บทที่5
ประกาศนาม
แทนเดินมาถึงร้านของนิกกี้อย่างหมดสภาพ เมื่อเพื่อนสองคนเห็นเขาเข้าก็รีบตรงเข้าหาทันทีแต่จะว่าไป...นิกกี้นี่น่าจะเรียกว่าปรี่เข้ามาด่าเสียมากกว่า...
“หายไปไหนของนาย! ให้ไปทำเควสเลเวลสิบห้านะหายไปนานอย่างกับไปหาการ์ดแอเรีย!” หญิงสาวตัวเล็ก...และบางส่วนก็เล็กกระแทกเสียงใส่
แทนที่กำลังเบลอตาเบิกกว้าง เขาหันขวับมองหน้าเ้าของเสียงทันที“ห่ะ!”แทนทำเสียงใที่นิ้กกี้พูดเหมือนรู้ว่าเขาไปทำอะไรมา
“รีบไปเร็วเข้าจะปิดรับสมัครอยู่แล้ว ต้องไปพร้อมกันสามคนถึงจะได้!”หญิงสาวพูดพร้อมฉุดกระชากลากถูแทนที่ใกล้หมดสภาพเต็มทนเพื่อไปยังสนามประลองโดยมีบลานซ์เดินตามพร้อมกับตรวจดูชุดการ์ดที่เขาจัดขึ้นใหม่ไปตลอดทาง…
สนามประลองของเมืองนี้มองแล้วคุ้นๆ ว่าน่าจะจำลองมาจากโคลอสเซียมในกรุงโรมแต่มีส่วนเสริมเข้าไปเพื่อให้สะดวกปลอดภัยคราบที่อยู่บนอิฐแต่ละก้อนแทนแน่ใจว่าเป็การสร้างขึ้นด้วยโปรแกรม เพราะเกมนี้เพิ่งเปิดบริการมาแค่หกเดือนเท่านั้นเื่ที่คราบกาลเวลาอย่างนี้จะกระจายตัวอยู่ตามสิ่งก่อสร้างน่าจะเป็เื่ที่เป็ไปได้ยาก
นิกกี้พาแทนและบลานซ์เดินเข้าไปด้านในผู้คนมีมากระดับหลายร้อยคน โต๊ะรับสมัครมีประมาณสี่ถึงห้าจุด พวกของแทนเดินตรงเข้าไปต่อแถวที่คนน้อยสุดทันที
“นายไปไหนมากันแน่พวกเรารอเสียจนนึกว่าต้องหาคนใหม่” นิกกี้พูด “พวกเลเวลไม่เกินสามสิบแก่งๆ ก็หายากเสียด้วยสิ”
เลเวลไม่เกินสามสิบ…?
สามสิบ…
…?
“เดี๊ยว…!”แทนทำเสียงสูง เสียงที่ว่าทำให้เพื่อนทั้งสองคนของเขาหันกลับมามองหน้าคนพูดทันที
“มีอะไรรึ” บลานซ์ถามเสียงเป็ห่วง
ส่วนนิ้กกี้ขมวดคิ้วจ้องหน้าผู้ชายเ้าปัญหา“อะไรอีกล่ะที่นี้...”เธอถามเสียงปลง
“เลเวล..”
“เลเวลทำไม...อย่าบอกนะว่าตายมาเลเวลไม่ถึง”นิกกี้เริ่มเสียงเขียว
“ไม่ใช่ไม่ถึง...แต่เลเวลฉันเกินตอนนี้เว๊ล...สามเก้า” แทนพูดเสียงหงุมหงิม
“หา!” นิกกี้แหววขึ้นมาก่อน “นายไปทำอะไรม๊า...! ไปฆ่ามอนเลเวล สิบห้าสิบหกทำไมเลเวลเยอะขนาดนี้!”
