ฝนเริ่มตกหลังจากไฟในห้องบัญชาการดับไปแล้วสามครั้ง
ตอนแรกมันเป็นเพียงเสียงเบา ๆ บนหลังคาเหล็กของอาคารคัดแยก เสียงเม็ดน้ำกระทบแผ่นโลหะดังเปาะแปะห่าง ๆ เหมือนใครสักคนใช้นิ้วเคาะโต๊ะในห้องที่ไม่มีใครกล้าพูด แต่ไม่นาน เสียงนั้นก็หนักขึ้น ถี่ขึ้น กลายเป็นม่านน้ำหนาที่เทลงมาทั้งค่ายอย่างไม่ปรานี ฝนกระแทกพื้นคอนกรีต ล้างคราบเขม่า คราบเลือดบางส่วน และเศษฝุ่นสีเทาที่เกาะอยู่ตามแนวรั้วให้ไหลรวมกันเป็นสายสกปรกลงสู่ท่อระบายน้ำซึ่งยังมีควันบาง ๆ ลอยขึ้นจากการเผาใต้ดินเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
ค่ายคัดแยกศูนย์เหนือเข้าสู่เคอร์ฟิวเต็มรูปแบบตั้งแต่หลังเที่ยงคืน
ไม่มีการประกาศยาว ไม่มีคำปลอบ ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีภาพผู้นำรัฐบาลบนจอขนาดใหญ่ มีเพียงเสียงระบบสังเคราะห์ที่ดังซ้ำเป็นระยะด้วยประโยคเรียบ ๆ ว่า ผู้รอดชีวิตทุกคนต้องอยู่ในพื้นที่ที่กำหนด ห้ามออกจากเขตพัก ห้ามรวมกลุ่มเกินจำนวนที่เจ้าหน้าที่อนุญาต ห้ามปิดบังอาการผิดปกติ และห้ามเข้าใกล้ผู้มีสัญญาณชีวภาพไม่เสถียรโดยไม่ได้รับอนุญาต
ทุกคำในประกาศนั้นฟังเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อรักษาระเบียบ
แต่ในความเงียบของผู้คน มันกลับฟังเหมือนคำเตือนว่ามนุษย์ทุกคนในค่ายนี้อาจกลายเป็นภัยได้ทุกวินาที
ไฟฟ้าในอาคารพักชั่วคราวกะพริบติด ๆ ดับ ๆ แสงขาวซีดบนเพดานสั่นเป็นช่วงจนเงาของผู้รอดชีวิตที่นอนเรียงบนเตียงสนามดูเหมือนร่างของคนตายที่ยังขยับได้ เครื่องปั่นไฟสำรองด้านนอกสั่นครางไม่หยุด เสียงเครื่องยนต์หนักต่ำผ่านผนังเข้ามาเหมือนหัวใจของสัตว์จักรกลขนาดใหญ่ที่เหนื่อยจนใกล้หยุดเต้น กลิ่นน้ำฝนเปียกคอนกรีตผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อราคาถูก กลิ่นเสื้อผ้าอับชื้น กลิ่นเลือดแห้ง และกลิ่นความกลัวของคนจำนวนมากที่เบียดกันอยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่เคยถูกสร้างมาให้เป็นบ้านของใคร
ไม่มีใครหลับจริง
บางคนหลับตาเพราะหมดแรง แต่มือยังกำผ้าห่มหรือเสื้อของคนข้างตัวแน่น บางคนสะดุ้งทุกครั้งที่มีเสียงปืนดังห่าง ๆ จากแนวกำแพง บางคนกระซิบชื่อญาติซ้ำ ๆ เหมือนกลัวว่าถ้าไม่เรียก ชื่อนั้นจะหายไปจากโลกพร้อมกับเจ้าของชื่อ บางคนนั่งนิ่งมองพื้นโดยไม่กะพริบตา ใบหน้าของพวกเขามีสีเดียวกับไฟฉุกเฉิน สีของคนที่รอดชีวิตมาได้ แต่ยังไม่แน่ใจว่าการรอดคือพรหรือคำลงโทษ
คาเอลไม่ได้นอน
เขาเดินอยู่ในทางเดินด้านนอกเขตพักเป็นรอบที่สามโดยไม่ตั้งใจ พื้นใต้รองเท้าเย็นและชื้นจากน้ำฝนที่ซึมเข้ามาตามขอบประตู เสื้อของเขายังมีรอยเลือดแห้งติดอยู่บริเวณอกตรงที่กรงเล็บเฉี่ยวในห้องควบคุมใต้ดิน แผลถูกปิดด้วยแผ่นปิดแผลสนามอย่างเร่งรีบ แต่ทุกครั้งที่เขาหายใจลึกเกินไป ความแสบจะลากจากผิวลงไปถึงซี่โครงเหมือนมีเส้นไฟบาง ๆ วาดอยู่ใต้เนื้อ
เขาควรพัก
มีคนบอกอย่างนั้นมากกว่าหนึ่งคน
แจ็กซ์บอกด้วยเสียงกึ่งประชดกึ่งจริงจังว่า
“ถ้านายล้มตอนนี้ ฉันจะไม่แบกนะ ฉันมีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะด่าและลากขาแทน”
โวร่าบอกสั้น ๆ ว่า
“คนที่ไม่หลับตายเร็วกว่า”
ส่วนมิเลียไม่ได้พูดมาก เธอแค่ยืนมองเขาตอนพยาบาลทำแผลให้ สายตาของเธอจับอยู่ที่เลือดใต้จมูกเขานานเกินไป แล้วเลื่อนมาที่ตาเขาเหมือนกำลังดูว่ามีใครอีกคนอยู่หลังดวงตาคู่นั้นหรือไม่
เขาบอกทุกคนว่าเดี๋ยวจะพัก
แล้วก็เดินออกมา
ไม่ได้เพราะอยากหลีกเลี่ยงพวกเขา
หรือบางทีอาจใช่
ความเงียบในหัวของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลังจากเสียงผู้หญิงคนนั้นปรากฏในสนามรบ ความเงียบก็กลายเป็นพื้นที่ที่เขารู้สึกว่ามีใครบางคนยืนอยู่ แม้ไม่พูด ไม่ขยับ ไม่แสดงตัว แต่มีอยู่ เหมือนนักแม่นปืนเงียบ ๆ ที่วางนิ้วใกล้ไกปืนและรอให้เป้าหมายโผล่มาในกล้องเล็ง
คาเอลเดินผ่านหน้าต่างกระจกหนาด้านหนึ่ง มองออกไปเห็นแนวกำแพงชั้นนอกของค่ายท่ามกลางสายฝน
