บทที่ 6 การขอพรข้อที่ 4 ไม่ใช่เื่ง่าย
เช้าวันนี้ก็ยังเหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ อันหยางมารอที่ห้องพอน้องสาวตื่นก็นำน้ำมาให้ล้างหน้า พาไปกินข้าว วันนี้ได้กินข้าวต้มที่ทำจากข้าวขาวกับลูกเดือยร้อนๆอย่างพร้อมหน้า เพราะอันผิงไม่ได้ตื่นสาย อันหยางดูจะชอบมาก เขารีบกินอย่างไวจนท่านแม่ต้องเตือน ว่าให้ค่อยเคี้ยว ค่อยกิน ไม่ต้องรีบถ้าไม่อิ่มให้ไปตักเพิ่มที่ห้องครัวได้
แน่นอนว่าอันหยางทำตามที่ท่านแม่บอกอย่างไม่อิดออด เมื่อในถ้วยเขาหมด เขาก็ไปตักเพิ่มทันทีส่วนอันผิง แค่ถ้วยเดียวก็พอแล้ว ส่วนท่านแม่ก็เหมือนกับเธออันผิงอยากให้ท่านแม่กินเพิ่มอีก เอาจริงสำหรับผู้ใหญ่ข้าวต้มหนึ่งถ้วยไม่น่าอยู่ท้องแต่จนใจไม่รู้จะพูดบอกอย่างไรดี ค่อยรอมื้อกลางวันมากินพร้อมกันอีกที
กินอิ่มเก็บโต๊ะเสร็จท่านแม่กับอันหยางก็พากันไปรดน้ำผัก อันผิงจึงเดินตามไปด้วย แน่นอนภารกิจวันนี้คือขอให้พื้นที่ปลูกผักนั้นอุดมสมบูรณ์พอมาถึงหลังบ้าน อันผิงก็ไปนั่งตรงแคร่ ในใจคิดการขอพรว่าจะขออย่างไรดีนะ เธอกวาดตามองไปยังสวนหลังบ้าน ดูแล้วมีพื้นที่พอสมควรแต่จะขอให้แค่ตรงนี้ หรือให้รอบบ้านมีความอุดมสมบูรณ์ดีล่ะ
แต่ก็น่าเสียดาย เพราะวันหนึ่งขอได้แค่ข้อเดียวเธออยากขอให้มันคุ้มที่สุด
อันผิงคิดเรียบเรียงข้อความในใจพลางคิดว่าควรขอให้รอบนอกของบ้านด้วยดีกว่า เพราะกำแพงบ้านเป็แบบทึบทำให้เธอไม่รู้ว่านอกบ้านเป็พื้นที่ว่างเปล่าหรือว่ามีบ้านเรือนล้อมรอบอีกทีหนึ่ง แต่ช่างเถอะ ขอไปก่อนดีกว่า
‘ข้าขอไอเท็มให้ที่ดินในบ้านข้าและรอบๆ บ้านข้านั้น มีความอุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชผักชนิดใด ก็ให้เจริญงอกงาม’
เมื่อกล่าวจบ
‘ท่านต้องบอกขอบเขตด้วยขอรับว่าได้ถึงบริเวณไหนบ้าง ต้องกำหนดระยะเขตให้ชัดเจน’ เป็เสียงระบบดังเตือนขึ้นมาในหัว
‘ต้องมีขอบเขตด้วยเหรอทำไมล่ะ’
‘ปกติท่านขอท่านก็ทำอย่างเจาะจงนี่ขอรับ อีกอย่างที่ท่านบอกรอบๆบ้านท่านเป็คำที่กว้างเกินไปจะเกิดอะไรถ้าตรงที่คุณภาพดินแถวนี้ไม่ดี แล้วเกิดใช้ได้ขึ้นมาในพริบตานั่นจะเป็การเอาเปรียบธรรมชาติเกินไป จะให้ดีระบุขอบเขตว่าให้ถึงตรงไหนด้วยขอรับ’
ระบบร่ายมาเสียยาว ส่วนอันผิงได้แต่ร้อง อ้าวอยู่ในใจ มีอย่างนี้ด้วย
