มุมปากของหว่านซียกขึ้นเล็กน้อย ท่วงท่าสุภาพสง่างาม แม้จะไม่ได้พูดคุยกับทุกคนแต่ก็ถือว่าได้ดูแลแขกเหรื่ออย่างทั่วถึง
ทั้งแขกและเจ้าบ้านต่างก็พึงพอใจกับงานเลี้ยงทั้งสองฝ่าย
นางกวาดสายตามองไปโดยรอบก่อนจะไปหยุดอยู่ที่บิดามารดา ผู้มาร่วมงาน รวมไปถึงอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อที่ดึงตัวต่งเอ้อซื่อมากระซิบกระซาบข้างกายหว่านซีมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเฉียบคม
แม้หว่านซีจะคาดเดาความคิดของอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็ถือว่าเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง
สถานะของต่งเอ้อซื่อในตอนนี้เรียกว่าตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งไม่ต้องพูดถึงอิ้นถัง แม้แต่ฮ่องเต้และอี้เฟยยังมีทีท่าไม่พอใจนางคนที่ฉลาดหน่อยก็คงเข้าใจได้และพยายามหาวิธีพลิกสถานการณ์แล้วแต่น่าเสียดายที่ต่งเอ้อซื่อนั้นไม่ได้ตระหนักถึงจุดนี้เลยสักนิด นอกจากจะไม่สำนึกอะไรแล้วก็ยังพยายามปัดความผิดให้พ้นตัวไปอีกด้วย
ทำเช่นนี้ไม่เพียงจะแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ยิ่งทำให้ความเชื่อใจที่ผู้อื่นมีให้หมดลงไปอีกด้วย
และหากนางไม่เรียนรู้ที่จะสงบเสงี่ยมอีกดูจากนิสัยของอิ้นถัง เห็นทีอีกไม่นานนางคงถูกกักแล้ว
"ท่านแม่ ทำอะไรของท่าน"ต่งเอ้อซื่อถอยหลังไปสองสามก้าวเพราะถูกอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อดึงร่างนางเอาไว้ก่อนจะบ่นออกมาอย่าไม่พอใจ
อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อโกรธจนแทบกระอักโลหิตเมื่อเห็นบุตรสาวตนเองทำตัวเหมือนโคลนที่ไม่อาจฉาบกำแพงได้[1] แต่แขกที่มาร่วมงานยังคงอยู่ในห้องโถง นางจึงพยายามรักษาหน้าของบุตรีเอาไว้ด้วยการพูดเสียงเบาแต่แฝงแววตำหนิ “เจ้านี่นะยังคงคิดว่าตนเองเป็นคุณหนูในจวนที่เจอเรื่องอะไรก็จะรอให้คนอื่นเห็นแก่หน้าแม่แล้วยอมลงให้เจ้าอีกอย่างนั้นหรือ”
ต่งเอ้อซื่อสีหน้าดำทะมึนนางมองไปรอบๆเมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจพวกนางสองแม่ลูกจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์“อะไรคือเห็นแก่หน้าท่าน ในฐานะพระชายาองค์ชายเก้าข้าก็แค่ต้องการรักษาเกียรติที่ข้าควรได้รับเท่านั้นไม่ใช่ปล่อยให้คนอื่นได้รับเสียงชื่นชมยินดีแล้วข้าก็ต้องฝืนยิ้มกับพวกเขาไปด้วย”
"เจ้า..."อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อเห็นท่าทางมั่นใจของบุตรสาวพลันรู้สึกสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม “ได้เช่นนั้นเจ้าบอกข้าว่าอะไรคือเกียรติที่เจ้าควรได้รับแล้วเจ้าสมควรได้รับสิ่งนั้นเพียงเพราะว่าเป็นพระชายาขององค์ชายเก้าน่ะหรือ”
“แล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ”ต่งเอ้อซื่อถามด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
"ได้ สมมุติว่าเจ้าควรได้รับเกียรตินั้นจริงๆ เช่นนั้นเจ้าบอกข้ามาหากเจ้าเสียความไว้วางใจจากฮ่องเต้ หรือเสียความเชื่อใจจากองค์ชายเก้า แล้วตำแหน่งพระชายาขององค์ชายเก้าเจ้ายังจะเหลืออะไรอีก”อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห น้ำเสียงของนางเริ่มแฝงความเย็นชาโดยไม่รู้ตัว
“จำไว้ว่าทุกอย่างที่เจ้ามีอยู่ตอนนี้ขึ้นอยู่กับรับสั่งของฮ่องเต้เพียงคำเดียว ต่อให้องค์ชายเก้าจะชอบหรือไม่ชอบเจ้าเขาก็ยังเป็นโอรสของฮ่องเต้และฮ่องเต้จะไม่มีทางปล่อยให้โอรสของตนเองต้องทุกข์ทรมานเพราะภรรยาของเขาเด็ดขาดหากเจ้ายังจะทำตัวอย่างนี้ต่อไป วันหนึ่งหากเจ้าต้องเจอเรื่องร้ายๆ ขึ้นมา ก็อย่าหาว่าข้าไม่เคยตักเตือนเจ้า!”
