หนึ่งเดือนผ่านไปนับั้แ่ซือซือจากไป คฤหาสน์ตระกูลเว่ยกลับสู่ความสงบเรียบร้อยตามปกติ ฮูหยินใหญ่ดำเนินงานบ้านตามเดิม คหบดีเว่ยจมอยู่กับธุรกิจ ส่วนลู่เฟิงในคราบตาเฒ่าหลี่ก็ทำหน้าที่คนสวนอย่างขยันขันแข็ง ไม่มีใครล่วงรู้ว่าภายใต้ิัเหี่ยวย่านนั้นซ่อนความลับอันมืดมิด
แต่สายตาของเขาเริ่มจับจ้องไปยังเป้าหมายใหม่—เว่ยหลิง คุณหนูใหญ่ ลูกสาวคนเดียวของคหบดีเว่ย
นางอายุราวยี่สิบปี สวยสง่าดั่งดอกบัวบานที่ได้รับการทะนุถนอมอย่างดีจากน้ำค้างยามเช้า ผิวขาวผ่องดุจกระดาษสา ดวงตาคู่โตสีดำสนิทเหมือนลูกแก้วมุก ริมฝีปากอวบอิ่มสีกุหลาบอ่อนที่มักยกยิ้มอย่างอ่อนโยน แต่ที่ซ่อนอยู่เื้ัความงามนั้นคือความโดดเดี่ยวที่ไม่มีใครเห็น
เว่ยหลิงถูกกักขังอยู่ในกรอบประเพณีอันหนักแน่นของตระกูลเว่ย นางไม่ค่อยได้ออกจากเรือน วันหนึ่งๆ ใช้เวลาไปกับการฝีมือ การเรียนรู้ประเพณี และการรอคอยวันที่จะได้แต่งงานตามที่บิดามารดาจัดไว้ ความเหงาที่สะสมอยู่ในใจไม่มีทางระบายออก
ทุกเช้า หลังจากที่ฮูหยินเว่ยตรวจดูการเรียนหนังสือและมารยาทของนางแล้ว เว่ยหลิงจะต้องนั่งเย็บปักกับสาวใช้ในห้องเล็กๆ ที่อึดอัด ใช้เวลาหลายชั่วโมงกับการปักดอกไม้บนผ้าไหม หรือเย็บเสื้อผ้าสำหรับงานแต่งงานที่ยังไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่
"คุณหนู เข็มของท่านเอียงไปทางซ้าย" สาวใช้ชื่อเซียวเหมยเอ่ยเตือน "ฮูหยินใหญ่จะไม่พอใจหากเห็นงานไม่เรียบร้อย"
เว่ยหลิงถอนหายใจเบาๆ แก้ไขท่าทางตามที่สาวใช้บอก แต่ใจคิดถึงโลกภายนอกที่นางไม่เคยได้ัั นางอยากเดินเล่นในสวน อยากััแสงแดดและลมเย็น อยากได้ยินเสียงนกร้องโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตำหนิ
บ่ายวันหนึ่ง หลังจากเสร็จสิ้นบทเรียนกวีนิพนธ์ที่น่าเบื่อ เว่ยหลิงขออนุญาตฮูหยินเว่ยให้ออกไปเดินเล่นในสวน
"ไปได้ แต่ต้องให้เซียวเหมยตามไปด้วย" ฮูหยินเว่ยสั่ง "และอย่าไปไกลจากบ้านใหญ่"
"ครับ มารดา" เว่ยหลิงตอบด้วยความดีใจ
แต่เมื่อออกมาถึงสวน เซียวเหมยกลับบ่นว่าแสงแดดร้อนเกินไป ขอให้กลับเข้าบ้าน เว่ยหลิงจึงต้องเดินเล่นคนเดียว ค่อยๆ ลัดเลาะไปตามทางเดินที่คุ้นเคย จนกระทั่งนางค้นพบสวนหลังของคฤหาสน์ที่ห่างไกลจากสายตาของคนอื่น
สวนนั้นเป็ที่ที่นางแอบมาเดินเล่นบ่อยครั้ง เมื่อไม่มีใครเห็น นางจะมานั่งที่ศาลาริมน้ำ มองดอกบัวที่กำลังจะบาน ฟังเสียงนกร้อง คลายความเหงาที่กัดกินหัวใจ ที่นี่นางรู้สึกเป็อิสระ ไม่ต้องกังวลเื่มารยาท ไม่ต้องนั่งตัวตรง หรือยิ้มอย่างสุภาพตลอดเวลา
และวันหนึ่ง นางก็พบกับเขา
เว่ยหลิงเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่คลุมด้วยร่มเงาต้นไม้ ชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ลากพื้นเล็กน้อย นางกำลังมองดอกบัวที่กำลังจะบานอย่างตั้งใจ จนไม่เห็นรากไม้ที่ยื่นออกมากลางทาง
"อุ๊ย!"
