บทที่ 2 เดลิน่า จิวฮวา เอมอนด์
15 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยง่ายขึ้นเลยสำหรับจิวฮวา เมื่อครั้งลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบว่าแม่ถูกลูกสาวของภรรยาเอกของผู้เป็พ่อผลักตกจากบันได ขณะทำความสะอาดรูปปั้น ทำให้ต้องคลอดเธอก่อนกำหนด สุดท้ายก็ไม่สามารถรักษาชีวิตของผู้เป็แม่เอาไว้ได้
เมื่อผู้เป็พ่อกลับมา แทนที่จะโกรธแค้นลูกสาวคนโตที่ทำให้ภรรยาที่รักต้องตายลง กลับโทษที่ภรรยาตั้งท้องเธอ ทำให้ตกบันไดมาแล้วต้องตกเืตายต่างหาก ยังไม่ทันได้เจรจาก็เหวี่ยงเธอทิ้งออกนอกหน้าต่างเสียแล้ว
หากมีคนถามว่าเธอทำอย่างไร ถึงได้บังเอิญรอดมาจนอายุ 15 ได้ ก็คงต้องยกความดีความชอบให้แก่บุคคล 2 คน คนแรกนั้นคือ เจียงมามา แม่นนของแม่ ที่ติดตามมาจากดินแดนบ้านเกิด ช่วยเลี้ยงดู ทำให้เธอรอดมาได้
อีกคนก็คือแซป จิ้นเหอ เอมอนด์ พี่ชายของเธอ ผู้ซึ่งโตกว่าเธอ 6ปี ผู้ขอร้องจนพ่อยอมไว้ชีวิตเธอ กับข้อแม้ที่ว่าห้ามโผล่ไปให้เห็นหน้า ถึงจะได้ใช้นามสกุลเอมอนด์ มีชื่อในวงศ์ตระกูล แต่ก็มีสถานะไม่ต่างกับบ่าวในบ้าน แต่ที่อ่านออก เขียนได้ และพอจะมีความรู้ในโลกนี้ติดตัว ก็จากพี่ชาย และเจียงมามาร่วมกันถ่ายทอดให้ล้วนๆ
ใน่ 15 ปีนี้ ทำให้เธอได้รู้ว่า ดินแดนที่เธออยู่นั้นชื่อเฟเรนซ์ หลังจากเธอพยายามเปรียบเทียบกับโลกที่จากมา ก็พออนุมานได้คร่าวๆว่าคงจะเป็ฝรั่งเศส ส่วนยุคสมัยแน่นอนว่าคงไม่มีในโลกที่เธอจากมา เพราะนอกจากเมืองนั้นจะแตกต่าง วัฒนธรรมแม้จะใกล้เคียงก็ยังแตกต่าง ผู้คนที่นี่นั้นมีเวทย์มนต์ หากแต่ก็ไม่ได้ก้าวหน้าทันสมัยแบบเวทย์มนต์ในเกมส์ RPG ที่เคยเล่น ออกจากคล้ายปาหี่เสียมากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งการพัฒนา
ส่วนเมืองที่แม่ของเธอนั้นจากมาชื่ออาณาจักรฟู่หรง ถ้าให้เดาก็น่าจะเป็ประเทศจีน เนื่องจากประเทศเปิดกว้างทำให้มีการเดินทางค้าขายกันได้ การเดินทางก็มี 2 แบบที่นิยมกันในตอนนี้ นั่นคือ 1. เดินทางโดยเรือสำเภา หรือเรือขนาดใหญ่ ที่จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หากเป็โลกที่เธอจากมาก็คงใช้เวลานานกว่านี้ แต่ที่นี่มีสิ่งที่เรียกว่าเวทย์มนต์จึงชวยลดระยะเวลาลงไปได้มาก แบบที่ 2.ก็คือเดินทางโดยรถม้า แบบนี้จะเดินทางนานกว่าหน่อย ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน
หากเดินทางโดยเรือมักจะไปโผล่ทางตอนใต้ของฟู่หรง ในขณะที่รถม้าก็จะไปโผล่ที่ทางตอนเหนือของฟู่หรง เมื่อครั้งสมัยหนุ่มๆพ่อของเธอเดินทางไปค้าขาย โดยไล่ไปตามอาณาจักรต่างๆระหว่างทางไปจนกระทั่งถึงฟู่หรง พ่อค้าหลายๆคนมักทำเช่นนี้ คือการซื้อสินค้าจากเมืองเอ ไปขายเมืองบี และเอาของเมืองบีไปขายเมืองซี จนสุดทวีปก็เป็ฟู่หรง จากนั้นจึงไล่กลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง การเดินทางแบบนี้ส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี
ในครั้งนั้นที่พ่อของเธอเดินทางไป ระหว่างขากลับจากฟู่หรง ได้ถูกชาวซ่งหนูทำร้ายและปล้นชิงทรัพย์ หากแต่แม่ของเธอได้เข้ามาช่วยเหลือ ทั้ง 2 พบรักกัน และแต่งงานกันตามประเพณีของชาวฟู่หรง ก่อนที่พ่อและแม่จะกลับมา พร้อมกับพี่ชายของเธอในท้องแม่
จริงๆเธอสามารถบอกได้ว่าพ่อของเธอนั้นเป็พวกนิสัยเสีย เห็นแก่ตัว เขามีภรรยารออยู่ที่บ้านแล้ว 1 คน พร้อมกับลูกสาวอีก 2 คน แต่ตอนที่เข้าแต่งงานกับแม่ของเธอ เขาก็ไม่ได้บอกสักคำว่ามีภรรยาอยู่แล้ว กลับทำให้แม่ของเธอและครอบครัวทางแม่เข้าใจผิดว่าลูกสาวได้แต่งไปเป็ภรรยาเอก ตระกูลของแม่ของเธอนั้นก็ทำการค้าเช่นกัน ทำให้พอทราบว่าชายชาวตะวันตกนั้นไม่นิยมมีภรรยาหลายคน ส่วนมากมักเป็คู่ผัวเดียว เมียเดียว น้อยนักที่จะมีเื่เมียน้อยเพิ่มเข้ามา อีกทั้ง่เวลารักษาตัว พ่อของเธอทั้งหล่อเหล่า และแสดงท่าทางเป็คนดี รักและเอาใจใส่แม่ของเธอยิ่งนัก ทางบ้านของแม่จึงวางใจ ยกแม่ให้ไปอยู่ยังดินแดนห่างไกลลำพัง พร้อมกับบ่าว และเจียงมามาเพียงเท่านั้น โดยไม่ได้ทำการตรวจสอบใดๆให้ชัดเจนก่อนการตัดสินใจ
เมื่อเดินทางยาวไกลมาจนถึง ถึงได้พบความจริง แต่จะทำอย่างไรได้ แต่งก็แต่งแล้ว แถมมาอยู่ไกลบ้าน จะกลับก็กลับไม่ได้ เพราะก็มีลูกแล้ว แถมกลับไม่ถูก ก็เลยต้องจำใจอยู่ ทางพ่อของเธอเองอย่างน้อยก็ยังมีจิตสำนึก ด้วยความรักแม่ของเธอมากก็ยังพอจะให้เกรียติกันบ้าง แรกๆแม่ใหญ่ของเธอก็ทำใจไม่ค่อยได้ แต่สุดท้ายเห็นแม่ของเธอไม่วางตนนิสัยเสีย อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ก็เลยต่างคนต่างอยู่กันไป
