ยามบ่ายคนงานต่างเร่งทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ทุกคนต่างมีแรงเหลือเฟือเพราะได้ทานอาหารจนอิ่มท้อง
จ้าวลู่ชิงนั่งประจันหน้ากับบุรุษที่บอกว่าตนเองเป็นคุณชายอันดับหนึ่งของอำเภอชิงเหออยู่ภายในเรือนด้านหน้า
“คุณชายมาหาข้าเพราะเหตุใด”
“ท่านปู่ให้ข้ามาถามเจ้าว่าได้ผลิตยาแก้ไอบ้างหรือไม่ ช่วงนี้คนป่วยเยอะสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการไอในร้านเหลือเพียงน้อยนิด”
“ข้าปรุงยาแก้ไอออกมาบ้างแล้ว แต่ไม่มากเท่าไหร่ พอจะให้ท่านนำกลับไปแก้ขัดก่อนได้ มียาแก้ไอน้ำสำหรับเด็กด้วย” นางคงต้องหาแรงงานขึ้นไปเก็บสมุนไพรเพิ่มเสียแล้ว
“ซูเซียง เจ้าไปนำยาแก้ไอมาให้คุณชายหนิงจิน”
“เจ้าค่ะ”
“รบกวนคุณชายแจ้งเหล่าหยางว่าช่วงนี้ข้าไม่ค่อยมีเวลาว่างผลิตยาสักเท่าไหร่”
“ข้าจะบอกให้”
จ้าวลู่ชิงคิ้วกระตุกกับท่าทีสบายของคุณชายผู้นี้ ดูเขาสิยกเท้าขึ้นกระดิก มือประสานกันอยู่ท้ายทอย สายตาสำรวจภายในเรือนอย่างไม่เกรงใจ
"ข้าเป็นคนเปิดเผยเช่นนี้แล คราที่แล้วเจ้าจำได้หรือไม่ว่าข้าเคยพูดว่าอยากสนิทกับเจ้า”
“เหตุใดคุณชายถึงอยากสนิทกับข้า บุรุษกับสตรีสนิทสนมกันมิเหมาะสม พาลให้คนอื่นติฉินนินทา”
“เหตุผลข้อแรกข้าไม่มีสหายก็เลยอยากเป็นสหายกับเจ้า ข้อสองท่านปู่บอกว่าเจ้าเป็นคนมีความสามารถ พวกเราเป็นคนมีความสามารถเหมือนกัน คบกันไว้ไม่เสียหลาย” ยักคิ้วส่งให้
“คุณชายมากความสามารถถึงเพียงนี้เหตุใดถึงไร้มิตรสหาย”
“ข้าไม่คิดชายตาแลคนพวกนั้นให้เปลืองสายตา” พวกที่ต่อหน้าประจบประแจง ลับหลังใส่ร้ายน่ะเหรอ คุณชายอันดับหนึ่งอย่างเขาไม่เสียเวลาคบ
“มาแล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวลู่ชิงสำรวจขวดยาที่วางเรียงรายในกล่องไม้ “สองกล่องนี้เป็นยาลูกกลอนสำหรับผู้ใหญ่ อีกสองกล่องเป็นยาน้ำสำหรับเด็ก”
“ทั้งหมดเท่าไหร่”
“ทั้งหมดสี่สิบขวด ขวดละหนึ่งก้วน เป็นเงินสี่สิบก้วน”
“ในนี้มีเงินทั้งหมดห้าสิบก้วน ข้ายกให้เจ้าทั้งหมด” โยนถุงเงินต่อหน้าคู่ค้า
“ขอบคุณคุณชาย” เหตุใดนางต้องปฏิเสธเงินด้วยเล่า
“นี่คือเข็มที่ท่านปู่ฝากมาให้เจ้า” วางม้วนผ้าจำนวนสามม้วนที่มีเข็มอยู่ด้านใน
“ฝากขอบคุณเหล่าหยางด้วย”
“ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน หากผลไม้ในสวนเจ้าเก็บผลได้ อย่าลืมส่งจดหมายไปเชิญข้ามาลิ้มลอง นี่คืออาหารที่เจ้าให้ข้านำกลับไปฝากท่านปู่ใช่หรือไม่” ถือตะกร้าไว้ในมือ