เสียงร้องเบาๆ ดังขึ้นเมื่อนางสะดุด ร่างกายเล็กเสียหลักจะล้มลงกับพื้น แต่แล้วก็มีมือแข็งแรงสองข้างประคองเอวนางไว้ได้ทัน
"คุณหนูระวังเถิด" เสียงแหบพร่าของชายชราดังขึ้น "พื้นสวนลื่น หากล้มแล้วจะเจ็บเอา"
เว่ยหลิงเงยหน้าขึ้น พบกับดวงตาที่แหลมคมของตาเฒ่าหลี่คนสวน แต่ท่าทางของเขาอ่อนน้อม เต็มไปด้วยความเป็ห่วงเป็ใย เหมือนผู้ใหญ่ที่เห็นลูกหลานสะดุดล้ม นางสังเกตเห็นว่าแม้เขาจะแต่งกายเหมือนคนสวนธรรมดา แต่มือที่ประคองนางนั้นแข็งแรงและอ่อนโยน ไม่หยาบกร้านเหมือนคนงานทั่วไป
"ข้า... ข้าขอโทษ" นางเอ่ยเสียงสั่น ยังใกับการสะดุด "ท่านช่วยข้าไว้ ข้าขอบคุณ"
ตาเฒ่าหลี่—ลู่เฟิง—ปล่อยมือจากเอวนางอย่างช้าๆ ทำท่าทางเหมือนเกรงใจที่ได้ััร่างกายของเ้านาย "ข้าเป็คนสวนที่ดูแลสวนหลังนี้ ชื่อหลี่ คุณหนูเรียกข้าว่าตาหลี่ก็ได้"
เว่ยหลิงมองเขาด้วยสายตาสงสัยเล็กน้อย คนสวนคนอื่นๆ มักจะก้มหัว ไม่กล้ามองหน้า แต่ชายชราคนนี้กลับพูดคุยอย่างสุภาพ สายตาไม่มีความกลัวหรือความโลภ มีเพียงความอ่อนโยนที่ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลาย
"ท่าน... ท่านดูแลสวนนี้เองหรือ?" นางถาม
"ใช่แล้วคุณหนู" ลู่เฟิงตอบ ชี้มือไปยังดอกบัวที่กำลังจะบาน "ดอกบัวเหล่านี้ ข้าดูแลมาั้แ่ยังเป็อ่อน รอวันที่จะบานสะพรั่งเช่นวันนี้"
เว่ยหลิงมองตามมือที่ชี้ไป ดอกบัวสีชมพูอ่อนกำลังแย้มบานในแสงอรุณ "สวยงามจริงๆ" นางพึมพำ "ข้าชอบมานั่งที่นี่ แต่ไม่เคยมีใครเข้าใจว่าทำไมข้าถึงชอบ"
"ข้าเข้าใจ" ลู่เฟิงเอ่ยอย่างเรียบง่าย "ดอกบัวเติบโตจากโคลนตม แต่กลับบริสุทธิ์ไร้มลทิน คนเราก็เช่นกัน บางครั้งอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสม แต่หัวใจยังคงบริสุทธิ์ได้"
คำพูดนั้นตรงเข้าไปที่หัวใจของเว่ยหลิง นางหันมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่คนสวนธรรมดา แต่เหมือนผู้ที่เข้าใจความรู้สึกที่นางเก็บกดมานาน
"ท่าน..." นางเอ่ยเบาๆ "ท่านคิดว่า... ข้าอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสมหรือ?"