“เื่มันยาวน่ะว่าแต่เหลือเวลาอีกนานแค่ไหนถึงหมดเวลาสมัคร...” แทนถามหน้าเซ็ง
“เย็นนี้อีกประมาณสามชั่วโมงได้” นิกกี้ตอบ
“มีทีไหนที่มอนสเตอร์เลเวลประมาณ50-60 ไหม เอาแบบไปกลับไปได้ในสองชั่วโมงน่ะ” แทนถามอีกครั้ง
นิกกี้จ้องเขาตาเขม็ง “นี่นายไปก่อเื่มาอีกแล้วล่ะสิ...”เธอถอนหายใจ “แต่ไอ้เื่ที่ถามน่ะจะไปลดเลเวลหวังฟลุคฆ่ามอสเตอร์หรูๆล่ะสิ ไม่ต้องถึงชั่วโมงหรอก ไปกลับสิบห้านาทีก็ถมถืด” หญิงสาวว่า
แทนทำหน้าประหลาดใจแต่บลานซ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ดูท่าจะรู้เื่ดี เขาชี้ไปที่หอคอยทางเหนือของเมือง “ที่นั่นล่ะ...มอนสเตอร์เลเวลประมาณห้าสิบกว่าๆโหดมาก” เขาเน้นคำหลัง
“เฮ้ย! ถึงคิวพวกแกแล้วรีบๆ เดินเข้าเซ่…!” คนตัวใหญ่หัวล้านที่ต่อคิวอยู่ด้านหลังพวกแทนะโขึ้นนิกกี้หันไปมองตาเขียวจนบลานซ์กลัวจะเกิดเื่ก่อนแข่ง
“ไปกันเถอะนิกกี้เดี๋ยวจะกลับมาไม่ทัน” เขาพยายามหาเหตุผลให้นิกกี้ยอมปล่อยเ้าโล้นนั่นไปและมันก็ได้ผล นิกกี้ยอมเดินตามบลานซ์กับแทนออกจากโคลอสเซียม มุ่งหน้าไปยังหอคอยทางด้านเหนือของเมืองหอคอยที่อยู่ใกล้ๆ กับวิหารนักบวช
“แค่นี้ก็ปอดแหกแล้ว...!ยังจะกล้าเดินเข้ามาในสนามประลองอีกเรอะ...กลับไปเล่นเกมเฟสบุ๊คที่บ้านเถอะไป๊!”เสียงะโไล่หลังมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะทำเอานิกกี้เกือบฟิวส์ขาดแต่ดีที่ได้บลานซ์ชวนพูดเื่อื่นจึงทำให้รอดจากการกิจกรรม ‘ฟาดปากกันวันนี้’ ไปได้อย่างฉิวเฉียด
“ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้หมีควายขายเกาลัด…ถ้าเจอกันแม่จะซัดให้กลับสวนสัตว์ไม่ถูกเลย” เสียงนิกกี้บ่นพึมพำ
ทั้งสามใช้เวลาเดินจากสนามประลองไปยังหอคอยที่อยู่ทางทิศเหนือไม่นานนักเวลาที่ใช้ไปไมถึงสิบนาที และเมื่อทั้งหมดยืนอยู่หน้าหอคอยที่ว่า เสียงของนิกกี้ก็พูดขึ้นเป็คนแรก
“นายเข้าไปคนเดียวนะตอนนี้ฉันกับบลานซ์เลเวลสามสิบพอดี ถ้าเกิดเผลอไปฆ่าตัวอะไรเข้าจะเลเวลเกิน”เธอว่า “แถมถ้าเลเวลสามสิบเอ็ดนี่ซวยหนัก”
“ทำไม?” แทนถาม
“พอยอมตายแล้วเลเวลมันจะเหลือแค่ยี่สิบหกน่ะสิเวลาจะไปเก็บเลเวลก็ไม่ค่อยมีเสียด้วย พอสมัครนี่เสร็จฉันต้องออกจากเกมพักหนึ่งจะกลับมาก่อนแข่งสักพัก” นิกกี้ขยายความ แทนได้แต่พยักหน้าเข้าใจและหันหน้าเข้าหาหอคอยหินสีเทาสูงตระหง่านที่ตั้งอยู่ตรงหน้า
“ลาก่อนน้องเลเวล...”แทนพูดติดตลก
หลังจากประตูเหล็กบานใหญ่ถูกเปิดออกและปิดลงเสียงะโโหวกเหวกที่ด้านในก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงการปะทะกันอย่างรุนแรงของผู้เล่นและมอนสเตอร์
“เลเวลเบรกเกอร์!”
เสียงเรียกใช้สกิลดังมาจนถึงด้านนอกหลังจากนั้น...เมื่อผ่านไปราวหนึ่งนาทีประตูบานเดิมก็เปิดออกแทนเดินออกมาด้วยสีหน้าเลี่ยนๆ “เป็ไงเลเวลเหลือเท่าไรแล้วแล้วไอ้ที่ะโเลเวลเบรกเกอร์นั่นมันอะไรของนาย” นิกกี้ถาม
แทนเรียกรายละเอียดทักษะของเขาขึ้นมาให้นิกกี้และบลานซ์ดูซึ่งเมื่อทั้งสองคนอ่านจบก็ทำเสียงประหลาดใจ
“มีอย่างนี้ด้วยรึนี่”อันนี้เสียงบลานซ์
“เจ๋งแฮะเ้าลามก!”ตามด้วยนิกกี้
“ฉันใช้แล้วเลเวลมันลดลงก็จริงนะแต่พอกวาดมอนในชั้นหนึ่งหมดเลเวลมันก็เพิ่มมาอีกน่ะตกลงตอนนี้เลเวลลดลงไปแค่สองเลเวลเอง” เขาทำท่าเหนื่อย“แล้วก็นิกกี้...ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่ได้ลามกแค่วิปริตนิดหน่อย”เขายังมีอารมณ์พูดเล่น
นิกกี้เอามือตบไปที่หลังเพื่อนของเธอเบาๆ“เข้าไปจัดการซะเอาให้เหลือแค่เลเวลสามสิบพอ” เธอพูดกลั้วหัวเราะและหลังจากนั้นแทนก็เดินเข้าไปในหอคอย แล้วเสียงะโว่า... “เลเวลเบรกเกอร์!” ก็ดังขึ้นอีกสี่ห้าครั้ง...