‘เอ่อแล้วมีเงื่อนไขอะไรอีกไหม’
ระบบไม่ตอบแต่ปรากฏหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งหนามากขึ้นมาตรงหน้ามีชื่อหนังสือว่า คู่มือการขอพร อืมปกติเธอก็อ่านหนังสือที่มีสาระไม่เกิน 7 บรรทัด เท่านั้นที่ต้องอ่านอย่างจริงจังก็คือหนังสือเรียนสมัยมัธยมปลายเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยและอ่านอย่างหนักหน่วงตอนเรียนมหาลัย แต่เกรดก็แค่ปานกลาง
พอเห็นคู่มือเล่มหนาตรงหน้าก็ี้เีจะเปิดอ่านแล้ว
‘เอ่อแล้วฉันถามเธอได้ใช่ไหม ระบบ และถ้ามีอะไรไม่ถูกต้องเ้าจะเตือนแบบเมื่อกี้ใช่ไหม’
‘ขอรับ’
แบบนี้ดีกว่าเป็ไหนๆ อันผิงจึงถามออกไปอีก
‘แต่ข้ายังไม่เสียการขอพรของวันนี้ใช่ไหม’
‘ยังขอรับแต่ถ้าท่านขออีกรอบ แล้วระบบจะเอาคำขอไปเทียบกับเงื่อนไขที่มี เพื่อวิเคราะห์คำขอหากไม่เข้าเกณฑ์เพียงพอ ท่านก็จะเสียพรของวันนี้ไปขอรับ’
อ้าว อ้าว อ้าว อะไรของระบบเนี๊ยอันผิงได้แต่ร้องอยู่ในใจ ดีนะที่ผ่านมาขออย่างละเอียดมาตลอด เกือบไปแล้วไหมล่ะครั้นจะโทษฟ้า โทษดิน ที่ส่งเธอย้อนเวลามา แต่พอนึกถึงว่า ความสามารถคือขอพรและตรงหน้าคือ ผู้หญิงคนเดียวที่ต้องเลี้ยงลูกถึง 2 คน ก็ถือว่าฟ้ายังปรานี ให้เธอได้ความสามารถสุดโกงนี้
เมื่อคิดตก และเรียบเรียงถ้อยคำอยู่ในใจแบบคิดว่าตัวเองรอบคอบแล้ว ก็ขอพรในใจต่อทันที
‘ข้าขอไอเท็มให้ที่ดินในบริเวณรอบบ้านของข้าอันผิงบ้านป้าโจว บ้านสะใภ้หลิว เฉพาะที่อยู่ในรั้วบ้านนั้น มีความอุดมสมบูรณ์ ปลูกพืช ต้นไม้ ดอกไม้ ชนิดใดก็เจริญเติบโตได้ดีตลอดไป’
พอขอจบ อันผิงก็เริ่มกังวลกับคำขอที่คิดออกไปก็เพิ่งนึกได้ว่า เธอควรถามระบบก่อนว่า คำว่า ตลอดไปจะเกินความสามารถที่ระบบจะให้ได้หรือไม่ปกติแสงสีขาวจะใช้เวลาวิ่งเข้ามาในหัวไม่นาน แต่คราวนี้ความรู้สึกคือยาวนานมากขณะที่อันผิงกำลังกลั้นหายใจ ซึ่งในความเป็จริงไม่ถึงสองสามวินาทีด้วยซ้ำแสงสีขาวก็วิ่งผ่านเข้ามาในหัวทันที นั่นแหละ อันผิงถึงกลับถอนหายใจโล่งทันที
หลังจากนั้นก็แค่รอใช่ไหม
“ท่านแม่ ดูสิทำไมดินดูดำขึ้นและยังนิ่มขึ้นด้วยขอรับ”ไม่ทันไรเสียของอันหยางก็ดังขึ้นอันผิงเลยหันไปมอง ตรงที่อันหยางยืนรดน้ำผัก มีท่านแม่มองดูพื้นดิน ทำหน้าสงสัยส่วนอันหยางวิ่งไปดูแปลงผักใกล้เคียง
