“ใครคือคนที่เขียนคำตอบที่สองงั้นเหรอคะอาจารย์?” หนึ่งในเสียงนักเรียนที่จอแจดังขึ้นมาอีกครั้งเมื่ออาจารย์สาวเอ่ยถึงว่าภาคเรียนต่อจากนี้จะเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนแบบคู่แทน
“ลองถามๆ กันดูจะดีกว่ามั้ย ถ้าอาจารย์พูดชื่อออกไปเดี๋ยวจะหาว่าถือหางกันอีกนะ” หญิงสาวไหวไหล่ไม่เอ่ยให้คำตอบจริงไป ก่อนที่จะปล่อยเลิกเรียนเพราะหมดเวลาแล้ว
“นี่คอรีน! เธอคิดว่าใครเป็คนเขียนคำตอบพลังงานฟิวชั่นงั้นเหรอ?” คอรีนเก็บหนังสือทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะลงในกระเป๋าของตนเองถูกถามโดยเพื่อนหญิงคนหนึ่ง เธอเงยหน้าขึ้นมองก่อนเอ่ยตอบ
“ไม่แน่ใจสิ ลองไปถามอาเธอร์ดูก็ได้นี่ เพราะเขารู้ทุกเื่และเขาน่าจะเป็คนเขียนนะ ฉันยังไม่รู้เลยว่าฟิวชั่นแปลว่าอะไร” หญิงสาวไหวไหล่ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นแม้เธอจะเป็คนเขียนความหมายของพลังงานฟิวชั่นลงไปก็ตาม การแกล้งโง่คืองานอดิเรก
เพื่อนหญิงคนนั้นจึงพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินไปถามอาเธอร์
ทั้งอาเธอร์ คาลอส และคอรีนอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน โต๊ะเรียนที่ถูกจัดแบ่งเอาไว้เป็สอง สอง และสามต่อแถว โดยคอรีนที่นั่งแถวหลังสุดไม่ได้มีปัญหาเื่สายอะไร ส่วนเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านข้างของเธอคือหญิงสาวเงอะงะสวมแว่นหนาคนหนึ่ง
แม้จะไม่ได้สนิทกันมากนัก แต่หากเ้าของร่างมีปัญหาไม่เข้าใจก็สามารถให้หญิงสาวแว่นหนาคนนี้ช่วยอธิบายเนื้อหาให้ฟังได้
“อีเดน? มีอะไรจะพูดกับฉันหรือเปล่า?” คอรีนเห็นอีกฝ่ายมองเธอเหมือนจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่กลับไม่ยอมเอ่ยออกมาเสียที หญิงสาวเ้าของชื่อขยับแว่นของตนเองก่อนเอ่ยเสียงเบา
ใน่เริ่มต้น ความทรงจำของคอรีนเ้าของร่างจะยังไม่เผยให้เธอเห็นเลย จนกระทั่งเมื่อเธอเริ่มนึกคิด ความทรงจำเ่าั้จะกลับคืนมา เช่นเดียวกันกับชื่อของอีเดน ในตอนแรกอีเดนเป็ตัวประกอบของเื่ ดังนั้นแล้วการที่คอรีนจะจำชื่อตัวประกอบแล้วจะพูดกับเขาก็น่าอายมากเกินไป
ความทรงจำเื่ชื่อของอีเดนจึงกลับคืนมาภายในหัวของเธอทันที
“ถ้าเธอสงสัยเื่อะไร ถามฉันได้นะ” เมื่อได้ยินดังนั้น คอรีนจึงพยักหน้าก่อนเอ่ยตอบ
“ได้เลย เพราะงั้นถ้าครั้งต่อไปฉันถามเธออีก ห้ามเธอรำคาญด้วยนะ!” อีเดนยิ้มขึ้นก่อนจะพยักหน้าเข้าใจแล้วจึงสะพายกระเป๋าของตนเองออกไป
จริงอยู่ที่ว่าในตอนนี้คอรีนยังไม่ได้แสดงความร้ายกาจของตัวเองออกมา เพราะแอชลีย์ยังไม่ปรากฎ แต่เพียงแค่สกุล 'บุตรีของดยุกแคสเซียส' หนึ่งในสี่ดยุกหลักของอาณาจักรก็มากพอที่จะทำให้คนอื่นๆ เกรงกลัวต่อชื่อเสียงของเธอได้แล้ว
“ไม่เข้าใจ? ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฟิวชั่นหมายถึงอะไร? เธอเป็ใครกันล่ะคราวนี้?” คาลอสที่ยืนอยู่ด้านหลังคอรีนเอ่ยขึ้น เขาเลิกคิ้วกอดอกพร้อมหัวเราะมองไปยังคู่หมั้นของตนเอง
