“เป็เด็กรับใช้หมอเทวดาผู้นั้นเ้าคงลำบากมากเลยสิท่า”
ทหารนายหนึ่งพูดขึ้นในระหว่างที่พวกเขาล้อมวงทานอาหารกันอยู่ เวลานี้ปรากฏเสียงพูดคุยไปทั่วทั้งกองทัพบรรยากาศดูผ่อนคลายอย่างยิ่งทั้งนี้ก็เพราะว่าเวลาพักหุงหาอาหารคือเวลาเดียวที่พวกเขาได้รับอนุญาตให้พูดคุยกันได้
ความจริงแล้วแม่ทัพมู่้าฝึกฝนวินัยแก่ทหารอย่างเคร่งครัดแต่หมอเซี่ยกล่าวว่าหากทำเช่นนั้นจะเป็การเคี่ยวกรำจิตใจของบรรดาทหารมากจนเกินไปเสี่ยงต่อการที่พวกเขาจะเกิดความเครียดจนส่งผลกระทบต่อร่างกายเพื่อไม่ให้ความแข็งแกร่งของกองทัพถดถอยลงแม่ทัพหนุ่มจึงยอมผ่อนผันให้เหล่าทหารพูดคุยกันได้ใน่พักทานอาหารแต่กระนั้นก็ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
“ไม่ลำบากหรอกขอรับหน้าที่ของข้าเทียบกับหน้าที่ของพวกท่านไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ”
เด็กหนุ่มกล่าวตามที่คิดหน้าที่ของเขามีเพียงคอยคุ้มกันและคอยรับใช้ท่านหมอเทวดาเท่านั้นและยิ่งใน่ที่ปราศจากอันตรายเช่นนี้แน่นอนว่าหน้าที่ของเขาก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กรับใช้คนหนึ่ง
“เทียบไม่ได้รึ?”ทหารคนหนึ่งเอ่ยกลั้วหัวเราะ กล่าวต่อไปว่า “หมอเทวดาผู้นั้นเอาแต่ใจแค่ไหนใครๆต่างก็รู้ แล้วก็เป็เ้ามิใช่หรือที่ต้องวิ่งวุ่นเก็บสมุนไพรมาตลอดทางกระทั่งปีนต้นไม้สูงนับสิบต้นเ้ายังต้องทำเช่นนี้แล้วจะเรียกว่าไม่ลำบากได้อย่างไร?”
“ใช่ๆพอได้ยินว่าเ้าต้องเป็ทหารรับใช้ท่านหมอเทวดาพวกข้าต่างก็เห็นใจเ้าด้วยกันทั้งนั้น”
ทหารอีกนายหนึ่งเสริมขึ้นทหารคนอื่นๆ ก็พยักหน้ายืนยัน ก่อนหน้านี้มีทหารหลายนายที่ได้รับมอบหมายให้ไปเป็ทหารรับใช้ของหมอเทวดาแต่ก็ไม่มีใครที่ทนความเอาแต่ใจของหมอชราได้ แม้พวกเขาจะไม่ปริปากบ่นทว่าเมื่อหมอชราสั่งปลดเพราะทหารผู้นั้นไม่เป็ที่ถูกใจตนพวกเขาก็จะมานั่งโอดครวญถึงความร้ายกาจของหมอชราให้เพื่อนทหารฟังจึงเป็ที่รู้กันทั่วกองทัพว่าหมอเทวดาเซี่ยนั้นเป็ชายชราที่เอาแต่ใจอย่างร้ายกาจและชมชอบแหกกฎของกองทัพจนเป็เหตุให้ทหารที่ดูแลเขาถูกสั่งลงโทษไปแล้วหลายต่อหลายคนโชคดีที่ท่านแม่ทัพยังมีเมตตาอยู่บ้างจึงไม่สั่งลงโทษร้ายแรงนัก