“ข้าขอตัว” เดินผิวปากไปยังรถม้า บ่าวที่มาด้วยรีบเข้ามาหอบกล่องยาตามหลังผู้เป็นนายไป
“คุณหนูว่าบุรุษทั่วอำเภอชิงเหอมีปัญหาหรือไม่ เหตุใดคุณชายอันดับหนึ่งถึงมีลักษณะเช่นนี้” ซูเจินขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“เจ้าเชื่อคำพูดของคุณชายหยางด้วยหรือ ข้าว่าเขาเป็นคุณชายอันดับหนึ่งในจวนนายอำเภอเสียมากกว่า”
“ท่าทางคุณชายหยางคล้ายบุตรหลานเสเพลไม่เอาไหนของชนชั้นสูงในฉางอันมากเลยเจ้าค่ะ” ซูเซียงครุ่นคิด
“ไม่คล้ายหรอกแต่เหมือนเลยแหละ” จ้าวลู่ชิงยกยิ้มมุมปาก อยากสนิทกับนางหรือ หึ! ระวังศีรษะบนบ่าท่านไว้ให้ดี เพราะข้าก็ไม่รู้ว่าจะรักษาศีรษะตนเองได้หรือไม่
หยางหนิงจินเดินทางกลับมาถึงโรงหมอหยาง มือไขว่หลังย่างก้าวเข้ามาท่านปู่
“กลับมาแล้วรึ หากบิดาเจ้ารู้เข้าว่าเจ้าโดดเรียน หึ!” หมอหยางเอือมระอากับหลานชายคนเล็กทำตัวเสเพลไม่ชอบเข้าเรียน
“ท่านปู่ จ้าวกูเหนียงฝากอาหารมาให้ท่านด้วยขอรับ”
หมอหยางมองสิ่งที่อยู่วางอยู่บนจาน “ซาลาเปารึ”
“มิใช่ขอรับ มันเรียกว่าก้วนทังเปา และจานนี้คือเจี่ยวจือทอดกับเจี่ยวจือนึ่ง ให้บ่าวนำไปอุ่นให้ร้อนก่อนทานเถิด” ส่งตะกร้าให้บ่าวรับใช้นำไปอุ่น
“เสี่ยวชิง รับเจ้าเป็นสหายแล้วรึ” เป็นครั้งแรกที่หลานชายบอกว่าอยากเป็นสหายกับใครสักคน
“นางไม่ตอบ แต่ข้าคิดว่านางยอมรับข้าเป็นสหายเรียบร้อยแล้วขอรับ” กอดอกภูมิใจกับความสามารถที่มี
“ท่านปู่ จ้าวกูเหนียงนางมีลูกศิษย์ด้วยนะขอรับ ลูกศิษย์นางยังเยาว์นัก สูงไม่ถึงเอวข้าเลย แต่ละคนใส่เสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยปะชุน”
“ชาวบ้านยากจนก็เป็นแบบนั้นแล เจ้าอยู่แต่ในตัวอำเภอคงพบเห็นแต่ชาวบ้านที่แต่งกายเสื้อผ้าดี ๆ ในต้าถังยังมีชาวบ้านที่ต้องอดมื้อกินมื้ออีกมาก ฉะนั้นยามที่เจ้าใช้เงินมือเติบจงระลึกถึงความอยากลำบากของการหาเงิน
หยางหนิงจินฟังผ่าน ๆ หู ประคองท่านปู่นั่งลงบนเก้าอี้ จากนั้นก็รีบรินชาประจบประแจง
“วันนี้ข้าทำกุศลกับเด็กในหมู่บ้านซานเป่ยด้วยนะขอรับ”
หมอหยางไม่แปลกใจ ปกติหลานชายคนนี้ก็ชอบใช้เงินราวกับหว่านเล่น ทั่วทั้งอำเภอต่างกล่าวขานว่าหยางหนิงจินเป็นตัวล้างผลาญเงินของตระกูล
“ท่านปู่ดูยาแก้ไอที่อยู่ในกล่องสิขอรับ จ้าวกูเหนียงบอกว่าสองกล่องนี้เป็นยาลูกกลอนสำหรับผู้ใหญ่ ส่วนสองกล่องนี้เป็นยาน้ำสำหรับเด็ก กว่าจะได้ยาพวกนี้มาข้าต้องเสียสละเพียงใดท่านไม่รู้หรอกขอรับ”
