เฉินจิ้งโหรวจำต้องเผชิญหน้ากับเฉินจิ้งเจียอีกครั้งนางมองเฉินจิ้งเจียที่เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน ความริษยาบดบังดวงตานางจนมืดบอดแม้แต่คำพูดจายังเปลี่ยนไปไม่สนมารยาทใดอีกต่อไป
“คนที่โดนทารุณหาใช่พี่หญิงเสียหน่อยท่านย่อมใจเย็นรอให้กลับก่อนแล้วค่อยว่ากันได้สิ แต่ข้าล่ะ? พี่หญิงดูให้ดีๆ เถิด หากมิใช่เพราะพี่หญิง ข้าก็คงไม่โดนลักพาตัวถูกขังไว้ในห้องเก็บฟืนนี้!”
สิ้นเสียงนางพลันสัมผัสได้ถึงมือใหญ่ข้างหนึ่งพุ่งคว้าคอนาง ซ้ำยังออกแรงบีบมากขึ้นเรื่อยๆ
เฉินจิ้งโหรวออกแรงมาดหมายแกะมือบนคอตนออกหากแต่แรงเพียงน้อยนิดของนาง ไหนเลยจะเทียบกับคนตรงหน้าได้?
“พี่ท่านพี่ ท่าน ปล่อยมือ ปล่อย ปล่อยมือ...”
ดวงตาเฉินอี้เหอเต็มเปี่ยมด้วยโทสะร้ายเฉินจิ้งโหรวไม่แปลกใจสักนิดว่าตอนนี้ตนเจอกับร่างมัจจุราชเข้าแล้ว
“เก็บปากเจ้าไว้ให้ดีอย่าได้คิดว่าภายนอกเจ้าจะเป็นคุณหนูรองแห่งจวนป๋อชางโหวแล้วจะพ่นวาจาอวดดีใส่ใครในจวนได้! เฉินจิ้งเจียมิใช่คนที่เจ้าแตะต้องได้เข้าใจหรือไม่!”
น้ำเสียงเย็นเยียบชวนขนลุกทำเอาเฉินจิ้งโหรวคิดว่าตนต้องตายในไม่ช้าอย่างแน่นอนแม้แต่พยักหน้ายังไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว
“อี้เหอพอได้แล้ว” ป๋อชางโหวเอ่ย ไม่แม้แต่มองเฉินจิ้งโหรว
เมื่อนั้นเฉินอี้เหอถึงได้ยอมปล่อยมือทำให้ร่างเฉินจิ้งโหรวร่วงลงพื้น
เมื่อจู่ๆก็ได้โอกาสหายใจ เฉินจิ้งโหรวรีบกอบโกยอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่กระอักสำลักอย่างคุมไม่อยู่ รีบใช้แรงที่เหลือทุบหน้าอกตัวเอง
ยามแม่นมซุนเดินเข้ามาเจอเข้ากับภาพเบื้องหน้านางตื่นตกใจจนหน้าถอดสี รีบวิ่งเข้าหาเฉินจิ้งโหรวนำเสื้อขนห่านที่เตรียมไว้อย่างดีคลุมตัวนางนั่นทำให้เฉินจิ้งโหรวมิได้ดูน่าสังเวชจนตรอกเกินไป
“คุณหนูรองคุณหนูรองดีขึ้นหรือยังเจ้าคะ?” แม่นมซุนถามอย่างร้อนใจ
ซีหร่านที่ตามมาหาได้เคยเจอสงครามเย็นเช่นนี้มาก่อนจึงตกตะลึงงันอยู่ข้างๆ ไม่กล้าแม้แต่กระดิกตัว
หลังจากกระอักไอครู่หนึ่งในที่สุดจึงหยุดลง เฉินจิ้งโหรวเงยหน้าอย่างอ่อนแรง มองซีหร่านที่ยืนข้างๆก่อนแผดตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราด
“เจ้าตายแล้วหรือไร!คุณหนูเจ้าอยู่ในสภาพนี้ ยังมีหน้ายืนนิ่งอยู่ได้!”
เมื่อนั้นเหมือนซีหร่านได้สติกลับมารีบเดินไปข้างกายเฉินจิ้งโหรว ออกแรงพยุงร่างนางขึ้น ไม่ต้องแปลกใจแม้แต่น้อยนางถูกเฉินจิ้งโหรวหยิกไปอีกหลายที
คล้ายกับโดนยั่วโทสะเฉินจิ้งโหรวไม่แม้แต่ทนเสแสร้งอีกต่อไปนางลงมือกับซีหร่านทั้งรุนแรงทั้งโหดเหี้ยม
“น้องโหรวเอ๋อร์ถึงจวนของเราจะมีคนใช้ไม่ขาด แต่ถึงอย่างนั้นจวนเราไม่มีนิสัยกดขี่ทารุณคนรับใช้เจ้าทำเช่นนี้ เกรงว่าไม่เหมาะสมเท่าไรนัก?”