ดังนั้นแล้วย่อมไม่มีใครคิดว่าหน้าที่ดูแลหมอเทวดาจะเป็หน้าที่อันแสนสบายเลยแม้แต่ผู้เดียวต่อให้ไม่ต้องเสี่ยงตายในสนามรบ แต่ก็ต้องอดทนลำบากกายใจอีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลงโทษถึงชีวิตเช่นกันเพราะตอนนี้พวกเขากำลังมุ่งหน้าเข้าสู่สนามรบ ไม่ได้ปักหลักอยู่ในค่ายเพื่อรอรวบรวมไพร่พลให้ครบตามจำนวนอีกแล้ว
หมอเทวดามีความสำคัญกับกองทัพเป็อย่างมากหน้าที่ทหารรับใช้พ่วงตำแหน่งทหารอารักขาเช่นนี้หากโชคร้ายชีวิตก็คงจะปลิดปลิวไปได้โดยง่าย
ิชูยิ้มขอบคุณในความเห็นอกเห็นใจของเพื่อนทหารเขาไม่คิดจะอธิบายเพิ่มเติมว่าหมอเทวดาจอมเอาแต่ใจผู้นี้เทียบไม่ได้เลยกับมารเฒ่าหมื่นพิษผู้นั้น
หนึ่งสัปดาห์หลังจากออกเดินทางกองทัพของมู่เฟิงเทียนก็มาถึงบริเวณหัวเมืองรอบนอกของแคว้นแม่ทัพหนุ่มสั่งให้ตั้งค่ายชั่วคราวขึ้นที่ทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งระหว่างเมืองและให้นายกองทั้งหลายจัดทหารใหม่เป็หมู่ๆเตรียมพร้อมสำหรับการศึกครั้งแรกของพวกเขา ศัตรูของพวกเขามิใช่ข้าศึกแต่เป็กลุ่มโจรที่ออกปล้นฆ่าระรานผู้คนในแถบนี้
โจรที่ออกอาละวาดอยู่ตามหัวเมืองรอบนอกนั้นไม่ได้มีเพียงกลุ่มเดียวบ้างเป็กลุ่มโจรที่ออกปล้นมาอย่างยาวนาน บ้างก็เป็กลุ่มคนที่ผันมาเป็โจรเมื่อทนต่อความอดอยากและการรีดไถจากทางการไม่ไหวโจรประเภทหลังนี้รับมือได้ไม่ยากแต่มีจำนวนมากมายนักครานี้มู่เฟิงเทียนตั้งใจว่าจะส่งกำลังพลออกปราบปรามโจรสักสองสามกลุ่ม เพื่อให้พลทหารใหม่ได้คุ้นเคยกับการสู้รบและความตาย
หากเทียบกันแล้วจำนวนทหารใหม่ที่รับเข้ามาในกองทัพนั้นมากกว่ากลุ่มโจรที่ออกอาละวาดอยู่หลายเท่าตัวแต่ในด้านประสบการณ์ทหารใหม่เหล่านี้นับว่ายังด้อยกว่ากลุ่มโจรมากนักการออกปราบโจรในครานี้จึงนับว่าเสี่ยงไม่น้อยมู่เฟิงเทียนไม่้าให้เกิดความสูญเสียจึงให้นายกองที่ไว้ใจได้คุมทหารใหม่สามกลุ่มออกสำรวจพื้นที่ล่วงหน้าเพื่อระบุตำแหน่งของกองโจรและให้ทหารหนึ่งกองร้อยรับผิดชอบปราบปรามโจรหนึ่งกลุ่มโจรกลุ่มใดมีจำนวนมากก็ให้เพิ่มเป็สองกองร้อยเพื่อความไม่ประมาทและเน้นการซุ่มโจมตี กับการใช้อาวุธระยะไกลเป็หลักเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย
ิชูเองก็ถูกมอบหมายให้เข้าร่วมกองกำลังปราบโจรด้วยเช่นกันเด็กหนุ่มไม่มีพลังปราณจึงถูกมอบหมายให้เป็พลธนูร่วมกับเพื่อนทหารที่มีฝีมือการต่อสู้ในระยะประชิดต่ำหน้าที่ของพวกเขาคือการเปิดฉากการโจมตีจากระยะไกล ตัดกำลังของศัตรูให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะเกิดการตะลุมบอนกันในระยะประชิด