“ตรงนี้ก็ด้วยขอรับท่านแม่”
ในใจอันผิงร้องออกมาว่าแย่แล้วลืมเพิ่มไปว่าค่อยเปลี่ยนแปลงตอนกลางคืน ท่านแม่จะสงสัยอะไรไหมนะดังนั้นเธอเลยลงจากแคร่ วิ่งไปดูด้วย ต้องทำตัวอย่างเด็ก พี่ชายมีความสนใจอะไรน้องสาวก็คงจะต้องทำตาม ในหัวก็พลางคิดว่า ต่อไปต้องรอบคอบกว่านี้
หรือว่า อันที่จริงเธอควรบอก ท่านแม่ไปดีว่าเธอได้พรวิเศษ คนในยุคนี้น่าจะเชื่อเื่เทพเ้า แต่คิดไปคิดมา ความสามารถนี้จำกัดการใช้งานได้วันละหนึ่งครั้งเอง นอกนั้นเธอก็ไม่มีความสามารถอะไรแล้วก็นั่นแหละ ไม่ใช่มันไม่ดีนะคะท่านเทพ แต่ว่ามันดูมี... ไม่เอาไม่คิดเดี๋ยวท่านเทพริบคืนไปนี่แย่เลย
ท่องไว้จงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่
เอาเป็ว่าเก็บไว้เป็ความลับต่อไปดีกว่าเพื่อความสงบสุขของบ้าน เพราะถ้าเกิดว่าใครรู้เข้าแล้วมาเอาตัวเธอไปจากท่านแม่ล่ะถูกนำไปเป็ธิดาเทพ ลำพังตัวเธอไม่เท่าไหร่แต่ถ้าท่านแม่และอันหยางโดนจับไปเป็ตัวประกันล่ะ เพื่อบังคับให้เธอใช้พรล่ะแค่คิดก็อันตรายแล้ว
อันผิงละความฟุ้งซ่านเมื่อวิ่งมาถึงตรงที่ท่านแม่กำลังยืนนิ่งพิจารณามองดินอยู่ส่วนอันหยางก็ยังส่งเสียงรายงานอยู่เรื่อยๆ เธอจึงนั่งยองลงกับพื้นแสร้งทำเป็มองดินตามด้วย ทำหน้าสงสัยใคร่รู้เต็มที่บ้างว่าท่านแม่และอันหยางสงสัยเื่อะไร
“หยางเอ๋อร์ ดินเป็สีดำขึ้นแสดงว่าดินนี้อุดมสมบูรณ์”
อันหยางที่ตอนนี้กลับมานั่งยองๆข้างน้องสาวแล้วเงยหน้าขึ้นฟังคำอธิบายของท่านแม่ อันผิงก็ทำตามบ้าง ท่านแม่จริงยิ้มให้ทั้งคู่อันผิงคิดในใจว่า ท่านแม่นี่เลี้ยงลูกเหมือนคนสมัยใหม่เลย ให้เหตุและผล
“แล้วทำไม มันจึงอุดมสมบูรณ์ขึ้นล่ะขอรับ” อันหยางถามขึ้นอย่างสงสัยอีก
ท่านแม่เงียบ เหมือนพยายามครุ่นคิด
“ท่านเทพคงเห็นหยางเอ๋อร์ทำงานช่วยแม่และดูแลน้องเลยประทานพรมาให้” สีหน้าของอันหยางยกยิ้มขึ้นอย่างภูมิใจ
“แต่หยางเอ๋อร์จะต้องเก็บเป็ความลับนะลูกไม่อย่างนั้น ดินนี่จะกลับมาแข็งกระด้างเหมือนเดิม” สีหน้าที่อยากจะออกไปบอกคนข้างนอกของอันหยางพลันห่อเหี่ยวลงทันที
ส่วนอันผิงนิ่งอึ้งและมันก็แสดงขึ้นมาบนสีหน้า ท่านแม่น่าจะเห็นเข้าจึงหัวเราะ
“ผิงเอ๋อร์ก็ด้วยนะลูก นี่คือความลับของบ้านเรา”
