ขณะที่เซินหลางเหอและอวี๋เยว่ฉีกำลังหัวเราะสนทนากันอย่างออกรส รอยยิ้มของทั้งคู่ยังอบอวลไปด้วยความอบอุ่น ทันใดนั้น เสียงก้าวเดินหนักแน่นสองสายพลันดังแว่วขึ้นจากด้านหลัง
“ศิษย์เอ๋ย...”
เสียงทุ้มชราดังขึ้นพร้อมกัน ร่างเฒ่าทั้งสองก้าวเดินเข้ามาในลานหิน สองเฒ่าเปี่ยมด้วยราศีสงบเคร่งขรึม ราวกับเพียงการก้าวย่างก็ก่อให้ลมรอบกายแปรเปลี่ยน
เซินหลางเหอสะดุ้งเล็กน้อย รีบหมุนกายหันไป ทำความเคารพทั้งสองทันที “ศิษย์ คารวะท่านอาจารย์ทั้งสอง”
อวี๋เยว่ฉีถอยก้าวหนึ่ง ย่อกายเคารพอย่างสำรวม
ข่งจื่ออี้กวาดสายตามองเด็กน้อย ก่อนแย้มรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “จากนี้ไปหนึ่งสัปดาห์ เ้าจะต้องร่ำเรียนกับอาจารย์ไป๋ชิงหยุนสามวัน และเรียนกับข้าอีกสี่วัน”
คำพูดเรียบง่าย ทว่าฝังแน่นลงในใจเซินหลางเหอ เขาก้มศีรษะรับอย่างนอบน้อม “ศิษย์จักจดจำไว้ในใจ”
ไป๋ชิงหยุนยืนกอดอก มองศิษย์น้อยด้วยสายตาคมกริบ ก่อนจะกล่าวอย่างเนิบช้า “วันนี้เ้าจงพักผ่อนให้เต็มที่เถิด วันรุ่งขึ้น... จงเตรียมกายและใจไว้ให้พร้อม ศิษย์ของข้า การร่ำเรียนกับข้านั้น มิใช่สิ่งที่เ้าจะผ่านไปได้ด้วยความไม่ตั้งใจ”
เสียงนั้นดุดันคล้ายสายฟ้าฟาด แต่ภายใต้ความแข็งกร้าวนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความห่วงใยอันล้ำลึก เซินหลางเหอรับรู้ได้ในทันที จึงรีบโค้งกายลงอีกครั้ง “ศิษย์มิกล้าละเลยคำสอนของท่านอาจารย์”
ไป๋ชิงหยุนกับข่งจื่ออี้เหลือบตามองกันเล็กน้อย เพียงรอยยิ้มบางๆ ก็เหมือนเป็คำสนทนาที่ไม่ต้องใช้ถ้อยคำใดอีก
จากนั้น ข่งจื่ออี้พลิกกายหันหลัง พลางเอ่ยสั้นๆ “พักผ่อนเถิด... วันรุ่งขึ้น เ้าจะก้าวเข้าสู่เส้นทางใหม่แล้ว”
ไป๋ชิงหยุนพยักหน้าตาม ก่อนทั้งสองเฒ่าก้าวเดินจากไป ทิ้งเพียงเงาหลังที่ยิ่งใหญ่ไว้ในแสงยามสาย ลานหินเงียบสงัดลงอีกครั้ง ทว่าหัวใจของเซินหลางเหอกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
อวี๋เยว่ฉียืนอยู่ใกล้ๆ แววตาของนางฉายแสงแห่งความอบอุ่น นางเอ่ยเสียงแ่เบาคล้ายสายลม “ดูท่า... วันรุ่งขึ้น น้องเล็กของข้าคงจะได้พบกับบททดสอบครั้งใหญ่แล้ว”
เซินหลางเหอหันมามองนาง รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง แม้จะเหนื่อยล้าและกังวลใจ แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงพลังใจอันเปี่ยมล้น พลังใจที่เขารู้ว่าเกิดจากการมีนางอยู่เคียงข้างเสมอมา
...
