11
เหยาเยี่ยชิงออกมานานมากแล้วจึงเร่งฝีเท้าไปยังจุดทำพิธี แต่มาถึงก็ต้องแปลกใจที่มีบุคคลเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง คนผู้นั้นรูปร่างอ้วนท้วมกลางกระหม่อมแวววาวใบหน้ายิ้มแย้มเป็มิตร เมื่อเห็นเขาปรากฏตัวก็ยิ้มออกมาแก้มปริ
“จิ้นฮุ่ยิ่คารวะเ้าสำนักฝู” ชายร่างท้วมเอ่ยขึ้นและทำความเคารพเขาครั้งหนึ่ง
เป็ดั่งที่คาด ผู้าุโจิ้นกลับมายังสำนักแล้ว เหยาเยี่ยชิงเอ่ยทักทายสองสามคำก่อนเอ่ยปัด
“เกรงว่าคุยกันเวลานี้ไม่สมควรนัก” เขาว่าพลางหันไปมองบรรดาศิษย์ที่รอเข้าพิธี
เหมือนว่าคนตรงหน้าก็พึ่งคิดได้เช่น “ข้านึกถึง่เวลาเก่า ๆนัก ไว้คราวหน้าจะไปร่ำสุราระลึกความหลัง” กล่าวจบก็เอ่ยลา
“รบกวนท่านแล้ว” เมื่อเขาเอ่ยจบจิ้นฮุ่ยิ่ก็ผายมือเชิญไปยังจุดทำพิธี เหยาเยี่ยชิงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเดินจากไป
เขานั่งลงยังแท่นพิธี พื้นบริเวณนี้ยกสูงขึ้น พิธีเริ่มขึ้นศิษย์สองคนปลดม่านสีครามคลุมบริเวณที่นั่ง พิธีครั้งนี้เป็การรับศิษย์เข้าสำนักโดยจะให้ศิษย์แต่ละคนลอดเข้ามายังม่านสีฟ้าครามเพื่อแสดงว่าตนได้อยู่ภายใต้สำนักเสียงหรูจากนั้นจะเดินมารับตราและคำอวยพรจากเ้าสำนักฝู เมื่อเดินออกมาทางหลังม่านจึงจะไปรับคำอวยพรจากผู้าุโทั้งสองที่รออยู่เบื้องล่างเป็อันจบพิธี
ศิษย์ที่เข้าพิธีมีจำนวนเพียงสิบหกคนเพราะฉะนั้นแล้วจึงใช้เวลาไม่นานก็ใกล้จบพิธี เพียงอึดใจก็ถึงคนสุดท้ายเหยาเยี่ยชิงแปลกใจนิดหน่อยว่าเหตุใดเ้าตัวน้อยถึงเข้ามาเป็คนสุดท้ายทั้งที่อยู่อันดับต้น
ม่านเปิดออกเล็กน้อย วันนี้มู่เยว่ชินสวมชุดของสำนักแถมผ้าคาดเอวยังเป็สีฟ้าสะดุดตา
ศิษย์ภายในสำนักถูกจัดออกเป็สามหมวดได้แก่ศิษย์สายนอกผ้าคาดเอวจะเป็สีขาว ศิษย์สายในจะเป็สีฟ้าหินอ่อน ส่วนศิษย์สายตรงเป็สีฟ้าเข้ม
ร่างเล็กเดินมาหยุดตรงหน้าของเขาและก้มลงรับคำอวยพร
“ข้าหวังให้เ้ามีความสุขไปจนถึงเป้าหมายที่วางไว้” สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับตนแล้วไม่ใช่การถึงเป้าหมายแต่เป็สิ่งที่ต้องละทิ้งระหว่างทาง
เหยาเยี่ยชิงหยิบตรายื่นออกไป ปลายนิ้วคนตรงหน้าััโดนมือเขาเบาบาง สายตาของร่างเล็กยังคงจับจ้องไปยังตราหินอ่อนสีมันแพะ
“..!” เหยาเยี่ยชิงนึกว่าคนตรงหน้ารับไปแล้วจึงปล่อยมือไม่ทันระวังป้ายห้อยตราสำนักเสียงหรูร่วงลงไปกระทบพื้นเบื้องล่างเสียงดังสนั่น
เมื่อเห็นดังนั้นคนบนเก้าอี้จึงก้มลงหยิบแต่เด็กตรงหน้ากลับยืนขึ้นกะทันหัน เหยาเยี่ยชิงรีบกระดอนตัวขึ้นเช่นกันแต่ปลายจมูกกลับไปโดนศีรษะของมู่เยว่ชินอยู่ดี
