พิษผีดิบที่คนทั่วไปต้องหลบเลี่ยงสำหรับหลันเฟิงแล้วกลับเป็ยาชูกำลังที่หายาก
ทว่าการดูดซับพิษผีดิบกลับเป็งานใหญ่ที่ใช้เวลานานเพื่อไม่ให้รบกวนสมดุลของจุดตันเถียนพิษขั้นตอนการดูดซับพิษผีดิบจึงต้องทำอย่างระมัดระวังการแสวงหาความเร็วที่มากเกินไปจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง
ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่เคลื่อนไหวหลันเฟิงจึงระมัดระวังเป็พิเศษ
ในหนึ่งวันเขาจะดูดซับพิษผีดิบจากปีศาจผีดิบสามตัวและไว้ชีวิตปีศาจพวกมัน ไม่ได้ดูดโลหิตผีดิบไปจนหมด แต่พวกมันจะมีชีวิตต่อไปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับดวงชะตาของพวกมันเองแล้ว หลันเฟิงเชื่อมั่นว่าตนทำดีที่สุดแล้ว
“ความเสถียรเพิ่มขึ้นไม่น้อยดูท่าน่าจะประคองเ้าให้ฝึกฝนถึงระดับรวบรวมปราณขั้นหกได้แล้ว”
ครั้นหลันเฟิงดูดโลหิตปีศาจผีดิบที่มีพิษผีดิบแฝงอยู่ตัวที่สามไปจนหมด ในที่สุดก็ได้ยินข่าวดีจากปากของชายชรา
ก่อนที่ราตรีอันมืดมิดจะมาเยือนหลันเฟิงรีบกลับบ้านในยามที่ท้องฟ้ายังเป็แสงสีแดงยามพลบค่ำ
หลันเฟิงได้รู้จากปากของหลันเสียนหลงว่าหยางเสวี่ยมาหาเขาก็อดหัวเราะอย่างขมขื่นในใจไม่ได้ “แม่นางผู้นี้นี่”
หลังจากที่หัวเราะอย่างขมขื่นแล้วกลับเงียบขรึมไปเล็กน้อย
เขารับรู้ความรู้สึกของแม่นางดีแต่ในใจเขามีพันธนาการแห่งจริยธรรมอยู่ จึงไม่อาจให้คำสัญญาใดๆ ได้
เขาซาบซึ้งใจกับทุกสิ่งที่นางทำให้เขาหากบอกว่าไม่ซาบซึ้งย่อมเป็เื่หลอกลวง แต่เขากลับไม่อาจตอบแทนอะไรดีๆให้กับความรู้สึกนี้ได้
หลังจากกินมื้อค่ำหลันเฟิงก็กลับเข้ามาในห้องแล้วนั่งลงบนเตียงไม้
เมื่อเขาหลับตาทั้งสองข้างลงไอปราณที่ล่องลอยอยู่ในอากาศก็มารวมตัวกันในห้องอีกครั้ง
หากกล่าวว่าสามปีก่อนเขาฝึกฝนอย่างหนักเขาในยามนี้ก็ยิ่งฝึกฝนหนักขึ้นอีกเท่าตัว จนแทบจะเรียกได้ว่าบ้าคลั่ง
ไม่มีผู้ใดจะเข้าใจความรู้สึกสูญเสียและได้กลับมาเช่นหลันเฟิงทุก่เวลาแห่งการฝึกฝนมีค่ามากสำหรับเขา
ผลคือพลังยุทธ์ของหลันเฟิงพัฒนาจากระดับรวบรวมปราณขั้นสามมาถึงระดับรวบรวมปราณขั้นสี่แล้ว
ทุกระดับขั้นระหว่างขั้นสามกับขั้นสี่ และระหว่างขั้นหกกับขั้นเจ็ดเป็อุปสรรคเล็กๆ ส่วนระหว่างสองระดับขั้นจะเป็อุปสรรคใหญ่