อันผิงจึงพยักหน้ารับ ในใจก็เข้าใจท่านแม่บ้างเหตุการณ์ประหลาดตรงหน้านี้ มันคงอธิบายได้ยาก อ้างเป็อำนาจของเทพน่าจะง่ายที่สุดและจบด้วยการที่ต้องเหยียบเื่นี้ไว้ให้มิดไม่รู้ว่าสองบ้านข้างเคียงจะแปลกใจกันไหมนะ
“งั้นข้าจะพรวนดินขอรับท่านแม่” คนเป็พี่ชายพูด
“พรวนดินพรวนดิน” คนน้องก็ขานรับอยู่ข้างๆ
คนพี่วิ่งไปเอาอุปกรณ์เป็เสียมกลับมาอันผิงจึงหันไปมองท่านแม่ว่าข้าก็อยากทำ ท่านแม่ยิ้มเอ็นดูและพาอันผิงมาที่เล้าไก่
“ผิงเอ๋อร์ปัดหยากไย่เล้าไก่นะจ๊ะ”
ท่านแม่หยิบไม้ไผ่ขึ้นมาและแสดงท่าทางเกี่ยวหยากไย่ตรงหน้าให้อันผิงดู คงกลัวว่าเธอจะทำไม่เป็จากนั้นก็ยื่นไม้นั้นให้ อันผิงจึงรับไป แล้วทำตามอย่างที่ท่านแม่สอน
“ผิงเอ๋อร์ทำเสร็จแล้วก็เดินไปหาแม่นะจ๊ะ”
อันผิงจึงพยักหน้ารับท่านแม่จึงหันหลังกลับไปช่วยลูกชายพรวนดิน
เมื่อถึงเวลาเที่ยงวันท่านแม่และอันหยางก็พรวนดินเสร็จ ทั้งสามจึงไปอาบน้ำเพื่อล้างคราบดินออกจากตัวจากนั้นอันผิงก็เอ่ยว่าอยากกินข้าวอีก และจะกินพร้อมกับทุกคน ไม่ยอมกินคนเดียวดังนั้น แม่ พี่ชาย น้องสาว จึงล้อมวงกันกินข้าวกลางวันบนโต๊ะมีเนื้อย่างที่หั่นแล้วได้คนละ 2 ชิ้น และข้าวต้มลูกเดือยคนละชาม
อยู่โลกนี้มาสี่วันแล้ว อาหารในบ้านพัฒนาถึงเท่านี้ได้ สำหรับอันผิงก็ถือว่าก็เริ่มฟินแล้วจร้า
หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ อันหยางล้างจานส่วนท่านแม่บอกว่าจะไปซื้อไก่มาเลี้ยง อันหยางดีใจมาก เพราะถ้าเลี้ยงไก่ มันออกไข่พวกเขาก็จะมีไข่กิน ถ้าไข่ไก่ฟักออกมาก็เป็ลูกไก่ พอมันโต พวกเราจะมีเนื้อกิน
เมื่อท่านแม่ไม่อยู่บ้าน อันผิงก็ถูกอันหยางพาเข้าไปในห้องของเขาห้องของคนเป็พี่ มีโต๊ะอ่านหนังสือตั้งอยู่ริมหน้าต่าง โต๊ะตัวยาวนั่งได้สองคนจากนั้นเขาก็อ่านหนังสือให้น้องสาวฟัง ท่าทางของเขาดูเปลี่ยนไป ดูสุขุมและคงแก่เรียนขึ้นมาทันที นี่ถ้าอันผิงอยู่ในร่างผู้ใหญ่นะจะหยิกแก้มเขาสักที หมั่นเขี้ยวมาก
อ่านออกเสียงไปได้สักพักด้วยกลัวว่าน้องสาวจะเบื่ออันหยางจึงบอกให้อันผิงพูดตามเขาไปทีละประโยคหลังจากนั้นก็เอาน้ำใส่ขันมาแล้วใช้นิ้วเขียนเป็ตัวหนังสือและให้อันผิงทำตาม
ความจริงแล้ว อันผิงเพราะเป็ิญญาที่มาอาศัยร่างเด็กอยู่เธอจึงอ่านและเขียนตัวหนังสือพวกนี้ได้แต่ก็ต้องแกล้งทำเป็นึกเวลาจะเขียนให้ครบตัวอักษร