สปอตไลต์หลายดวงกวาดแสงสีขาวผ่านม่านน้ำเป็นเส้นยาว ฝนทำให้ทุกอย่างพร่าและบิดเบี้ยว เสียงปืนดังขึ้นห่าง ๆ เป็นชุดสั้นจากแนวตะวันออก
ปัง ปัง
หยุด
อีกสี่วินาที
ปัง
เขาหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว
เสียงมาจากแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะประมาณสองร้อยเมตร กระสุนไม่ต่อเนื่อง แปลว่าไม่ใช่การบุกเต็มแนว อาจเป็นหน่วยลาดตระเวนยิงสิ่งที่ลอดใกล้รั้ว จุดยิงสูงกว่าพื้นราวสามเมตร น่าจะเป็นหอคอยเฝ้าระวังหมายเลขห้า ถ้าหอคอยนั้นแตก แนวถอยของพลเรือนในอาคารพักฝั่งเหนือจะใช้ไม่ได้ ผู้รอดชีวิตประมาณสามร้อยคนจะถูกดันเข้าสู่ทางเดินแคบ แล้วถ้ามีคนล้ม จะเกิดการเหยียบกันภายในหนึ่งนาทีครึ่ง ทางหนีที่ปลอดภัยที่สุดคือทางเชื่อมไปโซนพยาบาล แต่โซนนั้นอยู่เหนือท่อที่เพิ่งถูกเผา อุณหภูมิใต้พื้นยังไม่เสถียร อาจเกิดการพังตัว—
คาเอลกำหมัดจนเล็บจิกฝ่ามือ
หยุด
เสียงฝนยังดังอยู่
แต่ในหัวเขา ทุกอย่างเงียบเกินไป เงียบแบบห้องบัญชาการที่แผนที่ถูกกางไว้บนโต๊ะ ไม่มีความหนาว ไม่มีความกลัว ไม่มีหน้าคน มีเพียงเส้นทาง จุดตาย เวลา และตัวเลข
เขาแนบหน้าผากกับกระจกเย็นจัดชั่วครู่ ความเย็นของกระจกดึงเขากลับมาสู่ร่างกายตัวเองได้เล็กน้อย เขาได้กลิ่นฝน ได้กลิ่นสนิมจากกรอบหน้าต่าง ได้ยินเสียงเครื่องปั่นไฟสะดุดหนึ่งครั้ง ได้ยินเสียงเด็กไอจากห้องพักด้านหลัง ได้ยินลมหายใจตัวเองที่ไม่สม่ำเสมอ
เมื่อก่อนเขาก็คิดเร็ว
แต่ไม่ได้คิดแบบนี้
เมื่อก่อนการหาทางรอดคือความตื่นตระหนกปนสัญชาตญาณ เป็นความพยายามของคนที่อยากพาเพื่อนออกไปจากนรกให้ได้
ตอนนี้มันเริ่มกลายเป็นบางอย่างที่เย็นกว่า
เป็นความสามารถ
หรือคำสาป
เขาไม่แน่ใจว่าความต่างอยู่ตรงไหน
“นายกำลังนับอีกแล้ว”
เสียงของมิเลียดังขึ้นเบา ๆ จากด้านหลัง
คาเอลไม่สะดุ้ง เพราะส่วนหนึ่งของเขารู้ว่าเธอเดินตามมาตั้งแต่เมื่อครู่ เสียงฝีเท้าเธอเบากว่าคนทั่วไป แต่หนักกว่าทหารที่ฝึกมา ระยะห่างเจ็ดก้าวก่อนหน้านี้ ตอนนี้เหลือสี่ก้าวครึ่ง
ความคิดนั้นทำให้เขาหลับตา
แม้แต่เธอ เขาก็เริ่มนับ
“ฉันก็ไม่ได้อยากจะนับมัน” เขาพูด
มิเลียเดินเข้ามาหยุดข้างเขา แต่ไม่ชิดเกินไป ไหล่ของเธอห่างจากแขนเขาเพียงไม่กี่นิ้ว ความใกล้นั้นมีความระวังซ่อนอยู่เหมือนเปลวไฟที่ถูกกำบังด้วยมือ เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตทหารตัวใหญ่กว่าตัวเองเล็กน้อย ผมเปียกชื้นบางส่วนจากฝนที่โดนตอนย้ายคนเจ็บเมื่อชั่วโมงก่อน ขอบตาเธอแดงจากการอดนอน แต่ดวงตายังชัด และเพราะมันชัดเกินไป คาเอลจึงไม่กล้ามองนาน
“นายไม่ได้พักเลย” เธอพูด
“เธอก็เหมือนกัน”
“ฉันนั่งอยู่กับผู้บาดเจ็บ ไม่ได้เดินตรวจค่ายเหมือนคนที่ถือแผนที่ทั้งฐานไว้ในหัว”
เขาเงียบ
มิเลียมองผ่านกระจกออกไปยังลานเปียกฝน
“เมื่อก่อน ตอนที่เจอนายแรกๆ ถ้านายกลัว นายจะพูดน้อยลง”
“ตอนนี้ล่ะ”
เธอหันกลับมามองเขาช้า ๆ
ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ไม่เปลี่ยน แต่คาเอลรู้สึกว่าบางอย่างในอากาศขยับ
“ตอนนี้นายเงียบเหมือนกำลังฟังใครอยู่”
คำตอบนั้นแทงตรงเกินไปจนเขาไม่รู้จะป้องกันตัวเองอย่างไร
เขาอยากบอกว่าเสียงนั้นไม่ได้พูดแล้ว อยากบอกว่าเขายังแยกได้ว่าอะไรคือความคิดของตัวเอง อะไรคือคำสั่งจากสิ่งอื่น อยากบอกว่าเขายังเป็นคนเดิมมากพอให้เธอไม่ต้องกลัว
แต่แม้แต่เขาเองก็ยังไม่แน่ใจ
ก่อนคำพูดใดจะออกจากปาก เสียงประตูด้านปลายทางเดินก็เปิดดังพรึบ พยาบาลสนามคนหนึ่งวิ่งเข้ามา สีหน้าซีดและหายใจหอบ หน้ากากผ้าครึ่งหนึ่งหลุดลงใต้คาง ผมเปียกเหงื่อแนบหน้าผาก
“คุณคือคาเอล เวย์รอนใช่ไหม”
คาเอลหันไปทันที
“ใช่”
“ห้องพยาบาล ต้องการพบคุณ ตอนนี้คุณ นิกซ์ เรเวน…เขาเริ่มมีอาการตอบสนองผิดปกติ เครื่องสแกนอ่านค่าไม่ได้”
มิเลียขยับก่อนเขาครึ่งก้าว
คาเอลสังเกตเห็น
เขาเกลียดที่สังเกตเห็น