หากแต่คนที่ไม่พอใจจริงๆก็คงเป็บุตรสาวทั้ง 2 คนของแม่ใหญ่ หรือไม่ก็แม่ใหญ่เองนั่นแหละ ที่เสี่ยมสอนลูกจนกลายเป็แบบนั้น
่เวลาสงบสุขผ่านไป 6 ปี แม่เธอดันมาตั้งครรภ์เธอเสียได้ ไอ้ปัญหาต่างๆที่เคยเก็บเอาไว้ใต้พรมก็เลยปะทุขึ้นมา ไอ้ที่ทำใจไม่ให้อิจฉาเอาไว้ มันก็เผยออกมาเสียหมด สุดท้ายก็เป็ไปตามที่เธอประสบพบเจอเมื่อแรกเกิด
เมื่อครั้งพ่อของเดินทางไปค้าขายที่เมืองข้างๆ แม่ใหญ่ก็ทำทีเป็มาขอร้องให้แม่ของเธอช่วยเช็ดรูปปั้นตรงบันได แล้วพี่สาวต่างมารดาเธอก็ทำเป็วิ่งเล่นกัน จนมาบังเอิญชนแม่ของเธอตกบันได และจำเป็ต้องคลอดก่อนกำหนด เื่บังเอิญทั้งนั้น จนเธอต้องมองบนรัวๆ
และนี่ก็เลยเป็เหตุให้พ่อของเธอเกลียดเธอ เพราะรู้สึกว่าตอนไม่มีเธอครอบครัวก็รักกันดี บ้านใหญ่บ้านเล็กไม่เคยมีปัญหา พอเธอมาเกิดปุ๊บ ก็มีปัญหาเื่ความอิจฉาปั๊บ สุดท้ายเมียรักก็ตายไปเสีย 1 คน จบบริบูรณ์
จิวฮวานั่งเหม่อมองออกไปบนท้องฟ้า ไอเย็นที่ถูกพ่นออกมาจากลมหายใจทำให้ทราบได้ว่าตอนนี้อากาศหนาวเย็นเพียงใด หากแต่มือบางสองมือก็ยังคงไม่สามารถหยุดขยี้ผ้าในอ่างได้ เพราะหากไม่ทำให้เสร็จ เย็นนี้ก็คงต้องถูกทำโทษ
“คุณหนู พอเถอะเ้าค่ะ เดี๋ยวที่เหลือป้าทำเอง” เจียงมามา แม่นมของเธอเธอเข้ามานั่งข้างๆ ก่อนที่จะพยายามแย่งงานในมือของเธอไปทำ
เด็กสาวถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ “พอเถอะป้าเจียง ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกข้าว่าคุณหนู มันแสลงหู คุณหนูที่ไหนต้องทำงานไม่ต่างจากบ่าวแบบข้าบ้างล่ะป้า ส่วนตรงนี้น่ะไม่เป็ไร ข้าทำเองได้ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว ป้าเจียงทำงานมาทั้งวันแล้วไปพักไป”
พอเธอพูดแบบนั้นจบเจียงมามา ก็ตาเรือแดงขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ทันที “เป็บ่าวที่มันไม่มีปัญหาความรู้พอ บ่าวมันไม่รู้หนังสือ จะไปขอความช่วยเหลือจากใครก็ทำไม่ได้ จะส่งจดหมายก็ทำไม่เป็ ถ้าท่านตาของคุณหนูทราบว่าหลานของท่านต้องมาตกละกำลำบากเยี่ยงนี้...”