“ก็ฉันไม่รู้ จะต้องบอกว่าอะไรล่ะ?” หญิงสาวเก็บหนังสือทั้งหมดที่เ้าของร่างทิ้งเอาไว้ใต้โต๊ะเข้ากระเป๋าจนเสร็จ เธอยกกระเป๋าของตัวเองขึ้นก่อนจะเอ่ยตอบชายหนุ่ม
“จะให้บอกว่า ฉันเป็คนเขียนคำตอบนั่นเอง ฉันฉลาด แบบนั้นเหรอ? จำคำตอบที่บอกว่าไม่ทราบได้หรือเปล่า นั่นคำตอบของฉันเองล่ะ” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ก่อนจะไหวไหล่พร้อมทั้งดึงกระเป๋าในมือของคอรีนมาถือเอาไว้
เขาไม่เชื่อเธออยู่แล้วว่าคอรีนจะเป็ผู้ที่เขียนคำตอบว่าไม่ทราบ แต่เขาเองกลับสังเกตได้ถึงอะไรบางอย่างที่แปลกๆ ไป
“ก็ไม่ได้โกหกอะไรไปนี่” ชายหนุ่มโยนกระเป๋าของตนเองให้เธอถือแทน เพราะกระเป๋าของเขาเบากว่ากระเป๋าของอีกฝ่ายมาก ‘
สุภาพบุรุษ!’ ความคิดพลันปรากฏขึ้นภายในหัวของหญิงสาว ไม่ว่าอย่างไรคนดีก็ยังเป็คนดีอยู่เสมอ ดีกับเธอั้แ่ก่อนที่เธอจะร้าย ไปจนถึงหลังตอนที่เธอร้ายกาจแล้วก็ตาม หรือเพราะความสัมพันธ์คู่หมั้นที่จะเป็การบังคับให้เขาให้เกียรติแก่คอรีนเสมอ
“ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอกนะ” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นก่อนจ้องหน้าอีกฝ่าย เขาหล่อถึงขั้นนี้เหตุใดคอรีนจะต้องเผลอใจไปรักอาเธอร์ด้วย?
“แต่เธอไม่ได้โง่ และยิ่งแกล้งโง่เช่นนี้ ยิ่งดูฉลาดมากกว่าที่คนอื่นๆ จะมองเห็นต่างหาก” เขาเอ่ยเปล่า ก่อนจะเดินนำหน้าคอรีนออกไปด้านนอก และเดินกลับจากโรงเรียนไปจนถึงคฤหาสน์ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น อีกทั้งคฤหาสน์ของทั้งสองอยู่ตรงข้ามกัน ทำให้กลายเป็ว่าการหมั้นของทั้งคู่คือการแต่งงานเพื่อผสานอำนาจ และกลายเป็การแต่งงานกับคนข้างบ้านอีกด้วย…
“…” คอรีนไม่เอ่ยอะไรตลอดการเดินทาง หญิงสาวนิ่งเงียบและนึกคำนึงถึงความเป็ไปได้มากหรือน้อยที่คาลอสจะมีใจให้กับเธอบ้าง ปรากฏว่าเขาเองก็สนใจเธออยู่ไม่น้อย ไม่แน่ว่าเป็เพราะเผลอใจให้กันหรือเพราะเพื่อนกันเท่านั้น พูดแล้วก็ท้อใจ เธอจะต้องทำอย่างไรในเมื่อโลกก่อนเธอไม่เคยจีบหนุ่มมาก่อน…
การจีบผู้ชายถือเป็เื่ยากลำบากสำหรับคนไร้ซึ่งประสบการณ์ เช่นนั้นแล้วเธอควรจะเริ่มต้นด้วยการพูดแบบไหนก่อน หรือการกระทำแบบใดจึงจะสามารถคว้าใจของอีกฝ่ายเอาไว้ได้
แต่คิดอะไรก็ไม่ออก หรือว่าสมองของเธอจะไม่มีทางครุ่นคิดเื่เหล่านี้ได้เลย?!
“เป็อะไรไปล่ะ?” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นจนคอรีนต้องเงยหน้ามองกลับ เธอเลิกคิ้วขึ้นก่อนเอ่ย
“นายดูจะให้ความสนใจกับพฤติกรรมของฉันนะ”
“ฉันก็สนใจกับพฤติกรรมของเธอตลอดนั่นแหละ เพราะถ้าไม่สนใจแล้วเธอไปทำอะไรแปลกๆ ขึ้นมาฉันจะห้ามไม่ทัน” ประโยคแรกมักทำให้จิตใจหวั่นไหวเสมอ แต่ประโยคหลังคงจะต้องคิดอีกเื่หนึ่ง
“อะไรที่เรียกว่าแปลก?”