เฉินจิ้งเจียเอ่ยปากดึงความสนใจให้ป๋อชางโหวและเฉินอี้เหอมองไปยังเฉินจิ้งโหรว
“พี่หญิงหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะตัวข้าในตอนนี้ แม้แต่จะสั่งสอนสาวใช้ของตัวเองก็มิได้แล้วหรือ?” ดวงตาเฉินจิ้งโหรวฉายแววมาดร้าย จดจ้องแต่เฉินจิ้งเจียไม่ละไม่สนใจใครอื่นอีกต่อไป
หากแต่เฉินอี้เหอหาได้แยแสเขาเดินไปเบื้องหน้าเฉินจิ้งโหรวด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก จดจ้องนางอยู่อย่างนั้นแต่เฉินจิ้งโหรวที่เห็นเขากลับตัวสั่นระริกขึ้นอย่างมิอาจควบคุมได้นางยังไม่ลืมว่าเมื่อครู่พี่ชายผู้นี้ปฏิบัติกับตนอย่างไร
เขาไม่ปริปากแม้แต่คำเดียวดึงแขนซีหร่านมาก่อนถกแขนเสื้อนางขึ้น เผยให้เห็นส่วนหนึ่งของท่อนแขนเล็ก
ท่อนแขนเล็กส่วนนั้นทั้งเล็กทั้งผ่ายผอมประหนึ่งเป็นหนังหุ้มกระดูกก็มิปาน
หนานจือที่ยืนข้างเฉินจิ้งเจียเป็นอันต้องบีบแขนตนเองดูเหอะ มีแต่เนื้อทั้งนั้น!
มีแค่หนังหุ้มกระดูกไม่พอบนผิวยังปรากฏรอยแผลช้ำจ้ำเขียวจ้ำม่วงเด่นชัด
สภาพเช่นนี้แม้แต่เฉินจิ้งเจียที่รู้เรื่องอยู่แล้วยังมิอาจข่มใจเข้าไปดูได้
“สาวใช้ของเจ้าไม่ได้เรื่องขนาดไหนถึงขั้นต้องสั่งสอนจนอยู่ในสภาพนี้กัน?”
เฉินจิ้งเจียเอ่ยปากถาม“อี๋เหนียงก็ช่วยท่านแม่ข้าดูแลเรื่องราวในจวนอย่างเพียบพร้อมหากสาวใช้ไม่ได้เรื่องก็เปลี่ยนคนเสียเท่านั้น ไยต้องรั้นทำเช่นนี้ด้วย? น้องหญิงเองก็กริ้วโกรธ เช่นนั้นก็ปล่อยสาวใช้ผู้นี้ไปเสียก่อนที่จากนี้ใครต่อใครจะคิดว่าเจ้านายของจวนป๋อชางโหวล้วนใจเหี้ยมกันทั้งสิ้น”
นางกล่าวเช่นนี้สีหน้าป๋อชางโหวยิ่งย่ำแย่กว่าเดิม
เขาโอ้อวดตนว่าปฏิบัติกับคนใช้ด้วยความอ่อนโยนเสมอแต่กลับไม่คิดไม่ฝันว่าสาวใช้ข้างกายบุตรสาวตนจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
“เสียแรงที่พ่อตั้งชื่อเจ้าว่าโหรว[1]ไม่คิดไม่ฝันว่าอายุเพียงเท่านี้จะเหี้ยมโหดได้ขนาดนี้!”
ครั้นเห็นลุงฉีเดินเข้ามาซีหร่านพลันรีบคุกเข่าลงพื้นทันใด “ท่านโหวโปรดเมตตา! ท่านโหวโปรดเมตตา! บ่าวบ่าวยอมรับใช้คุณหนูรองเจ้าค่ะ ท่านโหวได้โปรดอย่าไล่บ่าวไปเลยเจ้าค่ะ!”