มือที่หวังหยิบตราชะงักค้างไป มู่เยว่ชินจึงหยิบเสียเอง ครั้งนี้เด็กตรงหน้าก้มลงผ่านหน้าไป กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยเด่นชัดขึ้นหลายส่วน ใบหน้าเล็กห่างจากเขาเพียงคืบ
“มู่เยว่ชินคารวะซือจุน” เมื่อได้รับสิ่งที่้าแล้วจึงเอ่ยลา ก่อนไปไม่ลืมส่งรอยยิ้มดุจแสงอาทิตย์มาให้อีกด้วย
เห็นได้ชัดว่ามู่เยว่ชินตั้งใจก้มลงให้ชิดกับเขา ร่างของศิษย์สายตรงออกไปยังนอกแท่นพิธีเหลือไว้แต่เหยาเยี่ยชิงที่ไม่เข้าใจในการกระทำอันแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
หลังพิธีสิ้นสุดลงเหยาเยี่ยชิงเดินมาถึงห้องยาก็เห็นหลิวหยางนอนอยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งยังจับกระบี่ของเขาไว้ ตรงข้างเตียงยังมีเจียวซินดูอาการไม่ห่าง นางเหลือบขึ้นมามองทางประตูเห็นว่าเ้าสำนักกลับมาแล้วจึงเดินมาหา
นางผายมือให้ไปคุยยังที่ไกลออกไปเพราะไม่้าให้หลิวหยางตื่นขึ้น “ท่านหลิวหยางโดนพิษหวังเหว่ย เมื่อครู่ได้บอกกล่าวแก่อาจารย์ลี่แล้ว ไม่นานคงจัดยาเสร็จ าแส่วนอื่นต้องใช้เวลารักษาส่วนที่แขนนั้นหากหายดีก็อาจทิ้งรอยเอาไว้”
เหยาเยี่ยชิงแทบเดือด มันหายไปสามเดือนสภาพยังเป็เช่นนี้หากหายไปสามปีไม่เหลือเพียงกระดูกกลับมาหรือคิดไปได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงเรียกดังออกมา
“ซูเหวินนนนนนน!” หลิวหยางตะเบ็งเสียงจนห้องโอสถแทบะเื มันคงรับรู้ถึงพลังของเขาจึงเอ่ยเรียก
เขาก้าวเข้าไปอีกครั้ง สบตากับมันเข้าจึงได้สังเกตว่าสิ่งสกปรกได้ออกจากใบหน้าหมดแล้วเผยให้เห็นใบหน้างดงามอยู่หลายส่วน
เมื่อเห็นว่าตัวป่วนมีแรงตะเบ็งเสียงจึงเอ่ยดุ “ห้ามะโอีก”
“ข้าอยากกลับเรือน” ว่าพลางอ้าแขนออก มันชอบความรู้สึกก่อนหน้าที่โดนเหยาเยี่ยชิงอุ้มเลยอยากให้คนตรงหน้าทำให้อีกครั้ง
“เข้าใจหรือไม่”
“อื้อ” เหยาเยี่ยชิงเห็นว่ารับปากจึงเดินตรงไปหามัน ลูบหัวอย่างอ่อนโยนครั้งหนึ่งและหันไปจัดการคุยกับเจียวซินสองสามประโยคเมื่อตกลงเื่สำรับยาเสร็จจึงอุ้มมันกลับไปพักผ่อน
ระยะทางระหว่างมาถึงเรือนหลิวหยางหลับไปในอ้อมแขนอีกรอบหนึ่ง เหยาเยี่ยชิงวางมันลงที่เตียงอย่างเบามือ ห่มผ้าเสร็จเรียบร้อยตั้งใจจะออกไปแต่ก็ต้องสะดุ้งเฮือก
นับวันเขายิ่งรับมือกับมู่เยว่ชินไม่ไหว วันนี้แม้แต่กลิ่นยังปิดมิดชิด เหยาเยี่ยชิงรีบดึงแขนเ้าตัวเล็กออกมาข้างนอกเมื่อเห็นว่ามาถึงข้างลำธารจึงกล่าว
“เ้าอย่าไปมาเช่นนี้”
“ทำไมซือจุนต้องพาศิษย์ออกมาคุยข้างนอก” เหมือนว่าเด็กตรงหน้าจะไม่สนใจคำพูดเขานัก มู่เยว่ชินหน้าบึ้งจ้องเขา
“หลิวหยางหูดีเกินไป ข้าไม่อยากให้ตื่น เ้าไม่หลับไม่นอนหรือ” เขาถามกลับบ้าง หลังจากเข้าพิธีรับศิษย์แล้วทางสำนักจะมีที่นอนจัดแจงให้ สำหรับศิษย์สายตรงจะอยู่ไม่ไกลจากเรือนของผู้เป็อาจารย์