“วิชาวิทยาศาสตร์เธอนอนหลับตลอดคาบ แต่จู่ๆ ก็ลุกขึ้นพรวดพราดขึ้นมาอย่างกับคนถูกน้ำร้อนลวก นั่นแหละที่แปลก” คอรีนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้น
“ฉันฝันร้าย” หญิงสาวเอ่ยติดตลก
“ฝันร้าย? ฝันว่าอะไร”
“ฝันว่านายจะไปหลงรักคนอื่น” คอรีนยกมือขึ้นกุมศีรษะของตนเองพลางครุ่นคิด เธอคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรกับเื่เหล่านี้ แต่ในความเป็จริงแล้ว หากเธอเริ่มจะอ่อยอีกฝ่าย ควรจะเริ่มต้นจากการใส่ใจในการกระทำของคาลอส การกังวลในเื่เหล่านี้จึงถือเป็เื่เริ่มต้นที่ดี
“หรือว่าฉันกำลังจะกลายเป็นักพยากรณ์อนาคตกันนะ?” หากเป็เช่นนั้น เธอคงจะเป็นักพยากรณ์อนาคตที่แม่นมากเลยทีเดียว
“พูดอะไรของเธอ? ไม่มีหลักฐานเสียหน่อย แล้วทำไมต้องเก็บเื่พวกนั้นไปฝันด้วย ไร้สาระจริงๆ ”
“ในด้านของวิทยาศาสตร์แล้ว ฝันร้ายเป็การนิยามลักษณะของความฝันที่น่าหวาดกลัวหรือสร้างความรู้ในด้านลบกับผู้ที่ฝัน ฝันร้ายสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและฝันร้ายอาจสะท้อนหรือบ่งบอกถึงสิ่งที่น่ากังวลได้หลายอย่างในชีวิตจริง เพราะงั้นเนื้อหาในฝันร้ายคือความกังวลของฉันยังไงล่ะ”
คอรีนชี้โพรงให้กระรอกอย่างแท้จริง เธอกำลังชี้ว่าตัวเองให้ความสำคัญจนเก็บเื่เ่าั้ไปฝัน ถือว่าเป็การเริ่มต้นที่น่าพอใจเลยทีเดียว
“เธอกังวลให้กับเื่นั้นด้วยงั้นเหรอ?” หญิงสาวยกรอยยิ้มภายในใจ แน่นอนว่าเื่นี้เริ่มจะมาถูกทางแล้ว
เอาวะ! ไม่เคยจีบใครก็ต้องลองดูสักครั้งในชีวิต!!
“ไม่เห็นจะต้องคิดมากเลย” แม้มือข้างหนึ่งจะถือกระเป๋าหนักอยู่ก็ตาม แต่คาลอสกลับใช้ฝ่ามือของตนเองจับสิ่งแปลกปลอมออกจากเรือนผมของคอรีนอย่างอ่อนโยน
'ลำบากใจแล้วสิแบบนี้! ทำแบบนี้ฉันกำลังจะกลายเป็คนคิดไปเองแล้วนะ!’
หญิงสาวจ้องมองการกระทำของอีกฝ่ายด้วยอาการระทึกใจ หัวใจเต้นระรัวพร้อมอาการตื่นตระหนกภายใน เว้นเสียแต่ว่าคอรีนเป็คนที่เก็บอาการเก่ง ภาพลักษณ์ภายนอกจึงเห็นเพียงว่าเธอจ้องมองเขาด้วยใบหน้าเฉยชาเท่านั้น
“มีเหตุผลอะไรให้ฉันไม่คิดมากเื่นั้นด้วยงั้นเหรอ?”