เมื่อก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ระดับความยากในการฝึกฝนก็จะเพิ่มขึ้นอีกขั้นความเร็วในการฝึกฝนย่อมลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าแม้ระดับความเร็วในการฝึกฝนจะลดลงแต่การพัฒนาของหลันเฟิงก็ยังคงเป็ที่น่าใ
“ระดับรวบรวมปราณขั้นสี่ยังอีกไกล หากข้าจำไม่ผิดล่ะก็ เ้าเด็กหยางกวงเข้าสู่ระดับไอปราณแล้ว” แม้ว่าพลังยุทธ์จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หลันเฟิงกลับไม่รู้สึกภูมิใจ
ผู้ที่เคยประจบสอพลออยู่ที่ก้นเขายามนี้มีหน้ามีตาอย่างไร้ขีดจำกัดส่วนเขาผู้ที่เคยถูกคนเรียกว่าคุณชายเฟิงกลับไม่มีผู้ใดสอบถามข่าวคราว
วันวานที่ผ่านมาคำชมจากโลกภายนอกทำให้หัวใจที่สงบของเขาเต้นระรัว แต่ยามนี้มันกลับกลายเป็การเฆี่ยนตีสำหรับเขา
การเรียนรู้ดุจสำเภาล่องสายธารการฝึกฝนก็เป็เช่นนั้น
ไม่มีเวลาเฉลิมฉลองและชื่นชมยินดีในพลังยุทธ์ที่เพิ่มขึ้นของตนเองภายใต้ความกดดันอันเต็มเปี่ยมนั้น หลันเฟิงก็ออกจากบ้านไปอีกครั้งั้แ่เช้าตรู่เขาออกเดินทางไปยังูเาเสวียนหนิวและเริ่มต้นวันแห่งการฝึกฝนอันหนักหน่วง
ชั่วพริบตาเวลาสามวันก็ถูกกลืนหายไปในฝุ่นผงแห่งประวัติศาสตร์
ยามที่หลันเฟิงดูดซับพิษผีดิบของปีศาจผีดิบตัวที่สิบห้านั้นจุดตันเถียนพิษในร่างกายของเขาก็เสถียรภาพขึ้นมากสามารถประคับประคองเขาให้ฝึกฝนได้จนถึงระดับดาราขั้นหนึ่งโดยไม่มีผลกระทบมากนักแต่พลังยุทธ์ของเขาเพิ่งจะพัฒนาจากระดับรวบรวมปราณขั้นสี่กลายเป็ระดับรวบรวมปราณขั้นหกยังอยู่ห่างชั้นจากระดับขั้นปลายของระดับรวบรวมปราณนัก
และั้แ่ระดับรวบรวมปราณขั้นหกเป็ต้นไปเขารู้สึกได้ชัดเจนเลยว่าระดับความเร็วในการฝึกฝนของตนลดลงอีกครั้ง
โชคดีที่เขาเตรียมใจไว้แล้วจึงไม่ได้ตื่นตระหนกเพราะเหตุนี้มากนัก
ตอนนั้นเขาใช้เวลาหนึ่งปีเต็มถึงพัฒนาจากระดับรวบรวมปราณขั้นหกสู่ระดับรวบรวมปราณขั้นเจ็ดและหลังจากนั้นก็ใช้เวลาหนึ่งปีครึ่งและสองปีในการทะลวงระดับรวบรวมปราณขั้นแปดและระดับรวบรวมปราณขั้นเก้าจนกระทั่งแขกที่ไม่ได้รับเชิญจากจวนค้ำฟ้าทั้งสองนำหายนะมาสู่เขา
เมื่อเทียบกับการฝึกฝนที่ยาวนานในอดีตหลันเฟิงยังต้องมีอันใดไม่พอใจอีก?