มู่เยว่ชินก้มหน้าลงมองในมือ เขากำยาของเหยาเยี่ยชิงแน่น “ซือจุนมีผู้อื่นแล้วเกรงว่าต่อไปคงไม่้าศิษย์”
“ฮะ?” เหยาเยี่ยชิงปรับอารมณ์ไม่ทันได้แต่ยืนงงกับประโยคตัดพ้อของคนตัวเล็ก
มู่เยว่ชินก้มหน้าลงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาบาง “ซือจุนไม่้าข้าแล้ว”
น้ำเสียงเขาสั่นเครือเล็กน้อย เหยาเยี่ยชิงทำตัวไม่ถูกอีกครั้ง เขาไม่อยากให้คนตรงหน้ารู้สึกน้อยใจจึงย่อตัวลงให้เห็นใบหน้าของปีศาจน้อยชัดขึ้นหวังจะปลอบโยน
“ข้าจะไม่้าเ้าได้อย่างไร เ้าเป็ถึงศิษย์สายตรงของข้า” กล่าวพลางมือหนึ่งก็ลูบไปที่ศีรษะ
“ซือจุนมีท่านหลิวหยางต่อไปคงไม่้าให้ศิษย์ทายาให้อีก”
เหยาเยี่ยชิงเห็นว่าขอบตาของมู่เยว่ชินเริ่มมีม่านน้ำปกคลุมจึงรีบเอ่ยต่อ “หากเ้า้า ข้าจะให้เ้าทา” เขาไม่คิดจะให้หลิวหยางทายาให้อยู่แล้ว ตัวป่วนนั่นคงทำแผลเปื่อยรุ่ยเป็แน่
“ซือจุนมีท่านหลิวหยางต่อไปคงไม่้ากล่อมข้าอีก” น้ำตาของมู่เยว่ชินไหลลงมาเป็เม็ด มือข้างหนึ่งยังคงกำขวดยาจ้องมองมาในตาของเขา
เหยาเยี่ยชิงเหลือบมองมือของคนตรงหน้าจึงเอื้อมมือไปคลายขวดยาออก มือหนึ่งก็เช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาแต่เหมือนเช็ดเท่าไหร่น้ำตาก็ไม่หมดจึงดึงมู่เยว่ชินเข้ามาในอ้อมกอดแทน “หากเ้า้าข้าจะอยู่เป็เพื่อนจนกว่าเ้าจะหลับ” พูดพลางก็ลูบหลังหวังปลอบโยนหนูน้อย
“ซือจุนไม่โกหกข้าใช่หรือไม่”
“เป็อาจารย์ไม่พูดปด” เขายังลูบแผ่นหลังพลางกล่าว "เ้าโตขนาดนี้ไยจึงร้องห่มร้องไห้ อายุจะสิบห้าบ้านอื่นคงเตรียมแยกเรือนกันแล้ว..." ไม่นานเมื่อเห็นว่านิ่งไปจึงดึงร่างเล็กออกมาดู น้ำตาของมู่เยว่ชินก็หยุดไหลแล้วเมื่อเห็นดังนั้นคิ้วของเขาถึงกับกระตุกแม้แต่ตาแดง ๆ ยังหายไปไม่มีวี่แวว
เ้าเด็กคนนี้มารยาหรอกหรือ! เมื่อเหยาเยี่ยชิงรู้ตัวว่าโดนหลอกกำลังจะเอ่ยขึ้นแต่ก็โดนขัดเสียก่อน
“ศิษย์เชื่อว่าซือจุนไม่พูดปด” เขาอยากจะดุอีกสักสองสามคำแต่โดนประโยคนั้นทำให้ต้องกลืนคำพูดเข้าไป
“เ้ามันร้ายนัก” เขาเอื้อมมือไปขยี้หัวเด็กตรงหน้าอย่างอดไม่ได้
ตนไม่แปลกใจกับการกระทำของเด็กคนนี้ ทั้งหมดนี้คงไม่ต่างกับความรู้สึกที่มารดาไปคุยกับเด็กข้างเรือน แต่ความคิดของมู่เยว่ชินนับวันยิ่งลึกล้ำ ตัวเท่านี้เขายังรับมือไม่ไหวหากโตขึ้นอีกเกรงว่าต้องกราบเด็กคนนี้เป็อาจารย์แทนแล้วจริง ๆ
“เ้าไปบอกแก่หนิงฮวาให้จัดแจงมาอยู่ที่เรือนข้าด้วย”
เมื่อได้ยินแบบนั้นคนตรงหน้าก็ยิ้มกว้างทันที เหยาเยี่ยชิงได้แต่ส่ายหน้าไปมาด้วยความเอ็นดู