กิจในจวนล้วนมีจ้าวอี๋เหนียงเป็นผู้ดูแลปกติแล้วการเข้าร่วมจวนหรือไล่ออกจวนของคนใช้ล้วนจัดแจงโดยพ่อบ้านหากลุงฉีลงมือเอง ส่วนมากเป็นการไล่คนออกจวนทั้งนั้น
ซึ่งคนใช้ที่ถูกสกุลอย่างจวนป๋อชางโหวไล่ออกนั้นสกุลอื่นมักไม่รับอยู่แล้ว ต่อให้เจ้าจะเก่งกาจหรือมีฝีมือเพียงใดก็ตาม
เฉินจิ้งเจียไม่คาดคิดว่าคำพูดเพียงประโยคเดียวของตนจะสร้างผลลัพธ์เช่นนี้ขึ้นเสียได้นางมองซีหร่านที่คุกเข่าโขกหัวบนพื้นไม่หยุดกระทั่งหน้าผากปริมีเลือดเปรอะออกมาแล้ว
“ท่านพ่อลุงฉี หนูน้อยซีหร่านนี้ มิสู้เอาไว้ที่เรือนข้าก่อนดีกว่าหากดันทุรังไปต่อไม่ได้จริงๆ ละก็ ถึงวาระนั้นค่อยไล่ไปก็ไม่สายอย่างน้อยเพื่อลดคำพูดให้ร้ายอันไร้หลักฐานกับจวนเราได้เจ้าค่ะ”
เฉินจิ้งเจียเอ่ยมองซีหร่านด้วยสายตาสงสารจับใจ
หนานจือที่ยืนหลังนางชะงักงันไปชั่วขณะอดที่จะหันมองคนคุกเข่าร้องไห้อย่างน่าเวทนาเสียมิได้ความรู้สึกไม่พอใจแต่เดิมอันตรธานหายไปจนสิ้น
เมื่อเห็นสายตาเฉินจิ้งเจียนางจึงเดินเข้าไปยื่นมือดึงมือซีหร่านเอาไว้ “เลิกโขกได้แล้ว หากหัวแตกขึ้นมาเจ้าคงอยู่ต่อไปไม่ได้จริงๆ แล้ว”
นางพูดมาเช่นนี้ทำเอาซีหร่านตะลึงงันนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่รู้ว่าตนควรทำอย่างไร
หนานจือถอนหายใจก่อนพยุงซีหร่านยืนขึ้น รอป๋อชางโหวเป็นฝ่ายเอ่ย
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”
“ท่านโหวกระทำการใดควรเด็ดขาดขอรับ!”
ป๋อชางโหวคิดตื้นเกินไปในเมื่อเฉินจิ้งเจียต้องการเด็กน้อยคนนี้ เช่นนั้นยกให้นางไปก็เป็นอันจบ
ส่วนเฉินจิ้งโหรวกลับไปค่อยจัดการเรียกเด็กรับใช้นั่นมาก็พอ
หากแต่ลุงเฉินไม่คิดเช่นนั้นเขาทราบดีถึงการผันผวนของจวนนี้ ซีหร่านคือคนข้างกายเฉินจิ้งโหรวหากนางเป็นหมากที่จ้าวอี๋เหนียงกับเฉินจิ้งโหรววางแผนไว้ข้างกายเฉินจิ้งเจียเล่า?
กระนั้นเด็กรับใช้ผู้นี้ต่อให้โบยจนตายก็อาจสร้างรอยด่างพร้อยแก่ชื่อเสียงนางตามแผนและจวนป๋อชางโหวเองจะเป็นฝ่ายสูญเสียไม่ใช่น้อยๆ
เฉินจิ้งเจียชะงักงันครู่หนึ่งมองซีหร่านที่หนานจือพยุงไว้ตัวสั่นระริก ทั้งยังนึกถึงเมื่อชาติก่อนทั้งที่นางช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้นาง แต่กลับถูกเฉินจิ้งโหรวทรมานจนตายในที่สุด
หากมิใช่เพราะตนโง่เชื่อลมปากเฉินจิ้งโหรวทั้งยังขายซีหร่าน เช่นนั้นชาติก่อนซีหร่านคงไม่ตายอย่างน่าอนาถเช่นนั้นใช่หรือไม่?
เมื่อคิดได้ดังว่าเฉินจิ้งเจียจึงยื่นมือดึงซีหร่านเข้ามา เงยหน้ามองลุงฉี “ลุงฉีท่านไม่ต้องเป็นห่วงไป ให้นางมาอยู่กับข้าชั่วคราวก่อน หากเจอจุดไม่พึงประสงค์ข้าจะขายนางทิ้งทันที”
เมื่อเห็นนางยืนหยัดเช่นนี้ลุงฉีจึงไม่เอ่ยอันใดต่อ ก้มหน้าเล็กน้อย ถอยไปยืนหลังป๋อชางโหวเป็นการยอมรับการตัดสินใจของเฉินจิ้งเจียไปโดยปริยายนั่นเอง
----------------------------
[1] โหรวหมายถึง อ่อนโยน