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาต่งเอ้อซื่อก็เติบโตมาท่ามกลางการเลี้ยงดูทะนุถนอมจากอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อตั้งแต่เด็กจนโต นางคือคุณหนูคนสำคัญที่สุดของตระกูลต่งเอ้อทุกคนต้องยอมถอยให้นางก้าวหนึ่ง แต่ตอนนี้นางกำลังตกที่นั่งลำบากแม้แต่มารดาที่รักนางที่สุดกลับตำหนินางเช่นนี้ต่งเอ้อซื่อดวงตาแดงก่ำด้วยความเสียใจ “ท่านกำลังเยาะเย้ยข้าสาปแช่งข้าอยู่อย่างนั้นหรือ ทำไมท่านถึงไม่คิดอยากให้ข้ามีความสุขบ้าง!”
ต่งเอ้อซื่อโกรธจนตัวสั่นไม่คิดมาก่อนว่าวันหนึ่งตนเองจะถูกแม่ทอดทิ้ง
แม้ว่าอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อจะพูดด้วยความโกรธแต่นั่นก็เผยความกังวลของนางออกมาหมดสิ้น หากลูกสาวนางมีไหวพริบคิดอะไรได้เสียบ้างก็คงไม่ต้องถึงคราวที่นางจะต้องคอยเป็นห่วงอยู่ตลอดเช่นนี้
"โธ่ ทำไมถึงไม่เข้าใจความหวังดีของแม่เสียบ้างเลย!”อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อมองดูบุตรสาวที่ยืนน้ำตาคลอทั้งสงสารทั้งรู้สึกน้อยใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะใจอ่อนกับนาง
"ท่านแม่..."
"ช่างเถอะ ช่างเถอะ แม่เองก็พูดไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบแต่เจ้าก็ต้องหัดมีสติให้มากกว่านี้ หากไม่เข้าใจอะไรก็ฟังอิ่นหมัวมัวและตงกูกูให้พวกนางบอกกล่าวต่อเจ้า ไม่ใช่เจออะไรก็รู้จักแต่พุ่งชนแบบนี้อีก” อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อคว้ามือของอิ่นหมัวมัวและต่งเอ้อซื่อมาจับไว้ด้วยกันนางรู้ว่าอิ่นหมัวมัวจะต้องถวายชีวิตให้ลูกของนางอย่างแน่นอน
ต่งเอ้อซื่อจะรู้สึกว่าอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อคิดมากเกินไปแต่นางก็รู้ว่ามารดาจะไม่ทำร้ายนางอย่างเด็ดขาด ดังนั้นเมื่อทั้งสองปรับอารมณ์ให้เป็นปกติได้ในที่สุดพวกนางก็พากันเดินไปยังโต๊ะที่ใช้สำหรับทำพิธีหยิบของเสี่ยงทายและแม้ว่าต่งเอ้อซื่อมีสีหน้าแข็งทื่ออยู่บ้างแต่นางก็รู้ว่าตอนนี้นางจะต้องยิ้มแย้มให้กับบรรดาแขกเหรื่ออย่างสุดความสามารถ
อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อเสียดายที่บุตรสาวไม่ได้ความฉลาดจากนางไปบ้างเลยแต่อย่างน้อยการรู้จักรับฟังก็ยังถือเป็นข้อดี