ค่ายโจรที่กองร้อยของหมิงชูได้รับมอบหมายให้ปราบปรามนั้นตั้งอยู่กลางป่าหน่วยข่าวรายงานว่าค่ายนี้มีโจรอยู่ถึงห้าสิบคนส่วนใหญ่เป็ชาวบ้านที่ผันตัวมาเป็โจร เื่ฝีมือจึงไม่ต้องเป็กังวลมากนักแต่ก็ไม่อาจประมาทได้
ิชูค่อยๆก้าวตามทหารราบเบื้องหน้าไปอย่างเงียบเชียบสองมือถือคันธนูและลูกศรในท่าเตรียมพร้อมรูปแบบการจัดทัพในตอนนี้คือมีทหารราบแถวหนึ่งเดินนำทางอยู่เบื้องหน้าตามด้วยพลธนูสามแถว และปิดท้ายด้วยทหารราบที่เหลือ
ป่าค่อยๆรกทึบขึ้นเป็ลำดับ นายกองส่งสัญญาณให้แปรขบวน จากแถวตอนลึก กลายเป็แถวหน้ากระดานซ้อนกันหลายชั้นค่อยๆ ล้อมกรอบเข้าไปอย่างระมัดระวังทว่าเสียงฝีเท้าของคนหนึ่งร้อยคนนั้นก็ยากที่จะปิดบังได้ดังนั้นเมื่อเคลื่อนพลมาถึงระยะหนึ่งลี้จากค่ายโจรนายกองก็ทำสัญญาณมือเป็คำสั่งให้หยุดฝีเท้าลง
ทหารราบที่นำทางอยู่เบื้องหน้าเคลื่อนกลับเข้าไปหลังแนวพลธนูอย่างรู้หน้าที่นายกองได้บอกกล่าวแผนการให้ทุกคนทราบแล้วั้แ่ก่อนออกเดินทางเมื่อพวกเขามาถึงระยะยิงของพลธนูทหารราบที่อยู่เบื้องหน้าต้องหลบเข้ามาแนวหลังเพื่อนำทางทหารราบส่วนหนึ่งอ้อมไปล้อมดักทางเอาไว้ส่วนพลธนูให้เคลื่อนเข้าไปประจำตำแหน่งที่สามารถมองเห็นเป้าหมายได้ถนัดเรียงเป็สามแถว แถวหน้านั่งยิงในท่าคุกเข่าลงข้างหนึ่งส่วนสองแถวหลังให้สลับกันลุกขึ้นยิงทีละชุดสิ่งที่พวกเขาต้องทำคือยิงธนูให้ได้มากที่สุด เพื่อตัดกำลังศัตรูและดึงดูดความสนใจของพวกโจรออกจากทหารส่วนที่กำลังอ้อมไปล้อมจับพวกมัน
“เ้ารอยิงพวกที่หลุดเข้ามาก็ได้”
นายกองหันมาสั่งกับิชูเป็ที่รู้กันทั่วทั้งกองทัพว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่อาจใช้พลังปราณได้ดังนั้นจึงเป็ไปไม่ได้เลยที่เขาจะสามารถยิงธนูในระยะหนึ่งลี้เหมือนคนอื่นๆ ได้แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่ แม้จะยิงได้ไม่ไกลแต่เขาก็ต้องยิงและต้องยิงให้ถูกเป้าหมายด้วย
“ทราบแล้วขอรับ”
ิชูรับคำเขารู้สึกว่าผู้คนในกองทัพใจดีกับเขามากเหลือเกินทั้งๆที่ตนเป็เพียงเด็กหนุ่มที่ไร้ประโยชน์ผู้หนึ่ง อีกทั้งยังมิใช่เด็กเล็กๆที่จะได้รับความเอ็นดูจากผู้คนโดยง่าย
‘เพราะอะไรกันนะ?’