“เช่นนั้นก็รอดูเถอะ” เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์คอรีน ชายหนุ่มจึงยื่นกระเป๋าคืนให้กับเ้าของก่อนจะรับกระเป๋าของตนเองกลับคืน
“เข้าไปสิ”
“ฉันจะบอกอะไรให้ นายเป็สุภาพบุรุษ และเพราะนายเป็คนแบบนี้ ทำให้ไม่ว่าใครก็อยากเข้าใกล้ ไม่ว่าใครก็ชอบ มันจึงเป็หนึ่งในเหตุผลว่าทำไมฉันถึงต้องคิดมากจนเก็บไปฝันแบบนั้น”
แม้เธอจะไม่ได้ฝันก็ตามทีเถอะ แต่นั่นก็เป็หนึ่งในนับร้อยของเหตุผลว่าทำไมเธอจะต้องนั่งกังวลว่าเขาจะไปหลงรักแอชลีย์ บางครั้งอาจเป็เพราะแอชลีย์น่ารักน่าเอ็นดู หากเธอลองทำตามแบบนั้นบ้าง เธอจะต้องเป็บ้าเพราะอาการสมองเงอะงะไปก่อนแน่ๆ
หญิงสาวเปิดประตูรั้วบ้านของตนเองก่อนจะเดินเข้าไปด้านในโดยทันที ทิ้งไว้เพียงคาลอสที่ยืนหัวเราะให้กับประโยคพูดของเธอ
“อะไรกันล่ะคราวนี้ เริ่มชอบฉันเข้าแล้วหรือไง?” และเขาเองจึงแยกย้ายเดินไปถนนฝั่งตรงข้ามก่อนจะเปิดประตูรั้วเข้าบ้านเช่นเดียวกัน
หลายวันถัดมา
ก๊อกๆ
“เข้ามาได้” เสียงเคาะประตูห้อง ดยุกอายุสามสิบปลายๆ เงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษภายในมือของตนเอง
“คอรีน?” เมื่อเห็นบุตรสาวของตนเองเปิดประตูเข้ามาด้านใน ดยุกอีริคยกรอยยิ้มขึ้นอย่างยินดี
“ท่านพ่อ ลูกกำลังสงสัยว่าสามารถอ่านหนังสือของท่านพ่อได้หรือเปล่าน่ะค่ะ” ไม่เพียงเอ่ยเปล่า คอรีนเดินไปชี้ที่สันของหนังสือภายในชั้นวางทันที ภายในห้องทำงานของดยุกอีริคเต็มไปด้วยหนังสือเวทย์มนต์และวิทยาศาสตร์
“ได้สิ ที่จริงลูกจะหยิบหนังสือเล่มไหนไปอ่านก็ได้เลย” เขาพยักหน้าก่อนจะก้มหน้าทำงานของตนเองต่อ
หญิงสาวจึงเลือกหยิบหนังสือวิทยาศาสตร์หลายเล่มติดมือของตนเองไปด้วย นัยต์ตาสีดำพลันเห็นหนังสือบางอย่างที่น่าสนใจ คอรีนจึงหยิบหนังสือประวัติศาสตร์เวทย์มนต์มาด้วย
มุมอ่านหนังสือที่สนุกมากที่สุดคือมุมนอกบ้าน คอรีนวางหนังสือในมือของตนเองลงบนโต๊ะดื่มน้ำชาด้านนอกคฤหาสน์ ก่อนจะเริ่มต้นอ่าน
เธอทำเช่นนี้มาหลายวันแล้วั้แ่เริ่มการปิดเทอม แม้ในเนื้อหาของหมู่มวลความรู้จะไม่ได้เปลี่ยนไปเลยก็ตาม และในทุกๆ ตอนเย็นเธอก็จะต้องทำกิจกรรมประหลาดๆ
“คอรีน!” หญิงสาวปิดหนังสือลงอย่างรุนแรงพร้อมทั้งสะดุ้งเมื่อเสียงเอ่ยเรียกชื่อของเธออยู่ตรงหน้า ในขณะที่เธอกำลังตั้งใจใช้สมาธิกับหนังสือที่อ่าน คอรีนกลับต้องหัวใจเต้นแรงเพราะใกล้จะวายตายด้วยเสียงเรียกของคาลอส
“ใหมด!” ชายหนุ่มยกรอยยิ้มเมื่ออีกฝ่ายไม่รู้ตัวว่าเขาเดินเข้ามาหา คาลอสนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมมองไปยังหนังสือที่คอรีนอ่าน
“เธอเก่งวิทยาศาสตร์มากกว่าเวทย์มนต์สินะ” แม้เขาจะเห็นเธออ่านหนังสือเหล่านี้ตลอด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงเื่นี้
“ฉันไม่ขอพูดเื่เวทย์มนต์” คอรีนยอมรับว่าตอนนี้สมองของเธอยังไม่พร้อมจะเปิดรับเื่เ่าั้เท่าไหร่ การที่เธอจะยังวุ่นวายอยู่กับวิทยาศาสตร์ก็ไม่เป็ผลดีต่อตัวเธอในตอนนี้เท่าไหร่
แต่ที่เธอยังทำอยู่เพราะมันเป็ความสบายใจของเธอต่างหาก การที่เธอจะยังไม่สามารถปรับตัวกับเวทย์มนต์ได้คงเป็เพราะเธอยังกลัวที่จะเริ่มต้นอยู่
ทุกคนต่างทราบดีว่าการเริ่มต้นคือเื่ที่ยากที่สุด
“และฉันจะไม่พูดถึงวิทยาศาสตร์ของเธอด้วย” ชายหนุ่มพูดก่อนจะพิงหลังของตนเองลงบนพนัก
“เดี๋ยวก่อน… ปกตินายจะเก่งวิทยาศาสตร์ไม่ใช่หรือไง?” หากเทียบจริงเท็จแล้ว ความทรงจำของเธอไม่ถือว่าผิดเพี้ยน เพราะในนวนิยายคาลอสเก่งทั้งด้านวิทยาศาตร์และเวทย์มนต์อย่างแน่นอน