องค์ชายเก้าไม่ได้สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆ ของอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อและต่งเอ้อซื่อ หรืออาจพูดได้ว่าเขาไม่ได้สนใจเลยตั้งแต่ต้น หลังจากเหตุการณ์ลอบสังหาร ต่งเอ้อซื่อก็ผลักภาระให้คนอื่น ส่วนอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อก็ยื่นมือเข้ามาวุ่นวายเรื่องในจวนของเขาแล้วจะให้เขาผู้มีนิสัยถือตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเช่นนี้ปฏิบัติต่อพวกนางสองคนด้วยดีได้อย่างไร
ตอนนี้อิ้นซื่อและกัวลั่วหลัวซื่อกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาถึงแม้ว่าอิ้นถังจะเคยพูดไปแล้วแต่เห็นได้ชัดว่าสองคนนี้ไม่ได้ฟังสิ่งที่เขาพูดเลย
วันนี้เป็นงานเลี้ยงครบขวบปีของหงหมินและต่อไปก็จะเป็นพิธีเสี่ยงทาย ทั้งคู่กำลังยืนขวางหน้าเขาเอาไว้บางคนคงนึกว่าพวกเขามาเพื่อแสดงความยินดีแต่อีกหลายคนอาจจะนึกว่าพวกเขามาสร้างความวุ่นวาย
“พี่แปด ข้าว่าเราพูดกันชัดเจนแล้ว...”
"พี่เก้า เรามาคุยเรื่องที่ท่านกับสามีของข้าเข้าใจผิดกันไม่ได้หรือเราจะปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องพังลงไปเช่นนี้น่ะหรือ" กัวลั่วหลัวซื่อตัดบทอิ้นถังก่อนที่เขาจะพูดจบ
เห็นอิ้นถังขมวดคิ้วอิ้นเอ๋อก็แทรกขึ้นทันที"เข้าใจผิด? เข้าใจผิดแบบไหน พี่สะใภ้แปด กับเรื่องบางเรื่องท่านควรทำความเข้าใจให้ดีก่อนพูด อีกอย่างพวกเราบอกหรือว่าตอนนี้เราไม่ใช่พี่น้องกันแล้ว พวกเราก็ยังเป็นพี่น้องกันมาตลอด!”
คำพูดของอิ้นเอ๋อทำให้อิ้นซื่อพูดไม่ออกยิ่งเมื่อเห็นสีหน้าเรียบเฉยของอิ้นถัง ในใจก็พลันรู้สึกขมขื่น
ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยสนิทสนมกันพูดคุยกันได้ทุกเรื่องราว แต่ตอนนี้กลับยืนประจันหน้ากันด้วยความระแวง
นี่เป็นความผิดของเขาเองที่ถูกน้ำมันหมูพอกใจให้มืดบอด[2] จึงคิดเล่นงานอิ้นถัง ตอนนี้ดียิ่ง ก้าวแรกผิดพลาด พาให้ก้าวต่อไปผิดพลาดกระทั่งมาถึงจุดนี้ที่อยากจะย้อนกลับไปก็ยากเหลือเกิน
อิ้นถังเห็นกัวลั่วหลัวซื่อยังต้องการพูดอีกจึงรีบเอ่ยขัด"พี่แปด พี่สะใภ้แปด พวกเราทั้งหมดเป็นพี่น้องกันอยู่แล้ววันนี้ทั้งรัชทายาท พี่ใหญ่ พี่สาม รวมทั้งพี่สี่ก็มากันหมดข้าก็ต้องต้อนรับพวกเขาด้วย อีกอย่างพี่แปดตั้งใจมาขนาดนี้ข้าย่อมต้องเข้าใจความตั้งใจของพี่แปดดีอยู่แล้ว"
“น้องเก้า...”