ลู่เฟิงยิ้มอย่างอ่อนโยน "คุณหนูเป็คุณหนูของคฤหาสน์ อยู่ในที่สูงส่ง แต่หัวใจ... หัวใจของคุณหนูดูเหมือนถูกกักขังไว้ ไม่ต่างจากดอกบัวที่ถูกปลูกในอ่างน้ำ สวยงาม แต่ไม่มีอิสระ"
เว่ยหลิงน้ำตาเอ่อคลอ ไม่มีใครเคยพูดกับนางเช่นนี้มาก่อน ทุกคนบอกว่านางโชคดี มีทุกอย่าง แต่ไม่มีใครเห็นความเหงาที่กัดกินหัวใจ
"ข้า... ข้าแค่อยากเป็อิสระ" นางพึมพำ "อยากเดินไปไหนมาไหนโดยไม่มีใครตามเฝ้า อยากพูดคุยกับใครโดยไม่ต้องกังวลเื่ฐานะ"
"ข้าเข้าใจ" ลู่เฟิงตอบ "และข้ายินดีเป็ที่พึ่งให้คุณหนู เมื่อคุณหนู้าพูดคุย ข้าอยู่ที่สวนนี้เสมอ"
จากวันนั้น เว่ยหลิงเริ่มแวะมาหาลู่เฟิงในสวนบ่อยครั้ง แต่การมาหาเขาไม่ใช่เื่ง่าย นางต้องหลบหลีกสายตาของฮูหยินเว่ยและสาวใช้ต่างๆ ที่คอยเฝ้าดู
ทุกเช้า หลังจากเสร็จสิ้นบทเรียนหนังสือและมารยาทกับครูสอนพิเศษ เว่ยหลิงจะต้องนั่งเย็บปักในห้องเล็กๆ กับเซียวเหมยและสาวใช้อีกสองคน
"คุณหนู วันนี้ฮูหยินใหญ่สั่งให้ปักดอกโบตั๋นให้เสร็จ" เซียวเหมยเอ่ย "ท่านว่าจะเอาไปให้คุณนายใหญ่ดู"
เว่ยหลิงพยักหน้า มือเคลื่อนไหวเข็มอย่างเชี่ยวชาญ แต่ใจคิดถึงสวนหลังบ้านและชายชราที่เข้าใจนาง นางอยากไปคุยกับเขา อยากฟังเขาเล่าเื่ดอกไม้และธรรมชาติ
"เซียวเหมย" นางเอ่ยขึ้น "ข้าปวดหัวเล็กน้อย อยากออกไปเดินเล่นในสวนสักครู่"
"แต่คุณหนู งานยังไม่เสร็จ" เซียวเหมยแสดงความกังวล
"แค่สักครู่เดียว อากาศในห้องอึดอัดเกินไป" เว่ยหลิงอ้อนวอน
เซียวเหมยลังเล แต่ก็ยอมให้นางไป "ได้ แต่อย่านานนะคุณหนู และอย่าไปไกลจากบ้านใหญ่"
เว่ยหลิงรีบออกจากห้อง เดินผ่านระเบียงยาวไปยังสวนหลังบ้าน หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นที่จะได้พบเขาอีกครั้ง
เมื่อถึงสวน นางพบลู่เฟิงกำลังรดน้ำดอกไม้อยู่ เขาหันมายิ้มเมื่อเห็นนาง
"คุณหนูมาแต่เช้า" เขาทักทาย "วันนี้ดูเหนื่อยล้า"
"ข้าเบื่อการเย็บปัก" นางบ่น "ทุกวันต้องนั่งในห้องเล็กๆ ทำงานเดิมๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย"
ลู่เฟิงวางบัวรดน้ำลง "คุณหนูอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือ?"
"อยาก" นางตอบทันที "แต่มารดาบอกว่าสตรีดีต้องรู้แค่การเย็บปักและมารยาท"
"การเย็บปักก็ดี แต่การเข้าใจธรรมชาติก็สำคัญเช่นกัน" เขาเอ่ย "คุณหนูรู้ไหมว่าดอกไม้แต่ละชนิดมีภาษาของตัวเอง?"
เว่ยหลิงสนใจ "จริงหรือ? ท่านสอนข้าได้ไหม?"
"ด้วยความยินดี" ลู่เฟิงยิ้ม รู้ว่าเมล็ดพันธุ์แห่งกับดักได้ถูกหว่านลงแล้ว "เริ่มจากดอกบัวที่คุณหนูชอบ... ดอกบัวหมายถึงความบริสุทธิ์ แต่ในบริบทอื่น มันหมายถึง... ความปรารถนาที่ถูกปิดกั้น"
เว่ยหลิงหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย ไม่รู้ว่าทำไมคำพูดนี้ทำให้หัวใจเต้นแรง
ลู่เฟิงมองดูปฏิกิริยาของนางด้วยความพึงพอใจ เขาเดินเข้าไปใกล้ขึ้น "ส่วนดอกกุหลาบ" เขาชี้ไปยังดอกกุหลาบแดงที่บานสะพรั่ง "หมายถึงความรักที่เร่าร้อน ความปรารถนาที่ไม่สามารถควบคุมได้"
นางฟังอย่างตั้งใจ รู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าที่คิด
"แล้วดอกมะลิล่ะ?" นางถาม
ลู่เฟิงเดินเข้าไปใกล้ขึ้น จนสามารถได้กลิ่นหอมของดอกมะลิจากผมของนาง "ดอกมะลิ... หมายถึงความรักที่บริสุทธิ์ แต่ก็เร่าร้อน เหมืองกับคุณหนู"
"เหมือนข้าหรือ?" นางถามด้วยความสงสัย
"คุณหนูบริสุทธิ์ แต่ข้ารู้สึกได้ว่าภายในมีไฟที่รอการปลุกเร้า" เขากระซิบเบาๆ
เว่ยหลิงรู้สึกตัวร้อนขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้น "ท่าน... ท่านพูดอย่างนี้ไม่ได้"
"ข้าพูดความจริง" เขาเอื้อมมือไปัักลีบดอกมะลิที่ปักอยู่ในผมของนาง "ดอกมะลิของคุณหนู... หอมมาก"
การััเบาๆ ที่ผมทำให้นางสั่นเทา "ท่าน..."