ห้องพยาบาลสนามอยู่ในอาคารอีกฝั่งหนึ่งของเขตคัดแยกสีเหลือง ทางเดินเชื่อมถูกคลุมด้วยผ้าใบกันฝนชั่วคราว แต่ลมแรงพัดน้ำสาดเข้ามาเป็นระยะ ทุกครั้งที่ไฟบนเพดานกะพริบ ร่างของคนเจ็บบนเตียงสองข้างทางจะปรากฏขึ้นเป็นภาพสั้น ๆ เหมือนฉากในหนังที่ถูกตัดต่อผิดจังหวะ บางคนมีผ้าพันแผลเต็มตัว บางคนถูกล็อกข้อมือกับเตียงเพราะอาการคลุ้มคลั่ง บางคนมีเส้นแสงใต้ผิวที่กะพริบเบา ๆ ตามจังหวะชีพจร เจ้าหน้าที่เดินผ่านไปมาด้วยสีหน้าแข็งเกินมนุษย์ เพราะถ้าปล่อยให้หน้าตัวเองแตกเพียงนิดเดียว พวกเขาอาจยอมรับไม่ได้อีกต่อไปว่ากำลังทำอะไรอยู่
เมื่อคาเอลกับมิเลียเข้าไปใกล้โซนกักสังเกตอาการ เสียงเครื่องสแกนดังถี่ขึ้นเป็นจังหวะผิดปกติ
ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด
ไม่ใช่เสียงชีพจรธรรมดา แต่มันสลับระหว่างเร็วเกินไปกับช้าเกินไปเหมือนเครื่องจักรกำลังพยายามตัดสินใจว่าคนบนเตียงยังอยู่ในหมวด “มนุษย์” หรือไม่
นิกซ์นอนอยู่บนเตียงสนามกลางห้อง แขนขวาถูกยึดด้วยสายรัดแม่เหล็กสองชั้น ส่วนแขนซ้ายถูกต่อเข้ากับเครื่องวัดสัญญาณชีวภาพหลายเส้น ผิวหน้าของเขาซีดมาก ริมฝีปากแห้งแตก เหงื่อผุดเต็มหน้าผากทั้งที่อากาศในห้องเย็นจนลมหายใจของคนบางคนเป็นไอจาง ๆ ใต้ผิวหนังบริเวณไหล่ขวา เส้นสีดำบาง ๆ เคลื่อนไหวช้า ๆ เหมือนรากไม้หรือเส้นเลือดที่ไม่ควรมีอยู่ มันไหลไปใต้ผิวแล้วหยุด แล้วไหลย้อนกลับ สลับกับเกล็ดสีคล้ำที่ขยับซ้อนกันเป็นชั้นเล็ก ๆ คล้ายแผ่นเปลือกของสิ่งมีชีวิตที่กำลังลองจัดรูปตัวเองใหม่
นิกซ์ลืมตาอยู่
แต่ดวงตาเขาไม่ได้มองเพดาน
เขามองบางอย่างที่ไม่มีใครเห็น
แจ็กซ์ยืนอยู่ข้างเตียง สีหน้าซีดจนน่าเป็นห่วง มือทั้งสองเกาะขอบเตียงไว้แน่นเหมือนถ้าปล่อยแล้วตัวเองอาจจะล้มลงได้ โวร่ายืนใกล้ผนังด้านหลัง มือกอดอก แต่ปลายนิ้วข้างขวาแตะใกล้ด้ามมีดตลอดเวลา เคดอยู่มุมห้องตรงข้าม ปืนของเธอยังไม่ยกขึ้น แต่สายสะพายถูกปลดจากล็อกแล้ว รูคยืนห่างออกไปไม่กี่ก้าว ใบหน้าหนักและนิ่ง ส่วนเวลอยู่หน้าจอเครื่องสแกนชีวภาพ ดวงตาหลังเลนส์เคลื่อนไหวตามข้อมูลที่ไหลเร็วเกินสายตามนุษย์ปกติ
ทันทีที่คาเอลเข้ามา นิกซ์หันมามองเขา
สีหน้าของเด็กหนุ่มไม่ได้โล่งใจทั้งหมด
มันมีความละอายปนอยู่ด้วย
เหมือนเขาขอโทษที่ร่างกายตัวเองกำลังทำให้ทุกคนต้องกลัว
“พี่คาเอล…” เสียงเขาแหบมาก
คาเอลเดินเข้าไปหาโดยไม่รอคำอนุญาต
เคดขยับปืนขึ้นครึ่งนิ้ว
รูคพูดทันที
“อย่าเข้าใกล้เกินเส้นสีเหลือง”
บนพื้นรอบเตียงมีเส้นแสงสีเหลืองวงหนึ่งล้อมอยู่ คาเอลหยุดก่อนเหยียบข้ามมัน เขามองเส้นนั้นแล้วมองนิกซ์
เส้นแสงบาง ๆ แค่เส้นเดียว
แต่ในสายตานิกซ์ มันคงเหมือนคูน้ำรอบกรง
แจ็กซ์หันไปหารูค
“เขาเป็นเพื่อนเรา ไม่ใช่สัตว์ทดลอง”
รูคไม่ละสายตาจากนิกซ์
“ตอนนี้เขาเป็นผู้ป่วยความเสี่ยงสูงที่อาจฆ่าคนทั้งห้องโดยไม่ตั้งใจ”
“คำพูดนายนี่มันปลอบใจคนเก่งจริง ๆ นะ” แจ็กซ์กัดฟัน
“เคยคิดไปอ่านนิทานก่อนนอนไหม เด็กทั้งค่ายคงฝันดีแบบอยากตาย”
“แจ็กซ์” คาเอลพูดเบา ๆ
แจ็กซ์หันมาหาเขา สีหน้าเหมือนอยากเถียงต่อ แต่เมื่อเห็นตาของคาเอล เขาก็กลืนคำพูดลงไป ยิ่งเงียบ ยิ่งเห็นว่าเขากลัวมากแค่ไหน
เวลแตะจอข้างหน้า ข้อมูลจำนวนมากแตกเป็นหน้าต่างซ้อนกัน
“ชีพจรแกว่งจากสี่สิบสองถึงหนึ่งร้อยแปดสิบหกในช่วงไม่ถึงสามนาที อุณหภูมิร่างกายตกลงถึงสามสิบสององศาแล้วกระโดดขึ้นสี่สิบเอ็ดองศาโดยไม่มีภาวะเนื้อเยื่อเสียหาย ระบบภูมิคุ้มกันอ่านค่าไม่ได้ กล้ามเนื้อขวาตอบสนองต่อสัญญาณไฟฟ้าภายนอกแบบสิ่งมีชีวิตไม่ใช่มนุษย์”
มิเลียหน้าซีด
“พูดให้เหมือนเขายังฟังอยู่ได้ไหม”
เวลหยุดไปครึ่งวินาที แล้วหันไปหานิกซ์
“ขอโทษ”
คำขอโทษนั้นเรียบมาก แต่จริงมากกว่าที่คาเอลคาดจากเขา
หน้าจอเหนือเตียงกระตุก เสียงเตือนเปลี่ยนเป็นต่ำและยาวกว่าเดิม ข้อความสีแดงปรากฏขึ้นทีละบรรทัด
[ตรวจพบการตอบสนองทางชีวภาพผิดปกติ]
[ตรวจพบความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงกับฝูง]
[ไม่สามารถจำแนกประเภทได้]
พยาบาลคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้เตียงถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