คืนนั้น... หมอกบางลอยปกคลุมทั่วหุบเขา แสงจันทร์สีขาวนวลสาดส่องผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ลงสู่พื้นห้องในเรือนเล็ก แม้จะเรียบง่ายแต่ก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของไม้สนโบราณ
เซินหลางเหอนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูกหยาบ เสียงลมหายใจของตนสม่ำเสมอ ทว่าภายในกลับดุจคลื่นทะเลซัดสาดไม่หยุด ความตื่นเต้นและความกังวลประดังเข้ามา วันรุ่งขึ้นคือวันแรกที่เขาจะได้ฝึกฝนในฐานะศิษย์ของสองอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่
สายตาของเขาเลื่อนไปจับจ้องยังหน้าต่างที่เปิดค้าง แสงจันทร์สาดทอลงเบื้องหน้า ดวงตาเปล่งประกายวูบไหว “นับจากนี้เป็ต้นไป ข้ามิใช่เพียงเด็กน้อยไร้เดียงสาอีกต่อไป หากแต่คือศิษย์ของเ้าหุบเขาและปรมาจารย์โอสถผู้ยิ่งใหญ่”
ความทรงจำยามกลางวันผุดขึ้น เสียงหัวเราะของสหาย เสียงให้กำลังใจของพี่หญิง แววตาเด็ดเดี่ยวของอาจารย์ทั้งสอง ล้วนประสานกันกลายเป็แรงผลักดันขึ้นในใจ
เขาหลับตาลงช้าๆ เริ่มผ่อนลมหายใจให้เป็ปกติ พลังชีวิตในกายค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ร่างกายอบอุ่นดุจเปลวเพลิงที่กำลังโอบล้อม ความกระปรี้กระเปร่าจากน้ำโอสถวิเศษของไป๋ชิงหยุนยังคงไหลเวียนอยู่ในทุกเส้นลมปราณ ทำให้เืลมหมุนเวียนได้คล่องแคล่ว
“หากวันหนึ่งข้าจะยืนหยัดอยู่เหนือผู้ใดในใต้หล้า ย่อมต้องเริ่มจากก้าวแรกนี้... ข้าจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ทั้งสองต้องผิดหวัง ไม่ทำให้นางที่เปรียบเสมือนแสงสว่างในใจต้องเสียใจ และจะไม่ทอดทิ้งสหายทั้งสามที่ร่วมเคียงข้าง”
เสียงแมลงกลางคืนดังประสานเป็ระลอก ลมหอบแ่พัดผ่านม่านหน้าต่าง เขายังคงนั่งนิ่ง ราวกับ้าสลักคำสัญญานี้ลงลึกถึงกระดูกและิญญา
จนกระทั่ง… ยามดึกคืบคลานมา สติของเซินหลางเหอค่อยๆ ดับวูบ เขาเอนกายลงบนฟูก ดวงตาหลับลงอย่างสงบ ใต้รอยยิ้มบางๆ ที่ยังปรากฏ นั่นคือรอยยิ้มแห่งความหวังและความตั้งใจ ก่อนที่รุ่งอรุณแห่งวันใหม่ จะนำพาเขาสู่การเรียนรู้ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต
...
รุ่งอรุณวันแรกแห่งการเรียนรู้ ภายใต้หมอกบางที่คลอเคลียยอดเขา เสียงนกป่าขับขานก้องสะท้อนกังวาน เซินหลางเหอสะพายห่อผ้าข้างกาย ก้าวย่างออกจากเรือนพักของตนซึ่งอยู่ลึกในหุบเขา ก่อนเบนทิศสู่ตะวันตกตามทางเล็กที่ทอดคดเคี้ยวไปยังเรือนไม้ของไป๋ชิงหยุน
สองข้างทางถูกโอบล้อมด้วยหมู่ไม้สูงใหญ่ แสงอรุณลอดผ่านกิ่งก้านเป็ลำ เงารำไรพลิ้วไหวราวภาพวาด เขาก้าวอย่างมั่นคง แต่หัวใจกลับเต้นแรง ราวกับรู้ว่าหนทางเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงบทเรียนธรรมดา หากคือก้าวแรกของการแบกรับชะตาที่ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม
เมื่อมาถึงเรือนไม้หลังเล็ก เสียงหยดน้ำค้างจากปลายใบไม้ยังคงดังก้อง สวนสมุนไพรเื้ัเผยให้เห็นหมู่พืชหลากหลายสีสัน กลิ่นหอมบางเบาของสมุนไพรอบอวลอยู่ในลมยามเช้า ไป๋ชิงหยุนยืนอยู่ท่ามกลางสวนแห่งนั้น ร่างชราสง่างามในชุดคลุมยาวสีเขียวพลิ้วไหวไปกับสายลม เขาเหลือบตามองขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า
“เ้ามาแล้วหรือ...” เสียงทุ้มต่ำของเขาฟังดูนิ่งสงบ แต่กลับหนักแน่นราวกับมีน้ำหนักกว่าหินพันก้อน
เซินหลางเหอโค้งคำนับ “ศิษย์คารวะอาจารย์”
ไป๋ชิงหยุนพยักหน้าอย่างเชื่องช้า พลางเอ่ยขึ้น“ศิษย์เอ๋ย... ก่อนจะเริ่มเรียนรู้ ข้ามีสิ่งหนึ่งที่ต้องกำชับให้เ้าจดจำ ศาสตร์แห่งโอสถนั้นมิได้มีไว้เพียงเพื่อรักษาอาการเจ็บไข้ หากแต่เป็การฝึกฝนจิตใจให้มั่นคงดั่งศิลาซึ่งไม่หวั่นไหวต่อมรสุมใดๆ หากใจเ้าไม่หนักแน่นพอ เ้าจะเป็เพียงผู้ปรุงยาผู้หนึ่ง หาใช่ปรมาจารย์ที่สามารถเยียวยาดวงิญญาทั้งดวงได้ไม่”
เซินหลางเหอกำหมัดแน่น ค้อมศีรษะ “ศิษย์จักจดจำเอาไว้ในใจขอรับ”
ไป๋ชิงหยุนพยักหน้าเบาๆ“วันนี้ ข้าจะพาเ้าไปยังอีกด้านหนึ่งของหุบเขา ที่นั่นคือถิ่นที่พืชและพิษประหลาดเติบโตข้าต้องไปนำ หญ้าัทอง กลับมา”
แววตาของเซินหลางเหอสว่างวาบขึ้นทันที เขารู้แน่ว่า ที่แห่งนั้น ที่อาจารย์เอ่ยถึง มิใช่ที่อื่นใด นอกจากป่าสุดอันตรายซึ่งครั้งหนึ่งบิดาของซ่งอวี่เคยประสบเคราะห์ร้ายจาก บุปผามรณะ
ไป๋ชิงหยุนก้าวออกจากสวน หันกลับมาพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เ้าจงจำไว้ หญ้าัทองนั้นมิใช่ของที่คว้ามาได้ด้วยมือเปล่า...สถานที่ที่มันถือกำเนิดเต็มไปด้วยพิษร้ายและกับดักธรรมชาติ ผู้ที่คิดจะก้าวเข้าไปโดยไร้การเตรียมพร้อม ย่อมไม่มีวันได้กลับออกมา”
เขายกนิ้วชี้ขึ้น พลางเอ่ยต่อไป “จงเตรียมสามสิ่งนี้ไว้ในใจให้มั่น...หนึ่งคือความรู้ที่แม่นยำในศาสตร์แห่งโอสถและพิษร้าย สองคือสติที่สงบนิ่งในยามเผชิญอันตราย และสามคือหัวใจที่ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด หากเ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งในนี้ ต่อให้มีกระบี่วิเศษอยู่ในมือ ก็มิอาจเอาชีวิตรอดได้”
จากนั่นชายชราหันไปหยิบถุงผ้าสีเขียวเข้มจากโต๊ะไม้ในเรือน แล้วเดินกลับมายื่นให้ “ในนี้มีเข็มเงินสำหรับทดสอบพิษ ผงระงับกลิ่นที่จะพรางรอยจากสัตว์ร้าย และตำรับโอสถพื้นฐานที่เ้าจำเป็ต้องใช้...จงเก็บรักษามันไว้ให้ดี”
เซินหลางเหอยื่นมือออกไปรับถุงผ้าด้วยความนอบน้อม เขาััได้ถึงน้ำหนักที่มากกว่าเพียงสิ่งของ แต่มันคือภาระอันยิ่งใหญ่ที่อาจารย์ได้มอบให้
ไป๋ชิงหยุนมองสีหน้าของศิษย์น้อยแล้วเอ่ยเสียงเนิบช้า “เหอเอ๋อร์... การเรียนรู้มิใช่เพียงการนั่งฟังในตำรา แต่คือการก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับความจริงของโลกเเล้วหวนกลับมาพร้อมกับบทเรียนที่แท้จริง หากเ้าพร้อมแล้ว อีกไม่นานเราจะออกเดินทางสู่ป่าแห่งนั้น”
...