“เธอกำลังพูดถึงใคร? ฉันไม่เก่งวิทยาศาตร์เลยสักนิด” เขาวางดาบของตนเองลงบนโต๊ะพร้อมหยิบหนึ่งในบรรดาหนังสือที่อยู่ในกองตรงหน้าออกมาเปิดผ่านๆ
“ฉันกำลังพูดถึงนาย นี่มันแปลกมาก ปกติแล้วนายควรจะเก่งศาสตร์ทุกแขนง” ในความทรงจำของคอรีน คาลอสเก่งทั้งวิทยาศาสตร์และเวทย์มนต์ศาสตร์ด้วย หากนี่ไม่ใช่ว่าเธอเข้าใจผิดก็แสดงว่าเป็เธอเองที่สมองบวมน้ำ
“ถ้าฉันเก่งทุกๆ ศาสตร์ งั้นก็ไม่ต้องเรียนแบบเป็คู่แล้วล่ะนะ ตกลงแล้วเธอไม่เก่งเวทย์มนต์งั้นสินะ? เธอจำทฤษฎีพวกนี้หมดได้ยังไงกัน?” ชายหนุ่มเอ่ยพลางเปิดหนังสือในมือไปเรื่อยๆ
“ฉันไม่ได้จำมันได้ แต่เข้าใจในพวกมัน” คอรีนที่ใช้ชีวิตหลายปีกับทฤษฎีและวิธีการหาค่าที่เป็ไปได้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีเหล่านี้ ่เวลาที่อยู่กับพวกมันมานานทำให้จดจำได้แทบจะทั้งหมด
“สุดยอดเลยแฮะ ถ้าฉันต้องจำทั้งหมดนี่ไม่ไหวแน่ๆ ” คอรีนยกรอยยิ้มก่อนเอ่ย
“นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงต้องเรียนแบบเป็คู่”
“และยิ่งกว่าเหตุผลของเธอคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงต้องคู่กับเธอ” เพราะคำพูดที่ดูไม่ทันคิดของคาลอส ใบหน้าของเธอจึงแดงเถือกกับคำเอ่ย หญิงสาวกลั้นรอยยิ้มของตนเองเอาไว้แทบไม่อยู่ก่อนเอ่ย
“เรียนกับผู้รู้ต้องสนุกแน่” ชายหนุ่มเอ่ยต่อราวกับ้าตัดกำลังใจในการใช้ชีวิตของเธอมากเสียเหลือเกิน รอยยิ้มของหญิงสาวเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เธอถอนหายใจก่อนเอ่ยต่อ
“ที่นายพูดว่าคู่เมื่อกี้ หมายถึงคู่ในการเรียนสินะ”
“ใช่” เสียงเปาะดังอยู่ภายในใจของคอรีนอย่างอดไม่ได้
ดวงใจที่เจ็บลึกกับความคิดไปเอง
อยากจะร้องไห้ให้กับความคิดไปเองของตนเองแต่นี่ไม่ใช่จุดจบ เธอเพียงคิดไปเท่านั้น! ยังไม่ได้อกหัก ่เวลาปิดเทอมนี้คือ่เวลาการทำคะแนน
“แล้วนายมาทำอะไรอีกแล้ว? ” หญิงสาวจึงเริ่มเอ่ยเพื่อเปลี่ยนประเด็น
ทุกวันในยามเย็น คอรีนจะเห็นคาลอสมาที่บ้านของเธอเป็ประจำ และชวนเธอทำอะไรบางอย่างเสมอ
“มาฝึกดาบกับเธอ” ถ้านี่เป็วิธีที่ผู้ชายใช้จีบผู้หญิงถือว่าผิดมหันต์ แต่ถือว่าคาลอสใช้วิธีที่ถูกมากสำหรับเธอ
“เมื่อวันก่อนนายแพ้ฉันไปแล้วนี่”
“คราวนี้ฉันก็เลยมาแก้มือเพื่อชนะเธอยังไงล่ะ”
“เมื่อวานนายก็แพ้ฉัน”
“ก็เมื่อวานนี้ใช้มีดสั้น ฉันไม่ถนัดก็เลยแพ้”
“เมื่อก่อนหน้านั้นนายก็แพ้ฉัน”
“ก็ตอนนั้นฝนตก ลูกธนูก็เลยเปลี่ยนทิศได้หรอกน่า”
“ให้ตายเถอะ คราวนี้ฉันจะไม่แข่งการใช้อาวุธกับนายแล้ว”
“คราวนี้จะสู้แบบมือเปล่างั้นสินะ! เยี่ยมเลย!!” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนก่อนจะยืดเส้นของตนเอง
“ไม่ ครั้งนี้ฉันจะเป็คนเลือกเอง แข่งกีฬากันดีกว่า”
คาลอสขมวดคิ้วก่อนที่จะมองคอรีนเดินเข้าไปในห้องเก็บของแล้วเดินออกมาด้านนอกพร้อมทั้งลูกขนไก่และไม้แบตมินตันคู่หนึ่ง
“เล่นแบดมินตันกันนะเหรอ?” หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะยื่นไม้ให้กับอีกฝ่าย เขารับมาอย่างงุนงงก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มการแข่งขันแบดมินตันโดยมีหญิงรับใช้คนหนึ่งเป็กรรมการนับแต้มให้
แต่ไม่นานนักเหล่าคนงานและหญิงแม่บ้านต่างออกมาดูการแข่งขันระหว่างทั้งสอง แม้พวกเขาจะมาดูกันเป็ประจำอยู่แล้วในทุกๆ เย็น แต่วันนี้แตกต่างออกไปเพราะการแข่งขันในครั้งนี้คือการแข่งขันกีฬา
และผู้ชนะได้แก่
“คอรีน! เธอจะชนะอีกไม่ได้แล้วนะ!!”