"พี่แปด ใกล้ถึงเวลาที่หงหมินจะเข้าพิธีหยิบของเสี่ยงทายแล้ว" อิ้นถังพยักหน้า โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยโดยมีหงหมินอยู่ในอ้อมแขน
พิธีหยิบของเสี่ยงทายหรือเรียกอีกอย่างว่า พิธีเสี่ยงทายเด็ก พิธีหยิบของ พิธีทดสอบพิธีเหล่านี้เป็นที่แพร่หลายในชาวเมืองทั่วไปโดยเป็นพิธีการทำนายอนาคตและอุปนิสัยของเด็กเมื่ออายุครบขวบและเป็นการเฉลิมฉลองเด็กที่มีอายุครบขวบปีแรกด้วย
ในวังนั้นพิธีหลักของงานเลี้ยงวันเกิดครบหนึ่งขวบอยู่ที่พิธีหยิบของเสี่ยงทายเมื่อรัชทายาทและชายารัชทายาทมาถึงอิ้นถังก็พยักหน้าเป็นสัญญาณเริ่มพิธีหยิบของเสี่ยงทายอย่างเป็นทางการ
หงหมินน้อยสวมชุดประจำยศท่านชายแบบจี่ฟู่[3]สีแดงสดตัวน้อย อิ้นถังวางเขาบนโต๊ะขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งของหลากสีสันหว่านซีมองบุตรชายที่แต่งตัวเหมือนซองแดงขนาดเล็กจากนั้นก็เหลือบมองอิ้นถังที่สวมชุดเหมือนกัน กลายเป็นซองแดงขนาดใหญ่นางรีบยกผ้าเช็ดหน้าปิดปากและหัวเราะเบาๆ อย่างอดไม่ได้
มีคำกล่าวว่าสามขวบล่วงรู้ถึงชรา[4] หลายคนจึงตัดสินอนาคตของเด็กวัยสามขวบผ่านพิธีหยิบของเสี่ยงทายแต่หว่านซีไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนักคนนอกอาจจะไม่กระจ่างแจ้งเรื่องนี้เท่ากับสตรีในเรือนหลังพวกนางต่างกล่าวว่าความชอบและอนาคตล้วนกำหนดในพิธีหยิบของเสี่ยงทายแต่ความจริงแล้ว หลายคนก็แอบฝึกบุตรของตนให้หยิบจับสิ่งของที่ควรจับเพื่อให้ได้คำทำนายที่ดีและเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กน้อยหยิบจับสิ่งของที่ไม่ควรหยิบซึ่งแม้แต่หว่านซีเองก็ยังเคยทำในชีวิตก่อน
หากจะพูดไปอุปนิสัยและอนาคตของเด็กจะเป็นเช่นไร นอกเหนือไปจากการศึกษาที่จำเป็นแล้วการเลี้ยงดูชี้แนะจากบิดามารดาและสภาพแวดล้อมก็มีความสำคัญเช่นเดียวกันเรื่องเหล่านี้หว่านซีไม่เคยรู้มาก่อนแต่เป็นสิ่งที่อิ้นถังเคยพร่ำบ่นต่อหน้านางที่จดบันทึกถ้อยคำเหล่านั้นเอาไว้ทั้งหมด
หงหมินน้อยที่อยู่คนเดียวกลางโต๊ะใหญ่ล้อมรอบไปด้วยผู้คนมากมายไม่เพียงแต่ไม่แสดงอาการแตกตื่น แต่ยังโบกแขนเล็กๆของเขาพลางมองไปมาด้วยรอยยิ้มแจ่มใส
"ดูหลานข้าคนนี้สิ ช่างไม่เหมือนใครจริงๆ กล้าหาญยิ่งกว่าเด็กคนอื่นอีกหน่อยเขาต้องโตไปเป็นปาถูหลู่ (นักรบที่เก่งกาจ) แน่ๆ”องค์ชายสิบอิ้นเอ๋อมองดูเด็กน้อยที่ทั้งกล้าหาญแข็งแรงและมีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยมก็เอ่ยชมเสียงดังอย่างมีความสุข
หงหมินน้อยหันไปมองตามเสียงเมื่อเห็นว่าเป็นอิ้นเอ๋อที่เคยพบหน้ากันบ่อยๆ เขาจึงไม่กลัวอีกฝ่ายแต่กลับยื่นแขนอวบป้อมออกไปข้างหน้าเพื่อขอให้เขาอุ้มตนเอง
“หงหมิน เจ้าหยิบของก่อน รอเจ้าหยิบเสร็จอาสิบจะพาไปเล่น” อิ้นเอ๋อเห็นเด็กน้อยคลานมาหาอย่างรวดเร็วก็รีบพูดขึ้นด้วยความกังวล