แค่ก้าวเดียว
แต่นิกซ์เห็น
ดวงตาของเขาสั่นทันที
อีกคนหนึ่งที่อยู่ปลายเตียงรีบแตะปืนช็อตไฟฟ้าข้างเอวเหมือนเป็นปฏิกิริยาสะท้อน เด็กชายคนหนึ่งบนเตียงถัดไปที่ก่อนหน้านี้ร้องไห้อยู่หยุดร้องทันทีเมื่อเห็นแขนนิกซ์ขยับใต้สายรัด แม่ของเด็กคนนั้นรีบดึงลูกเข้ากอดแล้วขยับเตียงออกห่างไปเท่าที่ล้อเตียงจะให้ไปได้
เสียงล้อเหล็กครูดพื้นเบา ๆ
นิกซ์หลับตาลงเหมือนเสียงนั้นทำร้ายเขามากกว่าเครื่องสแกนทั้งหมด
“ผมไม่ได้จะทำอะไร” เขากระซิบ
ไม่มีใครตอบทันที
นั่นแย่กว่าการตอบว่าไม่เชื่อ
คาเอลก้าวข้ามเส้นสีเหลือง
เคดยกปืนขึ้นทันที
“ถอยออกมา”
คาเอลหยุด แต่ไม่ถอย
รูคเสียงต่ำลง
“เฮ้ ถอยออกมาเจ้าหนู”
“เขายังพูดกับเราอยู่” คาเอลพูด
“อย่าทำให้เขารู้สึกว่าคนทั้งห้องรอให้เขาหลุด”
“พวกเราไม่ได้รอ” เคดตอบ
“เราแค่ป้องกันไว้ก่อน”
“สำหรับเขามันเหมือนกัน”
เคดนิ่งไป
นิ้วเธอยังอยู่ใกล้ไก
แต่ปลายปืนลดลงเพียงเล็กน้อย
มิเลียเดินเข้ามาหยุดข้างคาเอล ระยะห่างของเธอจากเส้นสีเหลืองเท่ากับเขา เธอไม่ได้มองเคด ไม่ได้มองรูค แต่มองนิกซ์
“นิกซ์ มองฉันได้ไหม”
เด็กหนุ่มค่อย ๆ ลืมตา ม่านตาของเขาหดแคบผิดธรรมชาติอยู่เสี้ยวหนึ่งก่อนกลับมาใกล้ปกติ
มิเลียยิ้มบางมาก แม้ใบหน้าของเธอจะซีด
“นายยังอยู่ตรงนี้ ใช่ไหม”
นิกซ์กลืนน้ำลาย
“ผม…พยายามอยู่”
แจ็กซ์หัวเราะสั้น ๆ แบบไม่มีความขำ
“ดีแล้ว เพราะถ้านายกลายเป็นตัวอะไรแปลก ๆ ตอนนี้ ฉันยังไม่มีชื่อเล่นเท่ ๆ ให้เลย ขอเวลาเตรียมก่อนอย่างน้อยหนึ่งวัน”
นิกซ์หันไปมองเขา
ริมฝีปากสั่นเหมือนจะยิ้ม แต่ไม่สำเร็จ
“พี่แจ็กซ์…”
“ไม่ต้องพี่ก็ได้ สภาพนี้ฉันรู้สึกแก่ขึ้นประมาณสามสิบปีแล้ว”
โวร่าเหลือบมองแจ็กซ์
“นายพูดมากขึ้นเวลาใกล้กลัวตาย”
“ขอบคุณที่วิเคราะห์จิตใจฉันต่อหน้าคนไข้”
“ฉันไม่ได้ชม”
“รู้ แต่ตอนนี้ฉันจะรับเป็นคำชม”
บทสนทนาสั้น ๆ นั้นไม่ได้ทำให้ห้องผ่อนคลายจริง แต่ทำให้บางอย่างในนิกซ์ไม่แตกต่อหน้าทุกคน คาเอลเห็นไหล่เด็กหนุ่มลดลงเล็กน้อย เห็นนิ้วมือซ้ายที่กำผ้าปูเตียงค่อย ๆ คลายออก
จากนั้นพื้นใต้เท้าก็สั่นเบามาก
ไม่ใช่แรงระเบิด
ไม่ใช่เครื่องปั่นไฟ
มันเบาจนคนอื่นแทบไม่รู้สึก แต่คาเอลรู้สึกถึงมันผ่านพื้นรองเท้า เป็นแรงกระเพื่อมต่ำ ๆ เหมือนอะไรบางอย่างเคลื่อนตัวอยู่ไกลใต้ค่าย
นิกซ์หันหน้าไปทางพื้นทันที
สีหน้าเขาเปลี่ยนไป
ไม่ใช่เจ็บ
ไม่ใช่กลัวแบบเดิม
แต่เป็นการ “ฟัง”
ความเงียบในห้องหนาแน่นขึ้นทันที
“มันอยู่ใต้ดิน” นิกซ์พูด
รูคหันไปทางเวล
“ขอแผนที่ใต้ฐาน”
เวลสะบัดมือหนึ่งครั้ง แผนที่โฮโลแกรมขนาดเล็กเปิดขึ้นกลางอากาศเหนือโต๊ะข้างเตียง จุดสีแดงจำนวนมากปรากฏใต้พื้นค่าย กระจายอยู่ตามท่อระบายน้ำ เส้นทางซ่อมบำรุง และช่องว่างใต้โครงสร้างเก่า หลังการเผาท่อเมื่อก่อนหน้า จุดพวกนั้นควรลดลงและกระจัดกระจาย
แต่มันกลับเริ่มรวมตัว
ช้า ๆ
ไม่เร่งรีบ
เหมือนปลานับพันตัวกำลังว่ายเข้าหาทิศทางเดียวกันใต้ผิวน้ำดำ
นิกซ์หายใจเร็วขึ้น
“ผมได้ยินเสียง มันไม่ใช่เสียงคำราม”
คาเอลถาม
“นายได้ยินอะไร”
“ทิศทาง” นิกซ์ตอบทั้งที่ตายังจ้องพื้น
“น้ำหนัก การขยับ กลิ่น…ไม่ใช่กลิ่นแบบจมูก แต่มันรู้ว่าทางไหนมีเลือด ทางไหนมีคนเจ็บ ทางไหนมีความร้อน ทางไหนมี…ผม”
คำสุดท้ายเบาเกินกว่าจะเป็นเสียงเต็มคำ
จุดแดงบนแผนที่เปลี่ยนทิศเล็กน้อยในเวลาเดียวกัน
เวลตะลึงจริงเป็นครั้งแรก
“พวกมันตอบสนองต่อชีพจรเขา”
คาเอลมองแผนที่
เส้นสีแดงใต้ฐานเคลื่อนเหมือนของเหลวที่กำลังถูกแรงดึงบางอย่างควบคุม ไม่ใช่การวิ่งมั่วของสัตว์ ไม่ใช่การหนีไฟ ไม่ใช่การล่าเหยื่อแบบไร้สติ มันมีรูปแบบ มีจังหวะ มีความอดทน และที่น่ากลัวที่สุดคือมันเหมือนกำลังรออะไรบางอย่างจากนิกซ์
คาเอลเริ่มเห็นประโยชน์ทันที
ถ้านิกซ์ได้ยินฝูง เขาอาจบอกตำแหน่งก่อนระบบได้
ถ้าเขารู้ทิศทางการเคลื่อนที่ เราสามารถย้ายผู้รอดชีวิตออกจากเส้นทางล่วงหน้า
ถ้าฝูงไม่โจมตีเขา หรือชะงักเมื่อเขาตอบสนอง เขาอาจเป็นตัวล่อ
