว้ในห้องเล็ก จากนั้นค่อยเอาออกมาก็ได้สินะ”
ลู่หลิน “...” ดูเหมือนเป็เช่นนั้น “หากทำแบบนี้แล้วถูกคนเห็นเข้าจะต้องรู้สึกแปลกประหลาดมากแน่ๆ”
เฉินเสี่ยวหมี่ถลึงตาใส่ลู่หลิน พอจะเข้าใจสาเหตุที่ลู่หลินไม่ยอมบอกเขา
หากเขามีของที่ล้ำค่าเช่นนี้ ก็คงไม่บอกคนอื่นส่งเดชเช่นกัน
“ขอเพียงเ้าไม่คิดร้าย ข้าก็จะไม่บอกผู้อื่น” เฉินเสี่ยวหมี่พูด
ลู่หลินพูดด้วยรอยยิ้ม “ตกลง!”
เฉินเสี่ยวหมี่มองลู่หลิน จากนั้นพูดว่า “ในห้องเล็กของเ้ามีของอะไรบ้าง! อีกไม่กี่วันจะมีตลาดนัด มีของที่เอาออกมาขายได้บ้างหรือไม่!”
“ไม่มีของอะไรมาก มีแค่ของกินจำนวนหนึ่งที่พอประทังชีวิตให้ผ่านไปได้ ไม่มีปัญหาอะไร” ลู่หลินพูด
เมื่อเฉินเสี่ยวหมี่ได้ยินคำพูดของลู่หลิน ในใจพลันรู้สึกยินดีระคนประหลาดใจหลายส่วน เสบียงอาหารที่พอประทังชีวิตให้ผ่านฤดูหนาวไปได้ อย่างน้อยก็มีค่าประมาณห้าถึงหกตำลึง
เฉินเสี่ยวหมี่กับลู่หลินปรึกษากันแล้วตัดสินใจว่าจะปิดบังเฉินเสี่ยวไช่ไปก่อน เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายยังเด็กเกินไป กลัวจะเผลอพูดออกมา
อันที่จริงเฉินเสี่ยวหมี่ไม่ใช่คนหัวโบราณที่ยึดติดกับประเพณีเก่าๆ เมื่อรู้ถึงการมีอยู่ของร้านขายของชำ นอกจากไม่กลัวแล้วยังตื่นเต้นเป็พิเศษ
“เ้ามีของทั่วไปที่ขายได้บ้างหรือไม่”
เฉินเสี่ยวหมี่นึกถึงลูกแก้วที่ลู่หลินให้ขายไปก่อนหน้านี้ ทว่าสิ่งของแปลกประหลาดและหายากแบบนั้น อย่าเอาไปขายบ่อยๆ จะดีที่สุด เลือกของที่ธรรมดาสักหน่อยดีกว่า
“สุราคงขายได้กระมัง แต่ก็ไม่ควรขายโดยตรง” ลู่หลินพูด
เฉินเสี่ยวหมี่ถามอย่างสงสัย “สุราหรือ ในร้านมีสุราด้วยหรือ”
ลู่หลินพยักหน้าพูด “ใช่แล้ว!”
สุราเป็ของดีนะ! เวลาไปเยี่ยมญาติพบปะสหายก็สามารถมอบสุราให้สักหนึ่งลังได้ อีกอย่างเมื่อเทียบกับสิ่งของธรรมดาและนมวัวแล้ว สุราเก็บรักษาได้ค่อนข้างนานกว่า ต้นทุนของสุราก็ไม่สูงนัก กำไรส่วนใหญ่ของร้านขายของชำของลู่หลินมาจากการขายสุรา
ในร้านขายของชำจึงไม่ขาดสุรา ลู่หลินสั่งเบียร์หลากหลายยี่ห้อมาไม่น้อย ซึ่งในร้านขายของชำตุนเบียร์ไว้ร้อยกว่าลัง
แต่บรรจุภัณฑ์ของสุรานั้นเป็ปัญหา หากนำออกไปขายโดยตรงคงจะไม่เหมาะสม
“เอาออกมาให้ข้าดูหน่อย” เฉินเสี่ยวหมี่พูดด้วยความอยากรู้เต็มเปี่ยม
หากจะหมักสุราต้องใช้ธัญพืชไม่น้อย ตอนนี้ราคาของสุรายังสูงมาก สุราชั้นดีหนึ่งไหมีราคาเกือบหนึ่งตำลึง สุราชั้นกลางก็มีราคาไหละสองร้อยอีแปะ ส่วนสุราชั้นล่างจะถูกหน่อย แต่ก็มีราคาถึงสามสิบอีแปะ สุราในแต่ละระดับมีราคาแตกต่างกันมาก
ลู่หลินหยิบสุราออกมาหนึ่งกระป๋อง เฉินเสี่ยวหมี่รับไปลองชิม
ลู่หลินมองเฉินเสี่ยวหมี่แล้วพูดว่า “รสชาติเป็อย่างไร”
เฉินเสี่ยวหมี่เดาะลิ้น พูดว่า “รสชาติดีมาก”
เฉินเสี่ยวหมี่เคยดื่มแต่สุราขาวธรรมดา จึงแยกคุณภาพไม่ค่อยออก
“หากขายสุราจำนวนหนึ่งได้ จะสามารถซื้อล่อได้สักตัว” ลู่หลินพูด
เฉินเสี่ยวหมี่ถามอย่างไม่สบอารมณ์ “ซื้อล่อมาทำอะไร”
ลู่หลินตอบโดยไม่ต้องคิด “หากซื้อล่อมา ก็ขี่ล่อแทนการเดินได้อย่างไรเล่า!”