“มันเป็พร์” คอรีนหัวเราะพร้อมจ้องหน้าคาลอสอย่างผู้ชนะ
“ไม่จริงหรอกน่า! ครั้งหน้าฉันจะเอาชนะเธอให้ได้” หญิงสาวยกรอยยิ้มก่อนที่จะมีความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมา
คอรีนจำเนื้อหาในบทความที่เธออ่านได้ดี ในหัวข้อ ‘ทำอย่างไรให้ผู้ชายที่เราชอบคิดถึงแต่เรา’
วิธีการที่จะทำให้คาลอสยิ้มได้เมื่ออยู่ด้วยกัน ดูจะเป็เื่ยากพอสมควร เพราะหากเขาจะยิ้ม ก็คงจะเป็เพราะเขากลั่นแกล้งเธอจนประสบความสำเร็จมากกว่า
“จะพยายามเอาชนะไปทำไม นายชนะฉันไปตั้งหลายอย่าง” หญิงสาวกอดอกก่อนจะกล่าว ในความเป็จริงแล้วเื่ที่ยากกว่าจะทำให้เขาใจสั่น คือการที่จะทำให้เธอหยุดใจสั่นมากกว่า!
“ชนะแค่เื่การใช้เวทย์มนต์เท่านั้นแหละน่า!”
“ชนะหัวใจฉันต่างหาก…” เธอเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะรีบเปลี่ยนเื่
“แพ้แล้วก็กลับบ้านไปซะ ไม่งั้นฉันจะทิ้งนายเอาไว้ที่นี่แหละ” หญิงสาวเอ่ยเสียงดังก่อนจะเดินนำให้คาลอสออกทางประตูรั้วไปได้แล้ว
“เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ?” คาลอสเดินตามมาแต่โดยดีแม้เขาจะยังเอ่ยไม่หยุด
“กลับบ้านไปได้แล้ว” คอรีนเปิดประตูรั้วพร้อมผายมือชี้ทางให้เขาออกไป
“ไม่ใช่ คำว่าชนะใจหมายความว่าอะไร?” หญิงสาวนึกคิดก่อนจะไม่ตอบอะไร
“หมายความว่านายกลับบ้านได้แล้ว” ไม่เพียงเอ่ยเปล่า คอรีนตัดสินใจผลักร่างของคาลอสให้ออกจากเขตรั้วคฤหาสน์เสียที เพราะหากเขาอยู่นานกว่านี้มีโอกาสที่เธอจะเป็ลมเพราะใจเต้นแรงเกินไปจนความดันโลหิตสูงเกินพิกัด
“แล้วถ้าเธอชนะใจฉันแล้ว ก็หมายความว่าเธอถึงบ้านแล้วสินะ งั้นฉันควรจะชนะใจเธอได้แล้ว” ชายหนุ่มยกรอยยิ้มเ้าเล่ห์ขึ้นก่อนจะหมุนตัวเดินกลับคฤหาสน์ฝั่งตรงข้ามของตนเองทันที
คอรีนนั่งลงตัวแนบเข่าพร้อมจับที่หน้าอกของตนเอง ‘เขาจะต้องตั้งใจพูดแน่ๆ เขาตั้งใจจะฆ่าฉันด้วยคำพูดกับใบหน้ายิ้มแย้มนั่น!’