คิ้วของเด็กหนุ่มขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิดขณะที่สายตาจ้องมองไปเบื้องหน้าคันธนูยาวถูกยกขึ้นตั้งฉากกับพื้นลูกศรพาดอยู่ประจำที่ เตรียมพร้อมที่จะน้าวสายได้ทุกเมื่อความจริงแล้วิชูสามารถน้าวสายธนูค้างไว้ได้เป็เวลานานแต่หากทำเช่นนั้นคงเป็ที่ผิดสังเกต เขาจึงเลือกที่จะปฏิบัติเหมือนกับคนอื่นๆคือรอให้เห็นเป้าหมายชัดเจนก่อนจึงค่อยน้าวสายและยิงลูกศรออกไป
พวกเขารออยู่ไม่นานพลธนูหลายนายก็มองเห็นเป้าหมายได้ถนัดพวกเขาต่างส่งสัญญาณให้นายกองทราบ จากนั้นคำสั่งยิงจึงถูกประกาศออกไป
เสียงลูกธนูแหวกอากาศดังหวีดหวิว บ้างปักลงบนเป้าหมายบ้างปักลงบนพื้นและลำต้นของต้นไม้ลูกที่ปักถูกเป้าทำให้เกิดเสียงร้องอุทานด้วยความเ็ปดังตามมา
เหล่าโจรในค่ายต่างแตกตื่น ส่งเสียงเอะอะโวยวายพวกมันต่างพากันคว้าอาวุธขึ้นสู้ บ้างก็ใช้ธนูยิงสวนกลับมาอย่างสะเปะสะปะฝ่ายทหารก็ยังคงระดมยิงธนูอย่างต่อเนื่อง พวกเขาพยายามเล็งไปตรงกลางและหลีกเลี่ยงบริเวณด้านข้างซึ่งพรรคพวกของตนกำลังอ้อมไปอย่างเงียบกริบ
ิชูเคยผ่านสถานการณ์เสี่ยงเป็เสี่ยงตายมาบ้างเคยพบเห็นผู้คนพยายามเข่นฆ่ากันหลายครั้งแต่กระนั้นเขาก็ไม่เคยที่จะต้องเป็คนลงมือเอง
เด็กหนุ่มนั่งนิ่ง มือที่กำคันธนูเอาไว้เย็นเฉียบดุจน้ำแข็งใจของเขากำลังสับสน แม้จะเคยเตรียมใจมาก่อนแล้ว แต่ิชูก็พบว่าตนยังทำใจไม่ได้ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาฆ่าเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น และไม่เคยฆ่าคนมาก่อนจนตอนนี้ิชูก็ยังลังเล ไม่แน่ใจว่าตนควรจะสังหารคนเ่าั้ตามคำสั่งที่ได้รับมาหรือไม่
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของมันคือคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางฝนลูกธนูเป็การเอาตัวรอดตามธรรมชาติของมนุษย์พวกเขาในตอนนี้ไม่ได้ต่างไปจากผู้คนที่ิชูเคยพบเห็นมาก่อน เป็มนุษย์ที่กลัวตายและทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด
“ฆ่า!”
พลันพวกโจรก็ส่งเสียงคำรามออกมาิชูได้ยินแล้วก็พลันนึกได้ว่าคนเหล่านี้เป็กลุ่มคนที่เลือกจะทำร้ายผู้อื่นเพื่อความอยู่รอดของตนแรกเริ่มอาจเป็เพราะสถานการณ์บีบคั้น ทว่าในตอนนี้สิ่งที่ิชูััได้คือกระแสจิตที่หยาบกระด้างราวกับสัตว์ร้ายเท่านั้นพวกเขามิใช่ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ไร้ความผิดใดๆอีกต่อไป และมันก็เป็หน้าที่ของเขาที่จะต้องร่วมมือกับทหารคนอื่นๆในการกำจัดโจรเหล่านี้
“ฟุ่บ!”
สายธนูถูกน้าวและปล่อยอย่างรวดเร็วเป้าหมายใหญ่โตในระยะเพียงเท่านี้ ิชูไม่จำเป็ต้องเสียเวลาเล็งเลยแม้แต่น้อย
ศรดอกนั้นปักเข้ากลางอกของโจรผู้หนึ่งส่งมันล้มคว่ำลงกับพื้นน่าเสียดายที่คนผู้นั้นเป็เพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต่ำหาไม่แล้วเขาคงมีทางรอดอยู่บ้าง
หัวใจของิชูกระตุกวูบ มันเป็ครั้งแรกที่เขาฆ่าคนเด็กหนุ่มไม่อาจบอกได้ว่าตนรู้สึกเช่นไร เขาไม่ทราบว่าตนทำถูกหรือผิดทราบแต่เพียงว่าเขาได้กระทำลงไปแล้ว และจะต้องทำต่อไปเท่านั้น
“ฟุ่บๆ !”