ถ้าควบคุมได้ เขาอาจเป็นเรดาร์มีชีวิตของค่ายนี้
ความคิดนั้นจบลงก่อนหัวใจเขาจะทันตะโกนห้าม
คาเอลชาไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะสิ่งที่นิกซ์กำลังกลายเป็นแต่เพราะสิ่งแรกที่เขาคิดคือคำว่า ‘ใช้’ ไม่ใช่ช่วย ไม่ใช่เพื่อนไม่ใช่เด็กหนุ่มที่นอนตัวสั่นอยู่ตรงหน้า แต่เป็นความสามารถ ทรัพยากร ข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์
เขารู้สึกเหมือนมีใครเอากระจกเย็น ๆ มาวางตรงหน้า และในกระจกนั้นคนที่มองกลับมาไม่ใช่เขาเต็มที่อีกแล้ว
มิเลียแตะแขนเขาเบา ๆ
สัมผัสนั้นอุ่นกว่าทุกอย่างในห้อง
คาเอลสะดุ้งเล็กน้อย เหมือนเพิ่งถูกดึงขึ้นจากน้ำลึก
[ค่าการเชื่อมโยงความจริง: 42%]
ตัวเลขปรากฏขึ้นและลดลงหนึ่งจากความเย็นในหัวเขา
ไม่ใช่ลดมาก
ไม่พอทำให้เสียงในหัวหาย
ไม่พอทำให้โลกกลับมาเรียบง่าย
แต่พอทำให้เขาเห็นนิกซ์เป็นนิกซ์อีกครั้ง
เห็นเหงื่อบนหน้าผาก เห็นริมฝีปากสั่น เห็นเล็บมือซ้ายจิกผ้าปูเตียง เห็นเด็กหนุ่มที่กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นสิ่งที่คนทั้งห้องพร้อมยิง
คาเอลหายใจออกช้า ๆ
มิเลียไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของเธอบอกว่าเธอเห็นทัน
เห็นว่าเมื่อครู่เขาหายไปที่ไหนสักแห่งในหัวตัวเอง
และเธอกลัว
ความกลัวนั้นไม่ดัง ไม่กล่าวหา ไม่ทำให้เธอถอย
แต่มันอยู่ตรงนั้น ชัดเจนกว่าเสียงไซเรนไกล ๆ ด้านนอก
นิกซ์หันหน้าไปอีกทางทันที เขาตัวแข็งขึ้นเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นวางลงบนไหล่
“มีเสียง…”
เวลเงยหน้าจากจอ
“จากฝูงพวกมัน?”
นิกซ์ส่ายหน้า สีหน้าสับสน
“ไม่… มันไม่เหมือนเดิม”
ห้องเงียบลง
แม้แต่เครื่องสแกนก็เหมือนดังเบาลงในความรู้สึกของทุกคน
“มันเป็นเสียงผู้หญิง” นิกซ์พูด
คาเอลรู้สึกบางอย่างในอกบีบแน่น
เสียงผู้หญิง
แต่สีหน้าของนิกซ์ไม่ได้เหมือนตอนคาเอลได้ยินเสียงนั้นในสนามรบ มันไม่ใช่ความเย็น ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งให้ยิงหรือหลบ เสียงที่นิกซ์ได้ยินทำให้ใบหน้าเด็กหนุ่มผ่อนลงเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนความกลัวจะกลับมาหนักกว่าเดิม
“เธอบอก…” นิกซ์กลืนน้ำลาย
“อย่ากลัว”
แจ็กซ์ก้าวเข้ามาใกล้
“ใครบอก”
นิกซ์หลับตา น้ำตาคลอทั้งที่เขาดูไม่รู้ตัว
“เธอบอกว่า…ผมไม่ได้อยู่คนเดียว”
อากาศในห้องเย็นลง
ไม่มีใครพูด
นิกซ์สั่นมากขึ้น
“เธอบอกว่า…พวกเราได้ยินเธอแล้ว”
คำว่า พวกเรา ทำให้พยาบาลที่อยู่หลังเตียงถอยอีกก้าว
รูคมองเวล
เวลมองจอ
จุดแดงใต้ฐานขยับช้าลงพร้อมกันราวกับมีใครเอามือกดเหนือฝูงทั้งหมด
เคดปลดล็อกปืนอย่างเงียบ ๆ
เสียงคลิกเล็กมาก
แต่นิกซ์ได้ยิน
เขาหันไปมองเธอ น้ำตาไหลลงข้างแก้มทันที
“อย่ายิงผม”
เคดไม่ตอบ
แต่ปลายปืนยังไม่ได้ยกขึ้น
รูคพูดเสียงต่ำ
“นิกซ์ เสียงนั้นบอกอะไรอีก”
“มัน…” นิกซ์พยายามหายใจ แต่หายใจไม่เข้า
“มันไม่ได้เหมือนปีศาจ มันไม่ได้ขู่ผม มันไม่ได้สั่งให้ผมฆ่าใคร มัน…อ่อนโยน”
ความอ่อนโยนนั้นทำให้เขากลัวที่สุด
คาเอลเข้าใจในทันที
ถ้าเสียงนั้นเป็นเสียงร้ายกาจ ถ้ามันคำราม ถ้ามันขู่ ถ้ามันบอกให้ฉีกเนื้อคน นิกซ์จะต่อต้านได้ง่ายกว่า
แต่เสียงที่บอกว่าอย่ากลัว เสียงที่บอกว่าเธอไม่โดดเดี่ยว เสียงที่ทำให้คนที่ถูกทั้งห้องกลัวรู้สึกเหมือนมีที่ให้ซบ
นั่นอันตรายกว่า
“ผมเกลียดมัน” นิกซ์พูดเสียงแตก
“เพราะตอนมันพูด…ผมรู้สึกดีขึ้น”
แจ็กซ์หน้าเสียทันที
“นิกซ์…”
“ผมไม่อยากรู้สึกดีขึ้นเพราะเสียงนั้น!” นิกซ์ร้องออกมาเป็นครั้งแรก เสียงเขากระแทกผนังห้องพยาบาลจนคนไข้เตียงอื่นสะดุ้ง
“ผมไม่อยากฟังมันอีก แต่พอมันเงียบ ผมก็อยากให้มันกลับมา ผมทำยังไงดี พี่คาเอล ผมทำยังไงดี”
สายรัดแม่เหล็กที่แขนขวาเริ่มสั่น
เกล็ดใต้ผิวขยับเป็นคลื่น
เครื่องสแกนกรีดเสียงเตือน
[การตอบสนองทางชีวภาพเพิ่มขึ้น]
[ความเชื่อมโยงกับฝูง: ไม่เสถียร]
[คำเตือน: ระดับภัยคุกคามเพิ่มขึ้น]
เคดยกปืนขึ้น
แจ็กซ์พุ่งเข้าขวางทันที
“อย่า!”