หมอหยางเอือมระอากับหลานชาย “เจ้าจ่ายไปเท่าไหร่”
“จ้าวกูเหนียงบอกว่าขวดละหนึ่งก้วน มีทั้งหมดสี่สิบขวด ข้าจ่ายเงินไปห้าสิบก้วนขอรับ อีกสิบก้วนที่เกินไปข้าเพียงซื้อใจจ้าวกูเหนียงเท่านั้น”
“เจ้ามันเป็นบุรุษโง่เขลา คิดหรือว่าเงินจะซื้อใจนางได้” ลุกขึ้นไปหยิบถุงเงินส่งให้หลานชาย
หยางหนิงจินเปิดถุงเงินด้วยใบหน้าดีใจ ประมาณการคร่าว ๆ ว่าเงินในถุงใบนี้น่าจะหนึ่งร้อยก้วนทำให้เขาอารมณ์ดี
“ขอบคุณท่านปู่ที่เมตตา หากท่านต้องการใช้ข้าอีก สามารถเรียกได้ตลอดเวลาเลยนะขอรับ” รีบวิ่งกลับไปยังสำนักศึกษาที่อยู่ไม่ไกลหลังจากได้รับเงิน
หมอหยางมองตามหลังหลานชายคนเล็ก ถอนหายใจกับความไม่เอาไหน ยังดีที่หลานชายคนโตมีความสามารถ
ซูเซียงนำรายชื่อสมุนไพรมาติดประกาศบนกำแพง สมุนไพรชนิดใดที่ชาวบ้านไม่คุ้นชื่อจะมีรูปภาพกำกับบ่งบอกลักษณะ
“ซูเซียงเจ้าติดประกาศอันใดตั้งแต่เช้า” หญิงชาวบ้านเดินผ่านมาเห็นบ่าวรับใช้ของบ้านจ้าวติดประกาศอะไรสักอย่างบนกำแพงจึงหยุดถาม
“ติดรายชื่อสมุนไพรที่คุณหนูต้องการรับซื้อเจ้าค่ะ ท่านป้าช่วยกระจายข่าวให้ชาวบ้านรู้ด้วยนะเจ้าคะ” ซูเซียงตะโกนตามหลัง นางยังพูดไม่จบคนที่ถามก็รีบวิ่งกลับบ้าน
เด็กบ้านหวังกับเด็กบ้านมู่ที่ซูเซียงเรียกว่าเด็กเก็บสมุนไพรแบกตะกร้ามาตั้งแต่เช้า
“เหตุใดพวกเจ้าถึงมาทำงานกันเช้าเช่นนี้”
“พวกเราต้องการตอบแทนน้ำใจที่ท่านพี่ลู่ชิงให้ของอร่อยกลับไปเมื่อวานเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเฟินตอบเสียงฉะฉาน เมื่อวานพวกนางนำก้วนทังเปากับหมูตุ๋นน้ำแดงกลับบ้าน ครอบครัวพวกนางต่างทานกันอย่างเอร็ดอร่อย
“คุณหนูฝากข้ามาบอกว่าจะเลิกจ้างแรงงานเด็กอย่างพวกเจ้า” เท้าสะเอวเชิดหน้าแกล้งเด็ก
“ท่านพี่เลิกจ้างพวกเราแล้วหรือ” มู่หานก้มหน้าเสียดาย
“ใช่ คุณหนูเลิกจ้างพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้ามาดูตรงนี้” ซูเซียงผายมือเชิญเด็กน้อยให้มาดูประกาศบนกำแพง
“คุณหนูต้องการรับซื้อสมุนไพรพวกนี้ พวกเจ้าก็ขึ้นไปเก็บมาขายกันเถิด ต้นยามเซิน (ประมาณช่วง 15.00 น.) พวกเราจะตั้งโต๊ะหน้าประตูเพื่อรับซื้อ”
“ท่านพี่ซูเซียง พวกข้าอ่านตัวอักษรไม่ออก” ฮุ่ยเฟิงเกาศีรษะด้วยความเขินอาย
“เอาล่ะ ข้าจะบอกรายชื่อสมุนไพรให้พวกเจ้าทราบ ไม่รู้ว่าพวกเจ้ารู้จักหรือไม่”
ซูเซียงอ่านรายชื่อสมุนไพรให้เด็กพวกนี้ฟัง
“หากพวกเจ้าจำไม่หมด ก็จำเฉพาะรายชื่อสมุนไพรที่รู้จัก”
“ข้าเคยเห็นสมุนไพรชนิดนี้” มู่เจียชี้ไปยังรูปวาดที่ติดอยู่บนกำแพง