ข่าวดีย่อมไม่ได้มีเพียงสิ่งนี้สำหรับหลันเฟิงแล้วยังมีอีกเื่ที่ทำให้เขารู้สึกยินดี
หลังจากที่ไม่มีการกัดเซาะของพิษผีดิบิัที่เน่าเปื่อยมาเป็เวลานานของเขาก็ค่อยๆ ฟื้นฟู และรอยแผลเป็บางส่วนบนผิวหน้าเองก็หลุดลอกไปค่อยๆ เผยรูปลักษณ์เดิมที่หล่อเหลาของชายหนุ่มออกมา
พลังยุทธ์ที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายย่อมเป็การแจ้งให้ทุกคนทราบว่าคุณชายเฟิงในอดีตกลับมาแล้ว
เ้าผู้ที่โงหัวจากการถูกเหล่าอัจฉริยะของตำบลเฟิงกดไว้ไม่ได้ได้สำแดงพร์ที่ร้ายกาจยิ่งกว่าออกมาแล้ว!
แต่แค่เขาเป็คนที่ชอบทำตัวให้ไม่เป็จุดสนใจเกินไปจนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเขา
บางทียามที่ทุกคนสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเขาก็อาจจะประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งยิ่งกว่าในอดีตแล้วก็ได้!
“ทว่าลานนี้จะครบกำหนดในอีกสามเดือนถึงยามนั้นข้าและท่านพ่อต้องย้ายไปที่อื่น ไม่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ที่นี่ต่อ”หลันเฟิงโคลงศีรษะเงียบๆ
ผู้นำตระกูลหยางคือลุงในนามของหลันเฟิงเขาปฏิบัติต่อพวกตนอย่างเมตตา เรียกได้ว่าเป็ผู้มีพระคุณได้อย่างไม่เกินจริงแม้ว่าพวกเขาสองพ่อลูกจะสูญเสียพลังยุทธ์ไป และตกลงมาจากแท่นเทวาของอัจฉริยะ แต่ผู้นำตระกูลก็ยังคงปกป้องเขาสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไปจึงมีเพียงตำแหน่งและทรัพย์สมบัติที่เคยมีเท่านั้นมิเช่นนั้นพวกเขาคงไร้ที่ซุกหัวนอนในตระกูลหยางอันยิ่งใหญ่นี้
ลานเล็กๆ แห่งนี้เป็ลานที่ผู้นำตระกูลแบ่งสรรให้ยามที่หลันเสียนหลงยังอยู่ในตำแหน่งที่นี่มีไอปราณเข้มข้น แม้จะไม่ได้จัดว่าเป็สถานที่อันดับหนึ่งของจวนตระกูลหยางแต่ก็จัดอยู่ในสามอันดับแรก ทว่าระยะเวลาอาศัยมีจำกัด เพียงห้าปีเท่านั้น
ยามนี้ใกล้จะครบเวลาห้าปีแล้วหากหลันเสียนหลงยังคงเป็าุโลำดับที่สาม พวกเขาจะอาศัยอยู่ที่นี่ต่อก็ไม่ใช่เื่ที่ตำหนิติเตียนอะไรได้ไม่มีผู้ใดกล้าพูดอันใด
แต่ยามนี้หลันเสียนหลงเองก็นับว่าเป็ญาติสายรองธรรมดาคนหนึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่มีคุณสมบัติจะอาศัยอยู่ที่นี่ต่อเมื่อครบเวลาเกรงว่าไม่ต้องรอให้พวกเขาย้ายไปพวกที่ใจร้อนคงทนไม่ไหวเข้ามาเร่งเร้าแล้ว
หากเสียที่พักเช่นนี้ไปประสิทธิภาพในการฝึกฝนของเขาย่อมได้รับผลกระทบใหญ่แน่
หลันเฟิงย่อมคิดวิธีรับมือไม่ออกจึงทำได้เพียงปล่อยไป “สิ่งที่ควรมาย่อมต้องมาเหตุใดข้าต้องหาเื่ปวดหัวใส่ตัวด้วย”