รุ่งสางเหยาเยี่ยชิงลืมตาตื่นขึ้นหันมองไปทางหน้าต่างก็พบว่ายังไม่สว่างนัก คิดว่าจะนอนต่อแต่ก็หลับไม่ลงเพราะขวามือของเขาเป็หลิวหยางกำลังนอนหนุนแขน ส่วนซ้ายมือเป็มู่เยว่ชินกำลังกอดเอวเขาแน่น จัดได้ว่าเป็ค่ำคืนที่คับแคบอย่างมาก
ทั้งสองรับรู้ได้ว่าเหยาเยี่ยชิงตื่นขึ้นมาก็รู้สึกตัวเช่นกัน หลิวหยางเมื่อเห็นบุคคลที่สามหางก็ตั้งขึ้น มันตื่นใที่ไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามีบุคคลที่สามเข้ามาในอาณาเขต มือหนึ่งชี้ไปทางมู่เยว่ชิน
เขาเห็นแบบนั้นจึงจับแขนของหลิวหยางลงและอธิบาย
“ศิษย์สายตรงของข้าชื่อมู่เยว่ชิน”
“หา? ศิษย์? หากเ้ามีศิษย์สิบคนเตียงไม่หักเชียวหรือ” หลิวหยางจะกล่าวต่อแต่เหยาเยี่ยชิงก็บอกให้มู่เยว่ชินออกไปก่อน
“เ้าไปบอกกล่าวแก่หนิงฮวา ยามเฉิน [9] ข้าจะออกไป” มู่เยว่ชินคล้ายไม่อยากไปนักแต่ก็ออกไปแต่โดยดี
หลิวหยางกำลังจะต่อว่าเหยาเยี่ยชิงต่อแต่ก็โดนขัด
“ในเมื่อเ้ามีแรงก็เล่ามาว่าไปทำอะไรมาบ้าง”
มันนั่งครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น เหยาเยี่ยชิงนั่งฟังพลางหน้าดำหน้าแดงยกใหญ่ เขาแทบจะเดินไปหยิบกระบี่มาทุบมันแต่เมื่อเห็นสภาพมันก็ได้แต่กลั้นใจฟังจนจบแต่ก็มิวายบิดหูไปสองสามรอบ
“ข้าเล่าไปหมดแล้ว” หลิวยางหลังจากที่ทานยาเข้าไปพลังก็ค่อยกลับมาเข้าที่เช่นเดิม เมื่อโดนเหยาเยี่ยชิงบิดหูไปสองรอบจึงแปลงกายเป็ร่างที่ใช้ในสำนักแทน
เหยาเยี่ยชิงเหลือบมองมันหลังฟังจบอารมณ์ทั้งหมดตีในหัวจนยุ่ง “ห้ามเ้าไปไหนโดยไม่บอกกล่าวข้า”
“ท่านเป็คนให้ข้าไปทำสิ่งที่อยากทำไม่ใช่หรือ” เขากำลังข่มอารมณ์อย่างที่สุด
“แต่เ้าจะไป...”
หลิวหยางที่เห็นท่าทีอึกอักกล่าวตอบแทน “ผสมพันธุ์”
“...ทั้งยังเป็เ้าสำนักฉี เ้านี่มัน!” เหยาเยี่ยชิงหมดคำจะกล่าวต่อ หากมันไม่าเ็เขาจะไปนำแส้สำนักมาตีสักสองสามรอบ เ้าสำนักฉีเป็ที่เื่ลือว่าเป็บุรุษที่ห้าวหาญแห่งสำนักเจียวหั่ว ไม่โดนบั่นหัวมาก็ดีเท่าใดแล้ว!
“...คราวหลังจะไปที่ใดล้วนต้องบอกข้าก่อน”
หลิวหยางเริ่มเห็นว่าน้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนไปมากจึงรับคำ
ถึงจะโกรธเคืองอย่างไรเมื่อเห็นน้ำตาที่เริ่มเครือของอีกฝ่ายก็ถอนหายใจออก เขาใช้มือลูบมันเบา ๆ หลิวหยางคงเป็หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาอ้อยอิ่งกับการตามหาวิธีกลับร่างเก่า ห้าสิบกว่าปีเป็เวลาไม่น้อยที่มันเฝ้าอยู่ข้างกายเ้าสำนักฝู
ถึงกระนั้นจนกว่าจะหาผู้ที่เหมาะจะได้รับความภักดีอันแสนโง่งมของมันเขาคงต้องอ้อยอิ่งต่อไป ลูบไปไม่นานลมหายใจมันก็สม่ำเสมอจึงเริ่มจัดท่าทางให้เข้าที่และออกไปอย่างเงียบเชียบ
[9] ยามเฉินหมายถึงเวลาประมาณ 7:00 - 8:59 น.