ยามสายใกล้มาเยือน หมอกสีขาวปกคลุมทั่วหุบเขา ก่อนดวงตะวันจะขึ้นสูง ทั้งอาจารย์และศิษย์ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังทางทิศใต้ ลึกเข้าไปในผืนป่าที่ผู้คนต่างหวาดกลัว
ยิ่งก้าวลึกเข้าไป แสงสว่างจากฟ้ายิ่งถูกกลืนหายด้วยม่านของเหล่าพฤกษาที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมจนทึบ เสียงขับขานของนกป่าค่อยๆเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงสายลมที่ครวญครางลอดผ่านกิ่งไม้ ราวกับเสียงคร่ำครวญของภูตผีที่ถูกกักขังไว้ในที่แห่งนี้
ุดวงตาของเซินหลางเหอกวาดมองไปรอบกาย ความมืดมนและความวังเวงทำให้ใจตึงเครียดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ทว่าก้าวย่างของไป๋ชิงหยุนยังคงมั่นคงเชื่องช้า ราวกับคุ้นเคยกับเส้นทางนี้มานับศตวรรษ
“ศิษย์ข้า...” เสียงทุ้มต่ำของชายชราดังขึ้นแ่เบา “เ้าจงจำไว้... ในป่าลึกไม่ได้มีแค่อันตรายจากสัตว์ร้าย แต่สมุนไพรและพืชพิษนับร้อยชนิดก็อันตรายได้ไม่แพ้กัน สิ่งที่แฝงอยู่ในความงดงาม ย่อมอันตรายยิ่งกว่าความน่าสะพรึงที่เปิดเผยอยู่ตรงหน้า”
เขาชะงักฝีเท้าข้างหนึ่ง ก่อนก้มตัวลงพลางชี้ไปยังเถาวัลย์สีม่วงเข้มที่เลื้อยพันอยู่บนก้อนหิน “นี่คือ เถาลวงจิต... เมื่อยามผลิดอก กลิ่นหอมของมันสามารถชักนำให้ผู้คนหลงลืมสติ เดินเข้าสู่วังวนแห่งความเพ้อฝัน หากมิรู้จักย่อมคิดว่าเป็ดอกไม้หอมไร้พิษภัย แต่แท้จริงแล้วมันคืออสรพิษไร้เขี้ยวที่ร้ายกาจ”
เซินหลางเหอก้าวเข้าไปใกล้ เพ่งพินิจเถาวัลย์นั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ข้าจำได้... ซ่งอวี่เคยบอกว่าเพียงแค่นำรากมาต้ม ก็สามารถทำให้ผู้ที่ดื่มลืมเลือนความทรงจำได้หลายวัน”
ไป๋ชิงหยุนพยักหน้าอย่างแ่เบา “ถูกต้อง... แต่นั่นมิใช่ความจริงทั้งหมด ทุกสรรพสิ่งล้วนมีสองด้าน พิษและโอสถนั้นต่างกันเพียงวิธีใช้ เหมือนกับมีดคมที่อาจใช้ฟันศัตรู หรือใช้ผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตผู้คน”
เขาก้าวต่อไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางหมู่ไม้ที่หนาแน่นยิ่งขึ้น ลมที่พัดผ่านมากลับเย็นเยียบดุจขุมนรกน้ำแข็ง เซินหลางเหอกระชับถุงผ้าที่อาจารย์มอบให้ ความเงียบวังเวงรอบกายทำให้หัวใจเต้นไม่เป็จังหวะ
ไป๋ชิงหยุนยกมือกวาดไปยังพื้นดินซึ่งมีดอกไม้สีแดงสดผลิบานอยู่ “นี่คือ บุปผาโลหิต... กลีบของมันแดงฉานดุจเื ใช้เป็ยาถอนพิษร้ายได้ ทว่าหากเหยียบพลาด บริเวณรากจะพ่นละอองพิษเข้าใส่ผู้บุกรุก เ้าจงระวังให้มาก”
เซินหลางเหอพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย คำสอนของอาจารย์ประหนึ่งถูกจารึกไว้ในจิตใจ ยามก้าวเดินทุกฝีเท้าเขาจึงชะลอและระมัดระวัง รู้สึกว่าทุกเงาที่ทอดทับและทุกสายลมที่พัดผ่าน ล้วนซ่อนเร้นบางสิ่งบางอย่างที่เขาต้องเฝ้าสังเกตเอาไว้