เฉินเสี่ยวหมี่พูดอย่างไม่พอใจ “เหตุใดต้องเปลืองเงินเพื่อเื่นี้ เดินเอาก็ได้”
ลู่หลินพูดอย่างไม่เห็นด้วย “เวลาเ้าล่าสัตว์ป่ามาได้ต้องเอาไปส่งในเมืองตลอด มีล่อสักตัวจะสะดวกขึ้น อีกทั้งหากมีล่อเทียมเกวียนสักเล่ม บางครั้งยังพาเสี่ยวไช่กับเสี่ยวม่ายไปเปิดหูเปิดตาในเมืองได้ด้วยนะ!”
เฉินเสี่ยวหมี่มองลู่หลินแล้วกลอกตามองบน เ้าลู่หลินผู้นี้ยังหาเงินไม่ได้ก็เริ่มคิดเพ้อเจ้อแล้ว แต่ว่า...
ดูเหมือนถ้ามีล่อสักตัวจะสะดวกขึ้นจริงๆ
เฉินเสี่ยวหมี่ส่ายศีรษะ หากซื้อล่อมายังต้องคอยให้อาหารมันเป็ประจำ อีกอย่างครอบครัวพวกเขาไม่เหมือนครอบครัวอื่นที่ต้องใช้ล่อทำนา
การซื้อล่อเป็เื่ฟุ่มเฟือยเกินไป ยิ่งกว่านั้นไม่ควรเปิดเผยทรัพย์สิน ภายใต้สถานการณ์ตอนนี้ของพวกเขา การซื้อล่อสักตัวจะดึงดูดสายตาเกินไป ไม่แน่ว่าคนอื่นอาจอิจฉา แต่การถูกคนอิจฉาก็ถือเป็เื่ดี อย่างไรเสียก็ดีกว่าที่ชาวบ้านนินทาลับหลัง บอกว่าเขาสิ้นเนื้อประดาตัวหลังออกจากตระกูลเฉิน!
ทว่าเฉินเสี่ยวหมี่คิดไปคิดมาก็อดหวั่นไหวไม่ได้ เขายืมเกวียนไม่ได้ ทำได้เพียงเดินเท้าเข้าเมืองจนถูกคนหัวเราะเยาะบ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้มีครั้งหนึ่งเกิดฝนตกระหว่างทาง ข้างๆ มีเกวียนของชาวบ้านในหมู่บ้านแล่นผ่านมาพอดี ชาวบ้านหลายคนคอยมองเขาจากในเกวียน บางคนรู้สึกเห็นใจ บางคนมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น
ถึงแม้ไม่มีผู้ใดพูดต่อหน้าเขา แต่เฉินเสี่ยวหมี่รู้ว่ามีชาวบ้านหลายคนบอกว่าเขาไร้จิตสำนึก สักวันต้องถูกสัตว์ป่าจับกิน
“ในอดีตเ้าเป็คุณชายใหญ่หรือ” เฉินเสี่ยวหมี่ถาม
ลู่หลินพยักหน้าตอบ “จะว่าแบบนั้นก็ได้”
ชาติก่อนเขาเป็เพียงประชาชนคนธรรมดาที่ลำบากพอควร เลี้ยงชีพด้วยการเปิดร้านขายของชำ ไม่มีปัญหาเื่อาหารและเครื่องนุ่งห่ม แต่ถ้าอยากซื้อบ้านในเมืองใหญ่นั้นเป็ไปไม่ได้ ทำได้เพียงรอรัฐเวนคืนที่ได้แล้วจ่ายค่าชดเชย แต่พูดก็พูดเถอะ แม้ชาติก่อนเขาเป็แค่ประชาชนคนธรรมดา ทว่าชีวิตความเป็อยู่นับว่าสุขสบายกว่าคุณชายใหญ่ของที่นี่เสียอีก
“คุณชายใหญ่ต้องเข้าครัวด้วยหรือ” เฉินเสี่ยวหมี่ไม่ค่อยเชื่อ
ลู่หลินพูดด้วยรอยยิ้ม “เ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว นี่เป็งานอดิเรกของข้า”
เฉินเสี่ยวหมี่เบ้ปากพูด “สุรานี้ไม่ดีนักที่จะนำออกมาขาย” เฉินเสี่ยวหมี่ไม่เคยเห็นกระป๋องมาก่อน จึงรู้สึกอัศจรรย์อย่างยิ่ง “นี่เป็เหล็กใช่หรือไม่”
ลู่หลินพยักหน้าพูด “ถูกต้อง”
“ใช้กระปุกที่สวยงามเช่นนี้บรรจุสุราเลยหรือ หลังจากใช้เพียงครั้งเดียวก็ใช้ต่อไม่ได้แล้ว” เฉินเสี่ยวหมี่พูด
ลู่หลินพยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่! สิ้นเปลืองไปสักหน่อย” ลู่หลินไม่กล้าบอกเฉินเสี่ยวหมี่ว่า กระป๋องแบบนี้ไม่มีมูลค่าในโลกที่เขาจากมา