ลูกธนูดอกแล้วดอกเล่าถูกยิงออกไปพลธนูส่งลูกธนูออกไปราวกับห่าฝนจนกระทั่งได้ยินเสียงโห่ร้องจากทหารราบที่อ้อมไปดักล้อมพวกโจรไม่ให้หนีพลธนูจึงหยุดยิง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ยิงถูกพวกเดียวกัน
ฝ่ายพวกโจรเมื่อทราบว่าพวกตนถูกล้อมก็พากันวิ่งฝ่ามาทางด้านที่ธนูถูกยิงออกมาก่อนหน้านี้พวกมันต่างคิดว่าการหยุดยิงคือสัญญาณบ่งบอกว่ากองกำลังทางด้านนี้ไร้อาวุธจะต่อต้านทว่าความจริงแล้วหาได้เป็เช่นนั้นไม่
นายกองรีบออกคำสั่งให้พลธนูถอยไปอยู่แนวหลังและให้ทหารราบที่เหลืออยู่เข้าไปรับมือกับกลุ่มโจรที่หนีมา
ภารกิจครานี้ไม่มีคำว่าจับเป็ดังนั้นการต่อสู้จึงดำเนินต่อไปอย่างไร้ซึ่งการเจรจาต่อรองบรรดาทหารหาญที่เพิ่งเคยลงสนามจริงเป็ครั้งแรกแม้แตกตื่นแต่หลายคนก็สามารถควบคุมสติเอาไว้ได้บางส่วนที่ไม่อาจควบคุมจิตใจได้ดีก็จะถูกเพื่อนร้องเรียกสติให้กลับคืนมาพวกเขาต่างส่งเสียงคำรามโห่ร้อง ปลุกปลอบจิตใจของตนให้ฮึกเหิมเคลื่อนไหวร่างกายราวกับหุ่นเชิดที่ไร้ชีวิตมุ่งหมายแต่เพียงทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จลุล่วงและพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สนใจต่อกลิ่นคาวเืชวนคลื่นเหียนที่อบอวลอยู่ในอากาศ
การต่อสู้ดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่จนในที่สุดพวกเขาก็สามารถกำราบค่ายโจรลงได้พอเหตุการณ์สงบลงแล้วทหารหนุ่มอ่อนประสบการณ์บางนายก็ถึงกับอาเจียนออกมาด้วยไม่อาจทนต่อสภาพน่าสยดสยองโดยรอบได้อีกต่อไป
นายกองที่เป็หัวหน้าดูแลทหารกลุ่มนี้ก็หาได้ตำหนิอะไรไม่เขาเพียงแต่บอกว่า หากพวกเขาอยากมีชีวิตรอดจากสนามรบก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้แข็งแกร่ง ไร้ซึ่งความอ่อนแออันจะนำความตายมาสู่ตน
บรรดาทหารหนุ่มฟังแล้วก็ได้แต่ก้มศีรษะน้อมรับคำชี้แนะพวกเขาต่างพร่ำบอกกับตัวเองว่าจะต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้เพื่อที่จะได้กลับไปพบหน้าครอบครัวของตนอีกครั้ง
พวกเขาเป็เพียงทหารเลวต่ำต้อย ย่อมไม่หวังสิ่งใดมากไปกว่านี้เื่ที่จะได้รับรางวัลหรือเลื่อนขั้นเป็นายกองนั้นแม้บางคนจะวาดฝันเอาไว้บ้างแต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาต่างก็ทราบดีว่ามันเป็เื่ที่ไม่อาจเป็จริงได้
ทหารเลวเช่นพวกเขาหากไม่ตกตายกลางสนามรบ ก็เป็ได้เพียงหมากตัวหนึ่งให้ใช้สอยเท่านั้น