“นี่เรียกว่าชังจู๋ [1] ข้าขอแนะนำสมุนไพรอีกอย่างที่หาได้ไม่อยาก จินอิ๋นฮวา [2] คุณหนูเคยให้พวกเจ้าดูแล้วจำได้หรือไม่”
“จำได้เจ้าค่ะ” มูเจียตอบฉะฉาน ส่วนคนอื่นเพียงยืนยิ้มอย่างโง่งม
“ดีมาก ส่วนพวกเจ้าให้มู่เจียบอกก็แล้วกัน” เด็กพวกนี้ยังรู้จักสมุนไพรไม่มากนัก และสมุนไพรที่คุณหนูต้องการเด็กพวกนี้ยังไม่เคยเห็น สมุนไพรมีอยู่บนเขามากมายถ้าผู้ใดรู้จักมากย่อมได้เปรียบ
“ท่านพี่ พวกเราไปเรียกพี่รองไปเก็บด้วยดีหรือไม่” มู่เจียปรึกษากับพี่ชาย
“ข้าก็จะไปเรียกท่านแม่ให้ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรด้วยเช่นกัน พวกเราขึ้นเขาไปกับผู้ใหญ่ด้วยก็ดีนะ” ฮุ่ยเฟิงบอก พวกนางยังเป็นเด็ก กลัวว่าจะมัวแต่หาสมุนไพรจนหลงเข้าไปในป่าลึก ปกติพี่สาวลู่ชิงให้พวกนางเก็บสมุนไพรที่มีอยู่ตีนเขาเท่านั้น
“ฮุ่ยเฟิงฉลาดมาก พวกเจ้าควรจะพาผู้ใหญ่ขึ้นไปเก็บด้วย” จ้าวลู่ชิงก้าวก้าวออกมาจากภายในบ้าน
“พวกเจ้าอยากอ่านออกเขียนได้หรือไม่”
“อยากเจ้าค่ะ” มู่เจียพยักหน้าก่อนใครอื่น
“อีกไม่นานหมู่บ้านเราจะมีสถานศึกษาเปิดสอนพวกเจ้า ตอนนี้พวกเจ้าจงทำงานเก็บเงินไว้เพื่อเป็นค่าเล่าเรียนของตนเองเถิด”
“หมู่บ้านเราจะมีสถานศึกษาจริงหรือเจ้าคะ” ฮุ่ยเฟิงแววตามีประกาย
“แต่ว่าสตรีจะเข้าเรียนได้หรือ”
“เข้าได้สิ สถานศึกษาแห่งนี้จะสอนสตรีด้วย”
“ดีจังเลย ข้าอยากเรียนหนังสือ” ฮุ่ยเฟิงกับมู่เจียกระโดดกอดกัน ไม่คิดว่าสตรีตามป่าตามเขาอย่างพวกนางจะมีโอกาสได้เรียนหนังสือ
“มู่หาน นี่คือยาที่ต้องให้ท่านแม่เจ้าดื่มอย่างต่อเนื่อง” ยื่นห่อยาให้กับเด็กชาย ครั้งล่าสุดที่นางไปตรวจมารดาของเด็กสองคนนี้ ร่างกายกลับมาเป็นปกติเพียงแค่ดื่มยาบำรุงอีกสักหน่อยก็จะหายดี
“ขอบคุณพี่สาวมากขอรับ ตอนนี้ท่านแม่ของข้ากลับมาแข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” มู่หานส่งสายตาซาบซึ้งแฝงความเคารพ
“พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว ตอนนี้ชาวบ้านกำลังแห่มาดูประกาศ หากพวกเจ้าชักช้าระวังสมุนไพรที่อยู่ตีนเขาจะถูกเก็บหมด”
เด็กทั้งสี่วิ่งกลับบ้านจนฝุ่นตลบ กระบุงที่แบกไว้บนหลังกระเด้งกระดอน
“เจ้าคอยอธิบายสมุนไพรให้พวกชาวบ้านเข้าใจ ข้าขอตัวเข้าไปด้านในก่อน” ชาวบ้านแทบทั้งหมู่บ้านไม่รู้ตัวอักษร นางจึงต้องให้ซูเซียง คอยช่วยเหลือ
[1] ชังจู๋ (苍术) คือ โกฐเขมา
[2] จินอิ๋นฮวา (金银花) คือ ดอกสายน้ำผึ้ง