พอจิวฮวาได้ฟังดังนั้นก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ว่าตนนั้นได้พูดผิดไปเสียแล้ว จริงๆแล้วชีวิตของเธอมันก็ไม่ลำบากเท่านี้หรอกในตอนแรก ถึงจะถูกละเลยบ้าง แต่ก็ไม่ต้องทำงานหนักหนาอะไร เพราะยังมีพี่ชายคุ้มหัวอยู่ หากแต่เมื่อ 3 ปีก่อน พี่ชายออกจากบ้านไป เพื่อไปทำการค้าขาย แล้วก็ไม่มีข่าวคราวใดๆกลับมาอีกเลย
ใน่ 2 ปีแรก เธอเคยทำใจหน้าด้านไปอ้อนวอนขอให้พ่อของเธอส่งคนไปสืบข่าว แต่กลายเป็ไปทำให้พ่อจำได้ว่าโลกนี้ยังมีเธอ ก็เลยจัดการลดฐานะจากคุณหนูที่ถูกลืม มาเป็สาวใช้ในเรือนเบี้ยเอาเสียได้
เจียงมามาทั้งเ็ป ทั้งโมโห สาวใช้ที่มากับแม่ หลังแม่เสีย ไม่หายตัวไปอย่างปริศนา ก็ถูกขายไปเสียหมด จะเหลือก็แต่เจียงมามา ที่ถึงจะรู้เื่อื่นๆมากมายก็ไม่รู้หนังสือของอาณาจักรเฟเรนซ์ ถึงจะพูดได้บ้าง แต่ก็อ่านไม่ออก เขียนไม่เป็ จึงไม่สามารถไปขอร้องให้ใครช่วยส่งจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากตระกูลสี ตระกูลของแม่ของเธอได้
นั่นจึงทำให้ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีสักวันที่เจียงมามา ไม่ด่าทอตนเอง
“ป้าเจียง พอเถอะ อย่าต่อว่าตนเองอีกเลย ข้าขอโทษ ข้ามันปากไม่ดีเอง” จิวฮวารีบกล่าวขอโทษ
เจียงมามาหันไปมองเด็กสาวที่ยิ่งเติบใหญ่ ก็ยิ่งงดงามราวกับบุปผาตรงหน้า ใบหน้าสวยคมเข้มได้รูป ผมสีน้ำตาลเข้มแปลกตา และดวงตาสีทองสวยเป็ประกาย เธอควรจะงดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ หากไม่ใช้เพราะการทำงานหนัก และขาดการดูแล กลับทำให้เธอนั้นดูผอมแห้ง และทรุดโทรม
“ไม่ได้ ป้าไม่ให้อภัยคุณหนู จนกว่าจะยอมให้ป้าช่วยซักผ้า” เจียงมามากล่าวตอบ
จิวฮวาถึงกับกระตุกยิ้มกับความเ้าเล่ห์ของคนข้างๆ บอกไม่ให้ช่วยก็ยังจะมาหาข้ออ้างช่วยจนได้อีก สุดท้ายก็เลยต้องยอมยกผ้าให้เจียงมามาช่วยซักเสียครึ่งหนึ่ง
หลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน ในที่สุดจิวฮวาก็ได้พักผ่อน เจียงมามาไปรับข้าวส่วนมื้อเย็น ที่เป็เพียงน้ำต้มิญญาผัก กับขนมปังก้อนแข็งมาก 2 ก้อน ก่อนที่สองนายบ่าวจะนั่งกินกันเงียบๆภายใต้แสงไฟที่ริบหรี่
หลังจากทานข้าวที่แทบจะไม่ทำให้อิ่มท้องเสร็จ เจียงมามา ก็เริ่มใช้เวทย์มนต์แห่งพฤกษารักษาแผลที่มือของเธอ ในโลกนี้เวทย์มนต์แบ่งเป็ 5 ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และไม้ เวทย์มนต์แต่ละธาตุก็มีความเชี่ยวชาญชำนาญที่แตกต่าง แต่ก็คือการควบคุมสิ่งๆต่างๆตามชื่อธาตุ ส่วนธาตุไม้นั้นนอกจากการดูแลต้นไม้แล้ว ยังรวมถึงการรักษาด้วย