ตามด้วยเสียงดังของการปะทะกันของผู้เล่นและมอนสเตอร์ที่อยู่ในหอคอยของเมืองคัลเดียหอคอยที่ว่ากันว่าเป็แห่งฆ่าตัวตายชั้นเยี่ยม เนื่องจากจำนวนและเลเวลของมอนสเตอร์ที่มากเกินไปสำหรับผู้เล่นมือใหม่
“เฮ้ย!”
“เปรี้ยง!”
“พลัก!”
“อัก!”
“ซี้ด...!”
“อูย...!”
“โอ้ว...!”
“อ่า...!”
รายงานสรุปผลจากการเข้าไปในหอคอยทางทิศเหนือของเมืองคัลเดีย...
ผู้เล่นแทนไทยจัดการมอนสเตอร์ไปดังนี้...
ิญญาพยาบาท เลเวล 55ระดับ5 ดาว 12 ตัว
นักรบต้องสาป เลเวล 57ระดับ 5 ดาว 10 ตัว
จอมคาถาผู้ถูกคุมขัง เลเวล51 ระดับ 5 ดาว 9 ตัว
ปีศาจหอคอยเดสกีสเซอร์เลเวล 60 ระดับ 6 ดาว 3 ตัว
ได้รับการ์ด
ิญญาพยาบาท ระดับ 5 ดาว4 ใบ
นักรบต้องสาป ระดับ 5 ดาว3 ใบ
จอมคาถาผู้ถูกคุมขัง ระดับ5 ดาว เอฟเฟค 2 ใบ
ปีศาจหอคอยเดสกีซเซอร์ระดับ 6 ดาว เอฟเฟค 1 ใบ
ได้รับไอเทม
เศษเหล็กต้องสาป 2 ชิ้น
เขี้ยวรัตติกาล 1 ชิ้น
ผู้เล่นแทนไทยเลเวลลดจาก39 เหลือ 30...
“แน่ใจนะว่านายเข้าไปสู้กับมอนสเตอร์”นิกกี้ถามด้วยสายตาสงสัย
แทนเดินห่อไหล่พร้อมกับถอนหายใจยาววันนี้เขาเจอเื่มามากไม่ใช่น้อย นี่ถ้านับจริงๆ แล้วผู้ชายคนนี้เข้ามาในเกมยังไม่ถึงหนึ่งวันด้วยซ้ำแต่เื่ที่เกิดขึ้นมันมากมายเสียเหลือเกิน
“ไม่ไหวแล้วล่ะฉันกำลังจะหมดพลัง” แทนว่า “พลังชีวิตจริงๆของฉันนะ ไม่ใช่ HP” เขาย้ำ
บลานซ์พยักหน้ารับ “งั้นเดี๋ยวเราไปสมัครกันให้เรียบร้อยแล้วแยกย้ายละกันฉันว่าจะอยู่ในนี้อีกสักหน่อย” ชายหนุ่มพูดขึ้นและทุกคนก็เห็นด้วย
หลังจากนั้นทั้งสามก็เดินทางไปเข้าสมัครแข่งขันการประลองที่จะมีขึ้นในเช้าวันพรุ่งนี้ในขณะที่อยู่ในโคลอสเซียมนั้นสายตาของนิกกี้สอดส่ายหาเ้าผู้ชายหัวล้านคู่แค้นตลอดเวลาแต่ก็เดชะบุญที่เ้านั่นหายหัวไปแล้ว…
เมื่อจัดการเื่การสมัครและได้รับการ์ดหมายเลขผู้สมัครเรียบร้อยแล้วทั้งสามก็เดินไปที่วิหารแห่งนักเดินทางซึ่งจะมีอยู่ทุกเมือง มันเป็สถานที่สำหรับผู้เล่นใช้เป็จุดเกิดหากมีการตายและใช้เข้าออกเกมอย่างเป็ทางการ มีบ้างในบางกรณีที่ผู้เล่นต้องออกจากเกมฉุกเฉินในกรณีนั้นระบบจะจดจำจุดที่ออกจากเกมเอาไว้ถ้ากลับมาภายในสามสิบนาทีจะอยู่ที่บริเวณเดิม แต่ถ้าเลยเวลาไปแล้วผู้เล่นจะถูกส่งกลับมายังวิหารแห่งนักเดินทางที่ใกล้ที่สุด แต่การหลุดจากเกมกรณีนี้นั้นจำกัดอยู่ที่48 ชั่วโมงต่อ 1 ครั้งเท่านั้น เพราะป้องกันผู้เล่นหนีจากการต่อสู้เมื่อเห็นว่าแพ้แน่นอน