"ข้าขอโทษ" เขาถอนมือกลับ "ข้าแค่อยากให้คุณหนูเข้าใจว่า ความงามของคุณหนูไม่ควรถูกซ่อนไว้"
เว่ยหลิงไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในใจทำให้นางสับสน
หลังจากนั้น นางต้องรีบกลับไปเย็บปักต่อ แต่ใจคิดถึงคำพูดของเขาตลอด คืนนั้น นางนอนไม่หลับ คิดถึงมือแข็งแรงที่ััผมนาง เสียงแหบพร่าที่อ่อนโยน และสายตาที่เข้าใจ
วันต่อมา นางหาข้ออ้างมาหาเขาอีก คราวนี้นางบอกเซียวเหมยว่า้าไปเก็บดอกไม้มาปักลายบนผ้า
"คุณหนู" ลู่เฟิงทักทายเมื่อเห็นนาง "วันนี้มาเร็ว"
"ข้าอยากเรียนรู้เื่ดอกไม้เพิ่มเติม" นางตอบ "เมื่อวานท่านสอนให้ฟัง ข้ารู้สึกสนใจมาก"
เขายิ้มพอใจ "วันนี้ข้าจะสอนเื่การัั คุณหนูต้องเรียนรู้ว่าการััแต่ละแบบให้ความรู้สึกอย่างไร"
"ััอย่างไร?" นางถาม
ลู่เฟิงเดินไปที่ต้นไผ่ "มาสิ ให้ข้าสาธิต"
เขาหักใบไผ่อ่อนมาใบหนึ่ง "ให้ข้าแสดงให้ดูว่าการััที่แตกต่างกันให้ความรู้สึกอย่างไร"
เขาใช้ใบไผ่ััที่หลังมือของนาง "นี่คือการััที่อ่อนโยน"
เว่ยหลิงสั่นเทาเล็กน้อย "ขนลุก"
"ใช่แล้ว" เขายิ้ม "แล้วนี่ล่ะ" เขาใช้นิ้วััที่หลังมือของนางแทน "การััด้วยิั ให้ความรู้สึกอบอุ่นกว่า"
นางหายใจเร็วขึ้น "ใช่... อบอุ่นกว่า"
"แล้วถ้าเป็แบบนี้ล่ะ" เขาเลื่อนนิ้วไปที่ข้อมือของนาง ััเบาๆ ที่จุดที่เส้นเืเต้น
"อ๊ะ!" นางสะดุ้ง "ทำไมรู้สึกแปลก?"
"เพราะนั่นเป็จุดที่ละเอียดอ่อน" เขาอธิบาย "ร่างกายของสตรีมีจุดเช่นนี้หลายจุด"
"จุดอื่นอยู่ที่ไหนบ้าง?" นางถามด้วยความอยากรู้
ลู่เฟิงยิ้มเ้าเล่ห์ "ที่คอ ที่ไหล่ ที่..."
เขาหยุดพูด "แต่ข้าไม่ควรบอก คุณหนูยังไม่แต่งงาน"
"กรุณาบอกข้า" นางอ้อนวอน "ข้าอยากรู้"
"ถ้าคุณหนูยืนยัน..." เขาทำท่าลังเล "ข้าจะสาธิตให้ดู แต่คุณหนูต้องสัญญาว่าจะไม่บอกใคร"
"ข้าสัญญา"
ลู่เฟิงเดินเข้าไปใกล้ขึ้น "ข้าจะััที่คอของคุณหนู เพื่อให้เข้าใจ"
เขาเอื้อมมือไปััที่คอเรียวของนางอย่างเบามือ เว่ยหลิงสั่นเทาทั้งตัว
"อื้อ..." เสียงครางเบาๆ หลุดออกมา
"รู้สึกอย่างไร?" เขาถาม
"แปลก... แต่ดี" นางตอบด้วยเสียงสั่น
เขาเลื่อนมือไปที่ไหล่ของนาง ััผ่านผ้าไหมบาง "ที่นี่ก็เป็จุดละเอียดอ่อนเช่นกัน"
เว่ยหลิงหลับตาลง รู้สึกถึงความอบอุ่นจากมือของเขา "ท่าน... ข้ารู้สึกแปลกๆ"
"แปลกอย่างไร?"