“อ๊ะ?! คุณหนูเป็อะไรหรือเปล่าคะ?!!” เมื่อหญิงรับใช้เห็นบุตรีของเ้านายตนเองลงไปนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นพร้อมกุมหน้าอกจึงรีบวิ่งเข้ามาหาเพื่อดูอาการ
“เขาจะต้องทำเสน่ห์ใส่ฉันแน่ๆ เลยค่ะ! หัวใจของฉันถึงได้เต้นแรงขนาดนี้!”
“ห๊ะ? อะไรนะคะ?” คอรีนลุกขึ้นยืนก่อนเอ่ยบอกปัด
“เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้เป็อะไรและร่างกายสบายดี” แต่หญิงรับใช้ผู้นั้นกลับใมากยิ่งกว่าเมื่อเห็นใบหน้าของคอรีน
“คุณหนูจะต้องไม่สบายแน่ๆ ใบหน้าแดงขนาดนี้! ให้ฉันตามหมอดีมั้ยคะ?” คอรีนส่ายหน้า
“คาร่า ฉันกำลังสงสัยว่าเธอมีแฟนหรือเปล่า?”
“มีค่ะ เราแต่งงานกันแล้ว”
“ใครเป็คนเริ่มต้นจีบก่อนงั้นเหรอ?” คาร่าหญิงรับใช้เบิกตากว้างก่อนใบหน้าแดงเถือกแล้วเอ่ยตอบ
“มันอาจจะฟังดูแล้วน่าเกลียดนะคะ แต่ว่าฉันเป็คนเริ่มต้นจีบเขาก่อนเองค่ะ!” คอรีนพยักหน้าเข้าใจ
“แล้วทำยังไงถึงจีบติดงั้นเหรอ?”
“ตอบยากนะคะคุณหนู ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเริ่มจีบเขาติดั้แ่ตอนไหน แต่ว่าพอมารู้ตัวอีกทีเขาก็แสดงท่าทีว่าชอบฉันตอบกลับแล้วล่ะค่ะ”
“ท่าทีว่าชอบกลับงั้นสินะ… แล้วคาร่าจับอาการของเขาออกได้ยังไงล่ะ?”
“สังเกตจากสายตาค่ะ เวลาที่ผู้หญิงเช่นเราเริ่มชอบใครสักคน เราก็จะต้องอยากมองคนๆ นั้น ดังนั้นแล้วเขาจะมองมาที่เราบ่อยๆ ค่ะ!”
ฉันก็สนใจกับพฤติกรรมของเธอตลอดนั่นแหละ ประโยคหนึ่งของคาลอสที่เคยเอ่ยกับเธอในตอนนั้น หาก้าจะสังเกตพฤติกรรมของอีกฝ่ายแล้ว อย่างไรก็ไม่พ้นการจ้องมอง
“ต่อจากนั้น เขาพยายามเข้ามาคุยกับฉันค่ะ นี่เป็สัญญาณที่เด่นชัดมากว่าเขาต้องชอบฉันอย่างแน่นอน เพราะเขามักจะเป็คนเริ่มต้นบทสนทนาก่อนและคอยชวนฉันคุยอยู่เสมอเลยค่ะ”
หากเอ่ยถึงการพูดคุยกับคาลอส คอรีนเองแทบจะเป็คนที่คอยตอบกลับคำเอ่ยของเขาอยู่เสมอ ราวกับว่าภายในหัวของคาลอสมีเื่สงสัยเกี่ยวกับเธออยู่เสมอ
“สามเขาพยายามหาเื่อยู่ใกล้ฉันเสมอเลยค่ะ เพราะเขาชอบเดินผ่านไปทางที่ฉันยืนอยู่ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่จำเป็ต้องไปทางนั้นก็ได้ มันน่าแปลกใช่มั้ยล่ะคะ ผู้ชายไม่ชอบทำอะไรให้ยุ่งยากหรอกค่ะ ถ้าเขาไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง”
ทำไมเขาจะต้องมาที่บ้านของเธอทุกๆ วันทั้งๆ ที่การฝึกซ้อมการต่อสู้ ทำที่บ้านของเขาเองก็ได้ นั่นน่าสงสัยมากเลยทีเดียว…
“สี่ เขามีเื่มาถามฉันอยู่เสมอเลยค่ะ ผู้ชายไม่ใช่พวกขี้สงสัยและไม่ชอบซักไซ้อะไรให้มากความนักหรอกค่ะ ถ้ามีคนมาถามคุณหนูถึงเื่ที่ชอบหรืองานอดิเรกที่เกี่ยวกับคุณหนูบ่อยๆ แล้วล่ะก็ มีความเป็ไปได้สูงมากเลยค่ะว่าเขาชอบคุณหนูแน่ๆ ”
“ห้า การสบตาค่ะ สิ่งหนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าเขากำลังสนใจในตัวเราอยู่คือการจ้องตาค่ะ ถ้าหากว่าเขาชอบที่จะจ้องตาเรา หมายความว่าเขาพยายามที่จะสื่อให้รู้ว่าเขากำลังสนใจเราอยู่นั่นเองค่ะ”
“หก งานอดิเรกและความเข้าขากันค่ะ เขามีความชอบคล้าย ๆ กับเรา เมื่อไหร่ที่เราพูดคุยถึงงานอดิเรกที่เราชอบทำและเขาก็บอกว่าชอบเหมือนกัน แปลว่าเขาชอบเราค่ะและพยายามจะสื่อว่าทั้งเราและเขาเข้ากันได้ดีและเหมาะสมกันนั่นเองค่ะ!”