“เดี๋ยวๆ” แทนเรียกนิกกี้ที่กำลังจะแยกตัวไปเขานึกอะไรบางอย่างได้
นิกกี้หันกลับมามองเ้าของเสียงเรียก เธอตีหน้าสงสัย “อะไรของนาย...”เธอพูดเสียงเรียบแต่ตอนนี้ดูจากสายตาแล้วเธอไม่ได้รังเกียจเสียงเรียกจากเพื่อนของเธอเลยแม้แต่น้อย
“ฉันอยากถามเธอเื่สามอย่างนี่” แทนพูดพร้อมกับจัดการโชว์เ้าสิ่งแรกที่เขาสงสัย“ไอ้นี่น่ะเอาไว้ทำอะไร” แทนหยิบโลหะอรานิกที่ได้จากแมงมุมซัพพาทูล่าส่งให้นิกกี้
“ไหน...” เธอพูดพร้อมยื่นมืออกไปรับโลหะก้อนเท่ากำปั้นมาสำรวจบลานซ์เองก็มีท่าทีสนใจ
ไม่นานนักนิกกี้ก็ต้องเลิกคิ้วสูง “เอ้ย...! นี่มันของทำเควสสร้างการ์ดอาวุธปืนนี่นา!” นิกกี้ว่า“ฉันหาตั้งนานก็ไม่เจอเคยเห็นมีขายในตลาดสองสามครั้งแต่ซื้อไม่ทันสักที” หญิงสาวจ้องแร่ก้อนนั้นตาลุก
“สามแสนห้าราคากันเอง”แทนพูดราคาทันที
นิกกี้หันขวับไปที่แทนพร้อมกับพยักหน้าตกลง “รอแป๊บเดี๋ยวเอาเงินให้” เธอบอกกับแทนในขณะที่บลานซ์ซึ่งมองดูเหตุการณ์อยู่ขมวดคิ้วที่แทนเรียกเงินจากเพื่อนอย่างนิกกี้
“ไม่เอาน่ะ...เงินสดไม่รับ ชอบให้เธอติดหนี้บุญคุณ” แทนพูดหน้านิ่ง“เธอติดฉันสามแสนห้านะ หักกับที่สอนคอมโบการ์ดให้แสนหนึ่งหักกับที่แนะนำให้ฉันไปหาการ์ดอาชีพอีกแสนหนึ่ง และหักกับที่เธอให้ฉันไปหา Npcที่ลานกลางเมืองเลยได้ของมาเยอะแยะ อันนี้ฉันคิดให้แสนห้าสรุปแล้วพอดีกับค่าของ” แทนร่ายยาว เหตุผลหลักๆ ก็แค่เขินบลานซ์ที่มองอยู่คลายคิ้วที่ผูกโบว์ออก เขากระตุกยิ้มเมื่อเห็นท่าทางเพื่อนใหม่จอมแสบ
“งั้นครั้งหน้าฉันจะทำให้นายติดหนี้ฉันอีก” เสียงนิกกี้พูดเจือรอยยิ้ม
“แล้วอันนี้ล่ะ...” คราวนี้แทนหยิบการ์ดสีดำที่เขาไม่รู้ว่าคืออะไรออกมา
“การ์ดที่มีเควสเกี่ยวกับการ์ดใบนั้นน่ะ การ์ดพวกนี้จะมีสีดำและมีคำว่า ‘เควส’ อยู่บนการ์ด” หญิงสาวชี้ให้แทนดูบนการ์ดที่เขียนว่า‘เควส’ “ฉันว่าถ้าเป็การ์ดแบบนี้น่าจะเป็เควสรวมการ์ดชุดเดียวกันน่ะอย่างที่เขียนไว้ข้างล่างว่า เซเว่นซิน แต่ท่าจะยากมาก...”
แทนขมวดคิ้ว ส่วนบลานซ์ที่ยืนกอดอกอยู่ก็ไม่ต่างกัน “ยากยังไง...”แทนถามต่อ
นิกกี้เลื่อนนิ้วไปชี้ตรง้าของการ์ด “นายเห็นตรงนี้มะ”เธอชี้ไปที่ตัวหนังสือภาษาอังกฤษคำหนึ่ง “ยูนีค...แปลว่าทั้งโลกของเกมนี้มีแค่ใบเดียว”