รูคคว้าไหล่เขาดึงกลับ
“ถอยออกไป”
“เขากลัวอยู่นะโว้ย!” แจ็กซ์ตะโกน
“คนกลัวไม่ได้แปลว่าควรถูกยิง!”
“ถ้าเขาหลุด คนในห้องนี้ตายก่อนที่เธอจะพูดจบประโยคต่อไป”
“งั้นก็หาทางช่วยสิ ไม่ใช่ยืนรอให้ตัวเองมีข้ออ้าง!”
รูคหันมองแจ็กซ์ สายตาแข็งขึ้น แต่แจ็กซ์ไม่ถอย คราวนี้เขากลัวจนไม่เหลือพื้นที่ให้กวนประสาท เขากำขอบเตียงแน่นจนมือสั่น
มิเลียเดินเข้าไปใกล้นิกซ์อีกก้าว แม้เคดจะหันมามองเธอทันที
“นิกซ์ ฟังฉันนะ” เธอพูดช้า ๆ
“ไม่ต้องฟังเสียงนั้นตอนนี้ ฟังเสียงฉันก่อน”
นิกซ์หายใจหอบ ดวงตาเขาเริ่มเสียโฟกัส
“เธอไม่ต้องชนะมันทั้งหมด” มิเลียพูด
“แค่ชนะวินาทีนี้ ตอนนี้ก่อน”
คาเอลมองเธอ
คำพูดของเธอไม่ได้เป็นแผน ไม่ได้เพิ่มอัตรารอด ไม่ได้เสนอวิธีควบคุมฝูง
แต่มันจับมนุษย์ที่กำลังหลุดให้ยึดวินาทีเดียวตรงหน้า
และคาเอลรู้สึกอับอายอย่างเงียบ ๆ ที่เขาไม่ได้คิดคำนั้นก่อน
นิกซ์พยายามหายใจตามเสียงของมิเลีย
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สายรัดแขนหยุดสั่นลงเล็กน้อย
เครื่องสแกนยังเตือน แต่เสียงไม่แหลมเท่าเดิม
เคดลดปืนลงเล็กน้อย
รูคมองภาพนั้นด้วยใบหน้าที่อ่านยาก
เวลกลับไปมองแผนที่ใต้ฐาน
“จุดแดงหยุดเคลื่อนที่เกือบทั้งหมดตอนอาการเขาพุ่งขึ้น แล้วเริ่มขยับอีกครั้งตอนเขาสงบลง นี่ไม่ใช่แค่การตอบสนอง…พวกมันกำลังเคลื่อนไหวตามเขา”
“แปลว่าอะไร” แจ็กซ์ถามเสียงแข็ง
เวลไม่ตอบทันที
รูคเป็นคนพูด
“แปลว่าเขาอาจเป็นตัวนำสัญญาณพวกมัน”
ห้องเงียบ
คาเอลรู้ทันทีว่าประโยคถัดไปกำลังจะมาจากไหน และมันจะไปจบตรงไหน
รูคหันไปหานายทหารที่เพิ่งเข้ามาทางประตูด้านหลังเพื่อฟังรายงาน
“เตรียมห้องกักกันระดับสอง ย้ายผู้ป่วยออกจากโซนนี้ทั้งหมด ถ้ามีเหตุฉุกเฉินอนุญาตทำให้เป้าหมายหมดสติได้ถ้าจำเป็น”
แจ็กซ์หันขวับ
“คุณหมายถึงอะไร เป้าหมาย?”
รูคไม่หันไป
“เป้าหมายต้องถูกแยกออกจากผู้รอดชีวิตจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ใช่จุดเรียกฝูง”
“เฮ้ คุณพูดแบบนั้นไม่ได้ เขามีชื่อนะ” มิเลียพูด
รูคมองเธอ
“ฉันรู้”
“งั้นก็ใช้ชื่อเขา”
ความเงียบคมกว่าปืน
รูคพูดใหม่โดยไม่เปลี่ยนน้ำเสียง
“นิกซ์ เรเวนต้องถูกแยกออกจากผู้รอดชีวิตคนอื่น”
แจ็กซ์หัวเราะออกมาแบบขมจัด
“ดีขึ้นเยอะเลย ขอบคุณมาก มนุษยธรรมกลับมาแล้วประมาณสองเปอร์เซ็นต์”
เคดเดินเข้าใกล้เตียงมากขึ้น ปืนยังอยู่ระดับต่ำ แต่พร้อมยก
“ถ้าเขาเชื่อมกับฝูงจริง ระยะเวลาที่เราปล่อยเขามีสติต่อไปคือความเสี่ยง”
คาเอลมองนิกซ์
เด็กหนุ่มได้ยินทุกคำ
แน่นอนว่าเขาได้ยิน
เขานอนอยู่ตรงนั้น มีสายรัดตรึงแขน มีเครื่องสแกนตัดสินร่างกาย มีปืนรออยู่ตรงขอบสายตา และคนที่เขารักกำลังเถียงกันว่าเขาควรถูกทำให้หมดสติหรือไม่
นิกซ์ค่อย ๆ พูด
“ถ้าผมอันตรายจริง…”
“หยุด” แจ็กซ์พูดทันที
“ถ้าผมทำให้พวกมันมาที่นี่…”
“ฉันบอกให้หยุด”
นิกซ์มองเขา น้ำตาไหลเงียบ ๆ
“พี่แจ็กซ์ ถ้าผมเป็นเหตุให้คนอื่นตาย ผม…”
“นายไม่ต้องช่วยพวกทหารหาเหตุผลยิงนาย เข้าใจไหม” แจ็กซ์ตะโกน เสียงเขาแตก
“งานนั้นเขาทำกันเก่งอยู่แล้ว!”
รูคก้าวเข้ามา
“โปรดระวังคำพูด”
แจ็กซ์หันไปหาเขา
“ไม่ ผมจะไม่ระวังแล้ว เขานอนอยู่ตรงนั้นแล้วฟังพวกคุณคุยเหมือนเขาเป็นอุปกรณ์เสียชิ้นหนึ่ง!”