ต่อให้ต้องย้ายออกจริงนั่นก็เป็เื่อีกสามเดือนให้หลังอย่างน้อยเขาก็ยังมีเวลาสามเดือนในการฝึกฝนที่นี่
ชายชราที่อยู่ด้านข้างพลันเอ่ยอย่างแช่มช้า“ขอแค่เ้าและแม่หนูเสวี่ยแต่งงานกัน จากนี้เ้าอยากจะอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ก็ได้ไม่มีผู้ใดกล้าพูดอะไรแน่ ไม่เชื่อเ้าก็ลองดูสิ”
“กาไหนน้ำไม่เดือดหยิบกานั้น[1]”หลันเฟิงพลันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“นี่คือวิธีที่ง่ายและประหยัดแรงที่สุดจากความรู้สึกที่แม่หนูมีต่อเ้า ข้าเดาว่าขอแค่เ้าพยักหน้านางก็คงอาบน้ำจนตัวหอมกรุ่นเอาตัวเองมาส่งตรงถึงหน้าประตู ปล่อยให้เ้าเชยชมแล้ว”ดูเหมือนชายชราจะเสพติดการพูด เขายิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นดีใจ จนกระทั่งเหลือบไปเห็นสีหน้าดูไม่ได้ของชายหนุ่มถึงได้ค่อยๆสงบลง
ชายชราแบมืออย่างจนปัญญาแล้วบ่นพึมพำว่า“ลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกัน ญาติดองกันเป็เื่มงคลมาก คิดไม่ออกเลยจริงๆว่าเหตุใดเ้าต้องปฏิเสธถึงเพียงนี้”
ยามนี้สีหน้าของหลันเฟิงดำคล้ำราวกับก้นหม้อไปแล้ว
“เ้าหนูตาเฒ่าขอแนะนำเ้าสักหน่อย มีบุปผาให้เชยชมก็ชมเสียอย่ารอให้กลายเป็กิ่งไร้บุปผา”
“หุบปากไปเลย”
หลันเฟิงทนไม่ไหวแล้วในที่สุดก็ะเิเสียงคำรามออกมา
หลันเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง รีบระงับความรู้สึกหงุดหงิดแล้วหลับตาลง
“ฝึกฝน”
มีเพียงยามฝึกฝนเท่านั้นที่ทำให้เขาลืมเลือนเื่หงุดหงิดไปได้
ยามนี้เขารู้สึกสนุกกับวิธีการที่ไม่แตกต่างจากคนทั่วไปมากและยังชอบความรู้สึกเช่นนี้ด้วยการสูญเสียและได้รับกลับมาอีกครั้งทำให้เขาสนุกกับขั้นตอนที่น่าเบื่อนี้เป็อย่างมาก
จิตััจมหายเข้าไปในจุดตันเถียนระลอกคลื่นพิษที่ถูกควบคุมไว้พลันหมุนโคจรเร็วขึ้นทำให้พลังแรงดูดที่เดิมน่าตกตะลึงอยู่แล้วเพิ่มขึ้นหลายขั้นพลังปราณที่โคจรอยู่รอบๆ พลันทะลักมารวมตัวกัน แล้วทะลวงเข้าไปในจุดชีพจรจากิัและรูขุมขนอย่างไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นก่อนรวมตัวกันกลายเป็สายธารเล็กๆ ไหลไปที่จุดตันเถียน
กำแพงของระดับรวบรวมปราณขั้นหกและระดับรวบรวมปราณขั้นเจ็ดจวนจะพังทลายลงมาอยู่รอมร่อภายใต้การโจมตีของพลังปราณเหล่านี้
ชายชรามองชายหนุ่มที่กำลังตั้งใจฝึกฝนก็เผยรอยยิ้มจางๆออกมา ดวงตาทั้งสองข้างมีแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