อิ้นถังเห็นแล้วไม่เพียงไม่โกรธ แต่กลับหันไปเอ่ยกับหว่านซีที่ยืนด้านข้างด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข "ลูกข้าช่างฉลาดนัก เจ้าดูแขนขาเล็กๆ นั่นมีเรี่ยวแรงถึงขนาดไหนคลานได้ไกลถึงเพียงนี้ คำพูดของน้องสิบอาจจะเป็นจริงก็ได้”
เด็กในราชวงศ์ หากถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมมากเท่าใดก็ยิ่งมีชีวิตอยู่จนเติบใหญ่ได้ยากเท่านั้นเด็กที่ร่างกายอ่อนแอมีอยู่มากมาย ดังนั้นไม่เพียงราชสกุลอ้ายซินเจวี๋ยหลัวเท่านั้นที่ชมชอบเด็กสุขภาพดีร่างกายแข็งแรงแต่คนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน
ดวงตาของหว่านซีไม่ได้ละจากหงหมินน้อย เมื่อเห็นเขายื่นแขนอ้วนๆ ออกมาเพื่อขอกอด นางจึงคลี่ยิ้มอ่อนโยนแล้วเอ่ยว่า "องค์ชายรับสั่งถูกต้อง ขอเพียงร่างกายแข็งแรง อะไรๆก็ย่อมดีไปด้วยมิใช่หรือเพคะ"
ไม่ว่าเด็กน้อยจะกลายเป็นเหยื่อสังเวยจากการต่อสู้ระหว่างสตรีเรือนหลังหรือเสียชีวิตเพราะไม่แข็งแรงพอ สำหรับราชวงศ์นั้น เด็กที่ตายมีมากกว่าเด็กที่เกิดเสมอ
แม้ว่าลูกทั้งสามคนในชีวิตที่แล้วของหว่านซีจะอยู่ดีกินดีแต่สุขภาพของพวกเขาก็ไม่ได้แข็งแรงนัก เพื่อชดเชยความเสียใจในชีวิตที่แล้วหว่านซีจึงทุ่มเทกับการเลี้ยงลูกเป็นพิเศษ ไม่เพียงใช้สิ่งที่นางเรียนรู้มาจากชีวิตเดิมแต่ยังให้ทิงหลานผู้เข้าใจหลักการแพทย์ช่วยเหลือหญิงงามเรื่องนี้อีกด้วย
เมื่อมีการลงทุนแล้วย่อมต้องมีผลตอบแทนจึงไม่แปลกที่ร่างกายของนางจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วส่วนหงหมินก็แข็งแรงกว่าเด็กทั่วไปเช่นนี้
ขณะที่นางกำลังนึกอยู่นั้น เสียงร้องของข้ารับใช้ฝ่ายพิธีการก็ดังขึ้น พิธีหยิบของเสี่ยงทายได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
อิ้นถังก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กๆที่สวมหมวกใบน้อยพลางส่งยิ้มให้และชี้ไปยังสิ่งของบนโต๊ะบอกใบ้ให้เขาหยิบมันขึ้นมา
หงหมินน้อยเป็นเด็กฉลาดหลังจากเขาเรียนรู้ที่จะเรียกผู้คนได้อิ้นถังและหว่านซีก็เริ่มสอนพื้นฐานทั่วไปให้กับเขาแล้วแม้เขาจะไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่ก็ยังพอเข้าใจความหมายกว้างๆ ได้
ดังนั้นทันทีที่อิ้นถังอ้าปากหงหมินน้อยก็แสดงท่าทางของผู้ใหญ่ตัวเล็กๆให้การร่วมมือโดยพยักหน้าอย่างจริงจัง จากนั้นย้ายบั้นท้ายเล็กๆของตนก่อนจะเริ่มคลานพลางมองไปรอบๆ โดยไม่ได้ยื่นมือออกไปกระทั่งถึงปลายโต๊ะอีกด้านหนึ่งจึงหยุดลง
ท่าทางสงบมั่นคงของเขาทำให้บรรดาแขกเหรื่อรู้สึกประหลาดใจพวกเขาต่างเบิกตามองดูว่าท่านชายน้อยที่แสนจะน่ารักและเฉลียวฉลาดคนนี้จะทำอะไรที่น่าทึ่งหรือจะทำอย่างเด็กทั่วไปที่หยิบอะไรไร้ความหมายสักอย่างขึ้นมาแทน!