“แจ็กซ์” คาเอลเรียก
“นายอย่ามาเรียกฉันด้วยเสียงผู้บัญชาการตอนนี้” แจ็กซ์หันมาทันที ดวงตาแดง
“ถ้านายจะพูดว่าเราต้องคิดถึงคนส่วนใหญ่ ฉันไม่อยากฟัง”
คำพูดนั้นทำให้คาเอลนิ่ง
เพราะเขากำลังจะพูดแบบนั้นจริง ๆ
บางส่วนของเขากำลังจะพูดว่าต้องควบคุมสถานการณ์ ต้องลดความเสี่ยง ต้องแยกตัวแปร ต้องป้องกันผู้รอดชีวิต
แจ็กซ์มองเขาแล้วรับรู้ได้ว่าคาเอลคิดอะไรอยู่
เพื่อนสนิทกันย่อมรู้นิสัยความคิดกัน
ความเจ็บนั้นแตกต่างจากสายตาของมิเลีย เพราะแจ็กซ์ไม่ได้กลัวเขาแบบเดียวกัน แจ็กซ์โกรธแทนคนที่เขาไม่อยากสูญเสียอีกแล้ว และความโกรธนั้นบอกคาเอลว่าเขากำลังยืนอยู่ใกล้เส้นที่ตัวเองไม่เคยคิดจะข้าม
คาเอลหายใจเข้าช้า ๆ
“ฉันไม่ได้จะให้ยิงเขา”
“ดีมาก เริ่มต้นดี พูดง่ายดีว่ะเพื่อน”
“แต่เราต้องแยกเขาจากผู้รอดชีวิต”
แจ็กซ์เหมือนโดนตบ สีหน้าเขาว่างไปครู่หนึ่ง
คาเอลพูดต่อก่อนที่ใครจะขัด
“ไม่ใช่เพราะเขาเป็นสัตว์ประหลาด แต่เพราะถ้าฝูงตามสัญญาณเขาจริง คนเจ็บทั้งโซนจะเป็นโล่เนื้อให้เขาโดยไม่รู้ตัว เราต้องย้ายเขาไปที่ที่ป้องกันได้ มีคนที่เขาไว้ใจอยู่ด้วย และห้ามทำให้เขาหมดสติถ้าไม่จำเป็น”
รูคมองเขา
“เหตุผล”
“ถ้าเสียงนั้นติดต่อกับเขาตอนหมดสติ เราจะไม่มีทางรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” คาเอลตอบทันที
“ตอนเขามีสติ อย่างน้อยเขายังบอกเราได้ว่าเขาได้ยินอะไร”
เวลหันมามองเขา ดวงตาเป็นประกายสนใจทันที
คาเอลรู้สึกขยะแขยงตัวเองเล็กน้อย
เพราะประโยคนี้ยังมีคำว่า ใช้ อยู่ในนั้น
แต่คราวนี้มีคำว่า ปกป้อง อยู่ข้าง ๆ
เขาไม่แน่ใจว่ามันพอหรือไม่
รูคคิดอยู่สองวินาที “ตกลง ย้ายไปห้องสังเกตการณ์ใต้ดินระดับสอง เคดคุมอาวุธไม่ถึงขั้นสังหารก่อนคำสั่ง ฉันจะอยู่ด้วย เวลติดระบบวัดสัญญาณ แจ็กซ์กับมิเลียเข้าได้ แต่ถ้านิกซ์หลุด ทุกคนออกจากห้องทันที”
“แล้วคาเอล?” มิเลียถาม
รูคมองคาเอล “เขาต้องอยู่”
คาเอลสบตาเขา
รูคพูดต่อ “ไม่ใช่เพราะฉันไว้ใจ แต่เพราะถ้าฝูงตอบสนองต่อเด็กคนนั้น และเด็กคนนั้นตอบสนองต่อเขา เราต้องเห็นรูปแบบทั้งหมด”
แจ็กซ์พึมพำ “ฟังดูเหมือนการทดลองมากขึ้นทุกที”
ไม่มีใครปฏิเสธ
นั่นคือสิ่งที่น่ากลัว
การย้ายนิกซ์ผ่านทางเดินของห้องพยาบาลสนามใช้เวลาน้อยกว่าสามนาที แต่รู้สึกยาวมากกว่านั้นหลายเท่า พวกเขาปลดเตียงจากระบบล็อกแล้วเข็นออกจากโซนสีเหลือง ทหารสองนายเดินประกบ พยาบาลถอยเปิดทาง ผู้ป่วยบนเตียงสองข้างทางมองตามเงียบ ๆ
บางสายตาสงสาร
บางสายตากลัว
บางสายตาเต็มไปด้วยความโล่งใจที่สิ่งที่ทุกคนกลัวกำลังถูกเข็นออกไปจากห้องเดียวกับตน
มีชายคนหนึ่งกระซิบกับภรรยาตอนเตียงผ่านไป
“นั่นใช่เด็กที่ได้ยินพวกมันไหม”
เสียงไม่ดัง
แต่นิกซ์ได้ยิน
คาเอลเห็นนิ้วซ้ายของเขากำผ้าปูเตียงแน่นขึ้น
แจ็กซ์ก็ได้ยิน เขาหันไปมองชายคนนั้นจนอีกฝ่ายหลบสายตา
แต่ไม่มีใครพูด
เพราะบางครั้งการด่าคนกลัวก็ไม่ทำให้ความกลัวหายไป
มันแค่ทำให้มันเงียบลงและลึกขึ้น
ห้องสังเกตการณ์ใต้ดินระดับสองอยู่ลึกกว่าห้องพยาบาลสองชั้น ผนังหนา พื้นเป็นโลหะเสริมแรง กล้องสี่ตัวติดอยู่ตามมุมเพดาน โต๊ะอุปกรณ์อยู่หลังแผงกระจกนิรภัย ห้องนี้ถูกสร้างมาเพื่อกักสิ่งที่ไม่ควรอยู่ใกล้คนอื่นโดยยังไม่จำเป็นต้องฆ่า แต่กลิ่นโลหะเย็นและยาฆ่าเชื้อในนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนคำว่า “ยัง” สำคัญเกินไป
นิกซ์ถูกย้ายลงเตียงกลางห้อง สายรัดใหม่หนากว่าเดิมแต่ไม่รัดแน่นจนเจ็บ มิเลียเป็นคนตรวจเองว่ามันไม่บาดผิวเขา เคดยืนใกล้ประตู ปืนในมือเปลี่ยนเป็นโหมดช็อตแรงสูงแทนกระสุนจริงตามคำสั่ง แต่คาเอลรู้ว่าเธอยังมีปืนจริงอีกกระบอกที่ต้นขา รูคยืนกอดอกข้างกระจก เวลต่อสายสัญญาณกับเครื่องสแกนหลายชุด แจ็กซ์เดินวนไปรอบ ๆ แผงควบคุมเหมือนอยากรื้อทั้งห้องเพื่อตรวจว่ามีอะไรจะฆ่านิกซ์โดยอัตโนมัติไหม
โวร่ายืนเงียบอยู่มุมหนึ่ง เธอไม่ได้พูดตั้งแต่ย้ายลงมา แต่สายตาไม่เคยละจากนิกซ์นานเกินสามวินาที
คาเอลยืนข้างเตียง
ใกล้กว่าเส้นปลอดภัยที่รูคอยากให้ยืน
แต่ไม่มีใครสั่งให้เขาถอย
บางทีเพราะตอนนี้ทุกคนอยากรู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาอยู่ใกล้
ฝนยังตกหนักด้านบน เสียงของมันผ่านชั้นดินและคอนกรีตลงมาเหลือเพียงเสียงทึบต่ำเหมือนโลกทั้งใบถูกห่อด้วยผ้าหนา ๆ เครื่องปั่นไฟสั่นอยู่ไกล ๆ เสียงฮัมของระบบสแกนในห้องต่อเนื่องจนเกือบกลายเป็นความเงียบอีกรูปแบบ
เวลเปิดแผนที่ใต้ค่ายขึ้นบนจอใหญ่
จุดสีแดงจำนวนมากยังอยู่ใต้ฐาน
แต่ตอนนี้พวกมันเคลื่อนช้าลง
ช้าจนเหมือนกำลังรอ
นิกซ์หายใจถี่ขึ้นเมื่อเห็นแผนที่
“มันรู้ว่าเรามองมันอยู่”
เวลหันมาทันที
“มันรู้ผ่านนาย?”