ความขยันหมั่นเพียรเพียงวันสองวันย่อมไม่มีความหมายอะไรแต่หากขยันไปได้สักสิบปีหรือมากกว่านั้น ยิ่งนานวันก็จะยิ่งบ้าคลั่งและยิ่งน่านับถือมากขึ้นเท่านั้นเพราะสิ่งสำคัญสำหรับการฝึกตนก็คือความเพียร
และหลันเฟิงย่อมเป็อย่างหลังอย่างไม่ต้องสงสัย
ตอนนั้นแม้พร์จะไม่ดีเขาก็ยังคงฝึกฝนอย่างหนัก ยามนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เขากลับบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิมแม้กระทั่งถึงระดับทำร้ายตัวเองก็ไม่ปาน คนเช่นนี้จะต้องประสบความสำเร็จในอนาคตอย่างแน่นอน
“ไม่เลวไม่ทำให้คนหัวเซี่ย[2]อย่างพวกเราเสียหน้า!” ชายชราพลันรู้สึกปลาบปลื้มใจ
ยิ่งรู้จักกับชายหนุ่มมากขึ้นเท่าไรเขาก็ยิ่งชอบลักษณะพิเศษของชายหนุ่มมากขึ้นเท่านั้น นี่ก็ผ่านมาสิบหกปีแล้ว แต่เขาพบว่าตนเองยิ่งชอบเ้าเด็กนี่มากขึ้นเรื่อยๆแม้ว่าชายหนุ่มจะไม่ถือว่าฉลาดมากนัก และหุนหันพลันแล่นเืร้อนมากกว่าสุขุมแต่ลักษณะพิเศษที่ทำให้ผู้คนไม่อาจมองข้ามได้ของชายหนุ่มก็ได้สร้างความประทับใจให้เขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ชายชรามองใบหน้าหมดจดของชายหนุ่มดวงนั้นเงียบๆเมื่ออายุของชายหนุ่มมากขึ้น ริ้วรอยบนใบหน้าก็จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้น นิสัยเด็กๆลดลงหลายส่วนกลายเป็ความหนักแน่นเข้ามาแทน
ชายชราสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป แล้วเอ่ยพึมพำออกมาอย่างอดไม่ได้“เ้าเด็กนี่ ในเมื่อเ้าคิดจะขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของผู้แข็งแกร่งเช่นนั้นตาเฒ่าอย่างข้าก็จะไปกับเ้า คอยช่วยเ้าอีกแรง”
ในฐานะิญญาศาสตรากระบี่ที่มีชื่อเสียงสิบอันดับแรกย่อมมีความสามารถที่คนทั่วไปไม่มี เขาเชื่อว่าตนสามารถอาศัยความสามารถเ่าั้ช่วยชายหนุ่มบนหนทางแห่งการฝึกตนได้ไม่น้อย
สิบกระบี่ที่มีชื่อเสียงในหัวเซี่ยหรือในโลกที่แปลกประหลาดนี้ก้านเจี้ยงก็ยังคงเป็กระบี่เทวะที่ไร้เทียมทาน!
อนาคตชื่อเสียงของก้านเจี้ยงจะต้องเติบโตไปพร้อมกับชายหนุ่มและโด่งดังไปทั่วทั้งใต้หล้า
การช่วยให้ชายหนุ่มเติบโตรวมทั้งทำให้ก้านเจี้ยงมีชื่อเสียง บางทีนี่อาจจะเป็ภารกิจเดียวของิญญาศาสตราก้านเจี้ยงอย่างเขาที่ต้องมายังโลกนี้ก็เป็ได้
[1] กาไหนน้ำไม่เดือดหยิบกานั้นหมายถึง ทำเื่ที่ไม่ควรทำหรือพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด
[2] คนหัวเซี่ยหมายถึง คำเรียกแทนตัวเองของคนจีน ประเทศจีนในสมัยโบราณมีชื่อว่าหัวเซี่ย