และไม่ใช่ทุกคน ที่จะสามารถใช้เวทย์มนต์ได้ทุกธาตุ คนส่วนมากเกิดมาใช้เวทย์มนต์ได้เพียง 1-2 ธาตุเท่านั้น ผู้มีความสามารถจะใช้ได้ 3 ธาตุ ผู้เชี่ยวชาญจะใช้ได้ 4 ธาตุ และปรมจารย์จะใช้ได้ทั้ง 5 ธาตุ
ถ้าจะให้กล่าวๆง่ายๆ ที่นี่นั้นแบ่งความสามารถผู้คนเป็ลำดับสีตามออร่าหากในฟู่หรงก็จะเรียกว่าปราณ เมื่อแรกเกิดจะมีออร่าสีขาว คือความบริสุทธิ์ ส่วนมากผู้มีออร่าแบบนี้จะยังใช้เวทย์มนต์ไม่ได้ เป็่ที่ร่างกายกำลังเรียนรู้ และปรับตัวที่จะซึมซับเวทย์มนต์ในธรรมชาติ หรือเรียกว่า่สร้างภาชนะรองรับเวทย์มนต์
เมื่อเวลาผ่านไปจนกระทั่งอายุได้ 7 ปี จะต้องทำการกระตุ้นร่างกายให้รับ เพื่อหยุดการสร้างภาชนะ และกลั่นพลังเวทย์ในร่าง เพื่อให้พร้อมต่อการเริ่มเรียนรู้เวทย์มนต์ ในตอนนี้ออร่าก็จะเปลี่ยนไปเป็สีเขียว คือการเปิดโลกเข้าสู่การเป็ผู้ใช้เวทย์มนต์อย่างแท้จริง เมื่อเข้าสู่สีเขียวแล้วคนผู้นั้นจะสามารถใช้เวทย์มนต์ได้อย่างน้อย 1 ธาตุ แต่ไม่เกิน 2 ธาตุตามพร์ และต้องใช้การฝึกฝนคล้ายการเดินลมปราณ บวกฝึกซ้อมเวทย์มนต์ เมื่อนั้นออร่าก็จะส่งพลังขึ้น ส่งผลให้ใช้เวทย์มนต์ได้มากขึ้น
หากมีโอกาสได้รับการศึกษาก็จะได้เข้าเรียนโรงเรียนเวทย์มนต์ ซึ่งผู้เรียนจะเรียนจนถึงอายุ 17ปี เมื่อจบมา นักเรียนก็จะมีออร่าขั้นต่ำเป็สีน้ำเงิน ในขั้นนี้ส่วนมากก็จะสามารถหางานดีๆ ที่ไม่ต้องใช้แรงงานทำได้ เช่นการรับราชการ, นักวิชาการ, นักวิจัยด้านเวทย์มนต์เป็ต้น
ส่วนลำดับสีที่สูงขึ้นไปก็คือ สีม่วง, สีส้ม และสีแดง
เจียงมามานั้นเป็ผู้ใช้เวทย์มนต์ออร่าสีเขียว เธอสามารถใช้ได้เพียงธาตุไม้ และเก่งด้านการรักษา
ในขณะที่จิวฮวานั้นถูกผู้คนละเลย แม้แต่เด็กรับใช้ภายในบ้าน พออายุได้ 7 ปี ก็ยังได้รับการปลุกเวทย์มนต์ แต่เธอตอนนี้แม้จะอายุ 15 ปีแล้ว ออร่าก็ยังคงเป็สีขาวไม่เปลี่ยนแปลง เพราะไม่มีกฏหมายบังคับ ว่าเด็กอายุ 7 ปี ทุกคนต้องได้รับการปลุกเวทย์มนต์ เธอก็เลยน่าจะกลายเป็คนแรกของโลกเสียกระมั้ง ที่ยังไม่ได้ทำ
จิ้นเหอพี่ชายของเธอเคยพยายามแอบพาเธอไปปลุกเวทย์มนต์ครั้งหนึ่ง เมื่อเธออายุได้ 12 ปี หากแต่ถูกจับได้เสียก่อน และก็เพราะเหตุการณ์นั้นนั่นเอง ที่ทำให้พี่ชายของเธอต้องถูกส่งตัวไปกับขบวนขายของที่จะไปฟู่หรง