แสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาจากสัญลักษณ์ดวงตาบนหน้าอกของสมิทธิ์ส่องให้เห็นเงาเบื้องหน้าของเขาที่บัดนี้กลายเป็ร่างของคราสที่กำลังพุ่งเข้ามา อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิดเงาปริศนาที่เคลื่อนไหวไปมานั้นก็คือคราสนั่นเอง
คนทรงเทพแห่งความมืดหยุดนิ่งเหมือนรูปปั้น หน้าตาเหยเกเขากำลังอยู่ในท่าเงื้อหมัดเตรียมชกเต็มที่ ห่างไปจากสมิทธิ์แค่เอื้อมมือ
“เมื่อเธอใช้ระบบพันตาเธอจะรับรู้ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวได้อย่างชัดเจน จนเหมือนว่าเวลาแทบจะหยุดนิ่ง มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่ยังสามารถเคลื่อนไหวได้เป็ปกติ”เสียงของเทพแห่งาอธิบาย
“เจ๋ง!” สมิทธิ์ลองแตะที่ตัวของคราสดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
“มนุษย์อย่างเธอสามารถใช้พลังนี้ได้ภายในเวลาสั้นๆระยะที่สายตามองเห็นเท่านั้น แต่สำหรับร่างกายที่บอบบางของมนุษย์ทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว” คำเตือนของเทพแห่งาสำคัญมาก เพราะนั่นหมายความว่าอีกไม่นานคราสก็จะกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างเดิม
เมื่อแน่ใจว่าคราสขยับเขยื้อนไม่ได้แน่แล้ว สมิทธิ์คิดว่าเขาน่าจะเอาคืนบ้างจากที่เมื่อครู่เขาโดนทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว
“เสร็จชั้นล่ะ!” สมิทธิ์ใช้แขนทั้ง 2ข้างจับแขนข้างที่ยื่นออกมาด้านหน้าของคราสเอาไว้ แล้วหมุนตัวเหวี่ยงร่างคนทรงเทพแห่งความมืดลงไปด้านล่าง
เสียงแหวกอากาศดังกึกก้อง ร่างของคราสลอยทะลวงผ่านหมอกทมิฬลงไปอย่างรวดเร็วพริบตาเดียวก็กระแทกเข้ากับดาดฟ้าตึกสูงแห่งหนึ่งแม้ว่าจะไม่ทำให้ทั้งตึกถึงกับถล่ม แต่แรงปะทะก็ทำให้ร่างของคราสจมหายลงไปในแผ่นคอนกรีตทะลุลงไปหลายชั้น ส่งก้อนสะเก็ดหินและฝุ่นคละคลุ้งลอยขึ้นไปในอากาศ
คนที่อาศัยอยู่ในตึกแตกตื่นใที่จู่ๆ หลังคาก็ถล่มลงมาโชคดีที่คราสหมดสติทันทีหลังจากโดนแรงกระแทก และไม่มีใครไดรับาเ็
สมิทธิ์มองผ่านช่องแสงที่เกิดขึ้นหลังจากร่างของคราสผ่านทะลุหมอกทมิฬลงไปเขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะไม่คิดว่าด้วยแรงเหวี่ยงธรรมดาของเขา เมื่ออยู่ในร่างทรงระดับ2 จะทวีความรุนแรงได้ถึงขนาดนี้
“อ้อ! เราลืมบอกไปว่า พละกำลังรวมถึงการฟื้นฟูอาการาเ็ของเทพาอย่างเรามีมากกว่าเทพอื่นๆ อยู่นิดหน่อยนะ” เทพแห่งาพูดทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ
แม้ว่าพลังที่ได้มาจากเทพแห่งาจะน่าตื่นตาตื่นใจแค่ไหนแต่สมิทธิ์ก็ยังไม่ลืมว่าเหตุผลที่เขาได้กลายมาเป็คนทรงระดับ 2ก็เพื่อที่จะหยุดยั้งคราสจากการทำให้โลกนี้มืดมิดไปตลอดกาล
ตอนนี้เขาได้หยุดคราสได้แล้ว คนทรงเทพแห่งความมืดได้พ่ายแพ้นอนแน่นิ่งอยู่บนยอดตึกด้านล่างแต่หมอกทมิฬที่เขาสร้างขึ้นยังคงเคลื่อนไหวเข้าใกล้กันเพื่อบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ตามที่คราสเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ เหลือเวลาอีกไม่นานแล้วที่ความมืดจะปกคลุมกลืนกินโลกมนุษย์ไปจนหมด
“แย่แล้ว!” สมิทธิ์มองไปที่ดวงอาทิตย์ที่กำลังถูกเมฆสีดำบดบังจนเกือบมืดสนิท
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยแหบพร่าดังขึ้นมาจากด้านล่าง
“ช้าไปแล้วอีกไม่กี่วินาทีความมืดก็จะปกคลุมทั่วโลก แต่ข้าจะไม่ถอนพลังออกเด็ดขาด!”
คราสฟื้นขึ้นมาแต่เขายังอยู่ในสภาพสาหัสเกินกว่าที่จะขยับได้
สมิทธิ์ได้ฟังก็คิดได้ว่า หากคราสยังมีชีวิตอยู่ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสภาพใดก็ตาม หมอกทมิฬของเขาก็ยังคงทำงานต่อไปเหมือนมีชีวิตตามที่เขาได้ตั้งใจไว้
“ไม่มีทางเลือกแล้ว เทพแห่งา”สมิทธิ์บอกเทพเ้าของเขาด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง
“ท่านมีพลังอะไรรุนแรงพอที่ใช้กำจัดเทพเ้าด้วยกันไหม?”
คำถามของสมิทธิ์ทำให้เทพเ้าแห่งานิ่งไปครู่หนึ่ง
ประกายไฟฟ้าวิ่งอยู่บนมือขวาของสมิทธิ์
“ถ้าหมอกทมิฬคืออาวุธของคนทรงเทพแห่งความมืด อาวุธของเราคือสายฟ้าที่มีอานุภาพรุนแรงที่ทำลายได้แม้กระทั่งดวงดาว”
สมิทธิ์มองมือขวาของเขาพลางฟังเทพแห่งาอธิบายก็ยิ่งทึ่งอาวุธของเรานี่มันเท่จริงๆ แต่พอได้ยินประโยคถัดมาเท่านั้น เขาก็ถึงกับหน้าซีดขึ้นมาทันที
“แต่ร่างกายของเธออาจทนพลังของมันไม่ไหวจนแหลกสลายไปเลยก็ได้นะ”