“ผมไม่แน่ใจ” นิกซ์หลับตา
“แต่มันเหมือน…เวลาคนจำนวนมากหยุดพูดพร้อมกัน แล้วทุกคนหันมาฟังคนเดียว”
รูคเสียงต่ำ
“ฟังใคร”
นิกซ์ไม่ตอบทันที
เขาเอียงหน้าช้า ๆ เหมือนเด็กที่ได้ยินเสียงเรียกจากห้องข้าง ๆ
“ไม่ใช่ผม”
ความเย็นแล่นผ่านสันหลังคาเอล
เวลซูมแผนที่ จุดแดงจำนวนมากอยู่กระจายตามท่อหลักสามสาย แต่ตรงปลายท่อด้านตะวันออกลึกลงไปกว่านั้น มีช่องว่างสีดำที่ระบบไม่สามารถอ่านค่าได้อยู่หนึ่งจุด ก่อนหน้านี้มันเป็นเพียงพื้นที่สัญญาณเสีย แต่ตอนนี้จุดสีแดงเริ่มแหวกออกจากกันรอบช่องว่างนั้น
ไม่ใช่ถอย
ไม่ใช่แตกตื่น
เปิดทาง
“พวกมันกำลังเว้นทาง” เวลพูดเสียงเบาลงเป็นครั้งแรก
แจ็กซ์ยืนแข็ง
“ให้ตัวอะไร”
ไม่มีใครตอบ
เพราะทุกคนรู้ว่าถ้าตอบไม่ได้ คำตอบจะใหญ่กว่าที่คิดเสมอ
นิกซ์เริ่มสั่น เขาหายใจถี่จนอกยกสูง เส้นดำใต้ผิวบริเวณคอขยับเร็วกว่าก่อน เกล็ดที่ไหล่เปิดปิดเบา ๆ ตามจังหวะชีพจรเหมือนเหงือกของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ
“มันใหญ่กว่า” เขากระซิบ “ไม่ใช่ขนาด…ไม่ใช่แค่นั้น แต่มันหนักกว่า เหมือนฝูงทั้งหมดทำตัวเล็กลงเมื่อมันผ่าน”
คาเอลมองแผนที่
จุดแดงจำนวนมากหยุดพร้อมกัน
ทุกจุด
ทั้งห้องเงียบลงจนเสียงเครื่องสแกนกลายเป็นเสียงเดียวที่ยังมีชีวิต
รูคเดินเข้าใกล้จอช้า ๆ
“ระบบค้างหรือเปล่า”
เวลส่ายหน้า
“ไม่ ทุกจุดยังมีสัญญาณชีวภาพ แค่มันหยุดเคลื่อนที่”
เคดกระชับปืน
มิเลียขยับเข้าใกล้นิกซ์ มือของเธอวางบนขอบเตียง ไม่แตะตัวเขา แต่ใกล้พอให้เขารู้ว่าเธอยังอยู่
คาเอลรู้สึกความคิดเชิงยุทธศาสตร์พยายามเปิดขึ้นอีกครั้ง
ถ้าฝูงหยุดทั้งหมด แปลว่ามีลำดับคำสั่ง
ถ้ามีลำดับคำสั่ง ต้องมีศูนย์กลาง
ถ้านิกซ์รับรู้ศูนย์กลางได้ เขาอาจระบุตำแหน่ง
ถ้าระบุตำแหน่งได้ อาจโจมตีหัวฝูง
ถ้าจับสัญญาณคำสั่งได้ อาจแทรกแซง—
เขาหยุดตัวเองอย่างรุนแรงจนแทบเจ็บ
ไม่
ไม่ใช่ตอนนี้
เขาหันไปมองนิกซ์ ไม่ใช่แผนที่
เด็กหนุ่มกำลังร้องไห้เงียบ ๆ ดวงตาเปิดกว้างแต่ไม่เห็นห้องนี้อีกแล้ว เหงื่อเย็นไหลจากขมับลงคอ ริมฝีปากขยับเหมือนกำลังฟังภาษาไร้คำซึ่งหนักเกินร่างมนุษย์จะรับได้
“นิกซ์” คาเอลเรียก
ไม่มีคำตอบ
เขาก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด
“นิกซ์ ฟังฉัน”
นิกซ์สูดลมหายใจสั้น ๆ เหมือนคนโผล่หัวขึ้นจากน้ำ
“มัน…” เสียงเขาสั่นจนแทบไม่เป็นคำ
“มันไม่เหมือนพวกนั้น”
“มันคืออะไร”
นิกซ์ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
ดวงตาของเขามองคาเอล แต่คาเอลรู้สึกว่าอะไรบางอย่างในดวงตานั้นมองผ่านเขาไปไกลกว่านั้น
“มันไม่ได้กำลังหาพวกเรา…”
เสียงของนิกซ์เบามาก
แต่ทั้งห้องได้ยิน
ไม่มีใครขยับ
ฝนด้านบนตกหนักขึ้นเหมือนโลกพยายามกลบประโยคถัดไป
นิกซ์กลืนน้ำลาย น้ำตาไหลลงมาถึงคาง
“…มันกำลังรอคำสั่ง”
ความเงียบหลังคำนั้นลึกจนแม้แต่เครื่องสแกนก็เหมือนดังมาจากที่ไกลมาก
บนแผนที่ใต้ฐาน จุดสีแดงทั้งหมดนิ่งอยู่กับที่
ไม่กระจาย
ไม่บุก
ไม่หนี
เพียงเฝ้ารอ รออะไรบางอย่าง
และในความนิ่งนั้นเอง คาเอลรู้สึกได้เป็นครั้งแรกว่าบางอย่างใต้ดินไม่ได้เพียงฟังนิกซ์
มันกำลังฟังใครบางคน
หรือบางสิ่ง
ที่ยังไม่ได้พูดออกมา