"ร้อน... และอยากให้ท่านััต่อไป" นางยอมรับ
ลู่เฟิงยิ้มในใจ "นั่นเป็เื่ธรรมดา ร่างกายของคุณหนูกำลังตื่นตัว"
แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเรียกจากไกล
"คุณหนู! คุณหนูอยู่ไหน!" เสียงของเซียวเหมยดังมาจากทางเดินหลัก
เว่ยหลิงสะดุ้ง "เซียวเหมยมาหาข้าแล้ว ข้าต้องไปแล้ว"
ลู่เฟิงถอนมือกลับ "ไปเถิด แต่จำไว้ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้วันนี้"
นางพยักหน้า แก้มยังแดงก่ำจากการััเมื่อครู่ "ข้าจะจำไว้"
เว่ยหลิงรีบวิ่งกลับไปหาเซียวเหมย ใจยังคิดถึงความรู้สึกจากการััของเขา นางไม่เข้าใจว่าทำไมร่างกายถึงตอบสนองเช่นนั้น แต่นางอยากรู้มากขึ้น
คืนนั้น นางนอนไม่หลับ คิดถึงมือแข็งแรงที่ััคอและไหล่ของนาง เสียงแหบพร่าที่กระซิบข้างหู และสายตาที่เข้าใจ นางรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป มีความรู้สึกแปลกๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน
วันต่อมา หลังจากเสร็จสิ้นบทเรียนมารยาทกับครูสอน เว่ยหลิงบอกฮูหยินเว่ยว่า้าไปเก็บดอกไม้มาศึกษาลักษณะเพื่อนำมาปักลายบนผ้า
"ได้ แต่อย่าไปนาน และให้เซียวเหมยไปด้วย" ฮูหยินเว่ยสั่ง
แต่เมื่อออกมาถึงสวน เซียวเหมยบ่นว่าแสงแดดร้อนเกินไป ขอให้นางไปเก็บดอกไม้เองแล้วรีบกลับมา เว่ยหลิงจึงได้โอกาสไปหาลู่เฟิงคนเดียว
"คุณหนู" เขาทักทายเมื่อเห็นนาง "วันนี้มาคนเดียว"
"เซียวเหมยไม่สบาย" นางโกหก "ข้าเลยมาเอง"
ลู่เฟิงยิ้ม "ดีแล้ว วันนี้ข้าจะสอนเื่พิเศษให้"
"เื่อะไร?"
"เื่ดอกไม้ที่มีพลังพิเศษ" เขาตอบ "คุณหนูเห็นดอกบัวดอกนั้นไหม?" เขาชี้ไปยังดอกบัวตูมที่ยังไม่บาน
นางมองตาม "เห็น แต่ยังไม่บาน"
"ดอกนั้นพิเศษ จะบานในเวลากลางคืน และมีกลิ่นหอมที่แตกต่างจากดอกอื่น" เขาเดินไปเด็ดดอกบัวตูมมาดอกหนึ่ง "ให้คุณหนูเก็บไว้ในห้อง กลิ่นหอมจะช่วยให้หลับสบาย"
เว่ยหลิงรับดอกบัวมาดม กลิ่นหอมหวานแปลกๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย "หอมจริงๆ แปลกดี"
"ให้คุณหนูเก็บไว้ในห้อง" เขาแนะนำ "แต่อย่าให้ใครเห็น เพราะดอกนี้หายาก"
เว่ยหลิงไม่รู้ว่าดอกบัวนั้นถูกแช่ด้วยยาสมุนไพรพิเศษที่จะทำให้ผู้ดมมีความฝันที่ชัดเจนและเร่าร้อน
"ข้าจะเก็บไว้ดี" นางสัญญา
ลู่เฟิงมองดูปฏิกิริยาของนางด้วยความพึงพอใจ 'ง่ายดาย' เขาคิดในใจ 'ดอกไม้ต้องห้าม รอคนฉกชิง'