รัชทายาทและเหล่าองค์ชายที่มาร่วมชมพิธีต่างก็สงสัยว่าเด็กน้อยจอมซนกำลังเล่นปริศนาอะไรอยู่ยิ่งมองดูรูปร่างท่าทางของเขาก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดูขึ้นมาจับใจ
ตอนนี้หว่านซีได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ทำตัวต่ำต้อยนางจะไม่เป็นเหมือนชาติก่อนที่มีตำแหน่งอย่างเปล่าประโยชน์ทำได้เพียงเฝ้ามองดูความรุ่งโรจน์ของผู้อื่นในขณะที่ตนเองต้องทุกข์ทนอีกต่อไป
แม้ว่าหงหมินน้อยจะเป็นเด็กขี้เล่น แต่เขาก็เชื่อฟังเช่นกัน เมื่อบิดาขอให้เขาเลือกหยิบของโต๊ะเด็กน้อยก็ปีนป่ายไปมาบนโต๊ะอย่างตื่นเต้นในที่สุดดวงตากลมโตคู่นั้นก็เป็นประกายเมื่อเห็นอะไรบางอย่างสะดุดตาสิ่งนั้นคือคันธนูและลูกศรขนาดเล็กที่ตกแต่งอย่างงดงามหงหมินน้อยหยิบมันโบกไปมาแล้วหันมาฉีกยิ้มกว้างให้กับบิดามารดาด้านข้าง
ชาวแมนจูยึดครองแผ่นดินและผืนฟ้าต่อให้ฮ่องเต้จะส่งเสริมการเรียนแบบชาวฮั่นแต่โดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาก็ยังเชื่อว่าฝีมือต่อสู้นั้นสำคัญกว่าการศึกษาอยู่ดี
"หลานชายข้าเลือกได้ดีจริงๆ!" รัชทายาทนั้นเอ็นดูหงหมินน้อยกับพิธีหยิบของเสี่ยงทายของบุตรพี่น้องคนอื่นเพียงเขามาร่วมงานก็ถือเป็นการให้หน้ามากพอแล้วการที่เขามาแล้วยังเอ่ยปากชมเชยอีกถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแม้แต่อิ้นถังที่ไม่ค่อยชอบรัชทายาทนั้นยังต้องยอมรับว่าในสถานการณ์เช่นนี้เขายังคงวางตัวได้อย่างสง่างามมากจริงๆ
เมื่อมีรัชทายาทเป็นผู้นำองค์ชายทั้งหลายไม่ว่าจะจริงใจหรือไม่ก็ต้องพูดชมสองสามคำอย่างเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือขุนนาง ต่างก็มีแต่ถ้อยคำดีๆ เอ่ยออกมาอย่างไม่ขาดสาย
พิธีหยิบของเสี่ยงทายครั้งนี้ถือได้ว่าจบลงอย่างอิ่มเอม
หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็ได้ทราบว่าหงหมินจับของเสี่ยงทายเป็นคันธนูและลูกธนูจึงได้พระราชทานสิ่งของมาให้เป็นกรณีพิเศษเมื่อคิดรวมกับข้าวของมากมายที่ได้รับพระราชทานมาก่อนหน้านี้เพียงงานวันเกิดก็ได้รับรางวัลไปแล้วถึงสองครั้งนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจริงๆ
ชั่วเวลานั้นจวนขององค์ชายเก้าถือได้ว่ารุ่งโรจน์อย่างมาก และหงหมินน้อยก็กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนเช่นกัน
[1] หมายถึงคนที่มีความสามารถน้อย ไม่สามารถพัฒนาได้
[2] หน้ามืดตามัว หลงผิด
[3] ชุดแบบครึ่งยศ
[4] หมายความว่าเด็กวัยสามขวบจะเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองและเริ่มแสดงออกถึงบุคลิกของพวกเขาที่จะติดตัวไปถึงชรารวมถึงอนาคตที่เป็นไปได้