“เจ็ด เขาชมเราค่ะ นี่จะเป็เล่ห์เหลี่ยมอย่างหนึ่งที่เหล่าชายชาตรีชื่นชอบและเป็ที่นิยมในการใช้มากค่ะ เขามักจะชื่นชมเราด้วยถ้อยคำที่เราเองก็คิดไม่ถึงว่าเขากำลังชื่นชมเราอยู่ ถ้าหากว่าคุณหนูได้ยินและสังเกตได้ก็มีความเป็ไปได้สูงมากเลยค่ะว่าเขากำลังชอบเราอยู่!”
“หมดหรือยังคะ?” เพราะเธอรู้สึกได้ว่าทั้งหมดที่อีกฝ่ายพูดมาไม่มีข้อใดหลุดขอบการกระทำของคาลอสเลยแม้แต่ข้อเดียว
“ข้อสุดท้าย ถือว่าสำคัญมากค่ะ! หึงค่ะ มันคือการหึง นี่คือสัญญาณที่เด่นชัดมากที่สุดว่าเขาชอบคุณหนูมาก ยิ่งหากเขาหึงเวลาที่คุณหนูอยู่ใกล้กับชายอื่น นั่นหมายถึงว่าเขากำลังหวงคุณหนูและไม่อยากให้ใครมาก้าวก่ายเข้ามาในเขตของตนเองค่ะ!” คอรีนกะพริบตา เพราะข้อสุดท้ายนี้เธอยังไม่เคยเจอมาก่อน
“แล้วทั้งหมดที่คาร่าพูดมา เพื่อนสนิทก็ทำได้ทั้งหมดไม่ใช่งั้นเหรอคะ?” คาร่ายกรอยยิ้มก่อนเอ่ยตอบกลับ
“มันขึ้นอยู่กับความรู้สึกเลยค่ะ ทั้งหมดที่ฉันพูดมามันจะมีความรู้สึกที่แบ่งเป็เส้นว่าง ระหว่างคำว่าเพื่อนและคำว่ารัก การที่เขาตั้งใจจะทำให้คุณหนูหน้าแดงและรู้สึกใจเต้นแรงแบบนี้ แสดงว่าเขากำลังพยายามพิชิตใจคุณหนูอยู่ค่ะ และดูเหมือนว่าจะสำเร็จด้วยนะคะเนี่ย” คาร่ายกรอยยิ้มขึ้นอย่างยินดี
“และฉันไม่คิดว่าจะมีคำว่าเพื่อนสนิทที่สนิทกันจนสามารถจะแต่งงานกันเลยมาก่อนเลยนะคะ”
“หยุดก่อนค่ะ หยุดพูดได้แล้วค่ะ ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นอย่าพยายามยิ้มแบบนั้นอีกนะคะ มันทำให้ฉันเหมือนคนโง่อย่างไรก็ไม่รู้” ใบหน้าที่ราวกับจะร้องไห้ปรากฏบนดวงหน้าของคอรีน แม้เธอจะหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกก็ตาม
“ไม่ได้เลยค่ะ เพราะบนหน้าผากของคุณชายคาลอสมีคำว่า ‘ฉันชอบเธอ’ ติดอยู่ค่ะ! คุณหนูมองไม่ออกจริงๆ งั้นเหรอคะเนี่ย?”
“ฉันอายไปหมดแล้วค่ะ เลิกล้อสักทีสิคะ!” หญิงสาวใช้ฝ่ามือจับแก้มของตนเองที่ร้อนผ่าว
“ไม่มีเพื่อนที่ไหนเขาส่งสายตาแบบนั้นหรอกนะคะคุณหนู คุณหนูเองก็ชอบเขาอยู่มากไม่ใช่หรือคะ?”
“ฉันรู้แล้วค่ะ ฉันทราบแล้วค่ะ เพราะงั้นคาร่าจะต้องเลิกล้อฉันก่อน”
“ก็ได้ค่ะ” คาร่าหัวเราะเพราะการเสียอาการของคอรีนจนน่าขำขันมากขนาดนี้