ถ้าเกิดอันหยางเห็นว่าเธอเขียนได้คล่องไปเล่าให้ท่านแม่ฟัง มันจะไม่ดี เพราะเธอไม่ใช่เด็กอัจฉริยะเธอเขียนได้เพราะเคยเรียนมาก่อน แต่ไม่ใช่คนที่เรียนรู้อะไรได้เร็วความจำก็ไม่ได้ดีมาก การเรียนในโลกเก่าก็แค่ระดับปานกลางคุณครูไม่เพ่งเล็งอย่างเด็กเรียนแย่ หรือรักใคร่อย่างเด็กที่เรียนเก่งถือเป็นักเรียนส่วนใหญ่ที่พวกครูอาจารย์มักละเลย
อีกอย่างเธอก็ไม่ได้มีความเก่งเหมือนอย่างตัวละครอื่นที่ย้อนเวลามาพอมาถึงก็ค่อยๆ เจิดจรัสขึ้นมา
บ้างเป็แพทย์หญิงมาถึงก็มีเื่ให้ต้องแสดงฝีมือ หรือไม่แพทย์ทางนิติเวช มาก็ผ่าศพช่วยทางการสืบสวน บ้างเป็ทนายความ ช่วยเหลือทางบ้านเอาไว้ได้ และเจิดจรัสยิ่งๆขึ้นไป แต่เหมือนยิ่งเก่ง ก็ยิ่งเป็ที่ดึงดูดของผู้คน และวังหลวงแห่งนั้นแต่พวกนางเ่าั้ล้วนมีสติปัญญาที่ฉลาดหลักแหลม
ส่วนตัวเธอ จบแค่หลักสูตรบริหารธุรกิจที่ทำงานด้านเอกสาร ฝ่ายธุรการ เงินเดือนแค่พอเลี้ยงตัว
ขืนฉายแววออกมา กลัวว่าจะเอาตัวไม่รอด
เสียงเคาะประตูใหญ่หน้าบ้านดังขึ้นอันผิงจึงหลุดจากความคิด และอันหยางก็หยุดมือในสิ่งที่ทำอยู่จูงมือน้องสาวพากันออกจากห้องไปหาท่านแม่ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากตัวบ้านก็เห็นสะใภ้หลิวเดินเข้ามาในบริเวณบ้านกับท่านแม่ด้วย ทั้งสองพากันนั่งอยู่ตรงแคร่ส่วนอันหยางยังไม่แสดงตัวออกไป พาน้องสาวแอบดูอยู่ในบ้าน
“ขอบใจเ้ามากสะใภ้หลิวที่เอาผักป่ามาให้”
สะใภ้หลิวหัวเราะ
“เ้าให้ข้ายืมเงินพาสามีไปรักษายาเทียบนี้ถ้ากินครบ สามีข้าก็จะดีขึ้น ถ้าไม่ได้เ้าข้าอาจต้องเอาที่ดินไปขายให้ตาเฒ่าหวังรอให้ข้าปลูกผักอีก 2 รอบจะทยอยเอาเงินมาคืนเ้านะผักนี่ก็ถือว่าเป็ค่าตอบแทนน้ำใจเ้าจะว่าไปข้ากับชาวบ้านขึ้นเขาไปหาเห็ดหลินจืออย่างเ้า ทว่าไม่โชคดีเหมือนเ้าเลยดีว่าได้ผัก ได้เห็ดกันกลับมา”
“ตัวข้าเองก็ยังคิดไม่ถึงเหมือนกัน”
“อาจเป็เพราะท่านเซียนคงสงสารครอบครัวเ้าอย่างนี้ค่อยดีหน่อย์มีตา ข้าเลยได้พึ่งพาเ้าไปด้วยถ้าอย่างนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว เ้าไปผัดผักป่ากับเห็ดให้เด็กๆ กินเถอะผิงเอ๋อร์ยังต้องบำรุงอีกเยอะ”
“เ้าก็ไม่ต้องคิดมากกินยาครบตามที่ท่านหมอให้ สามีเ้าก็จะหายเอง เ้าเองก็ดูแลสุขภาพด้วยล่ะ”
อันผิงซึ่งได้ยินเนื้อหาที่ทั้งสองคนคุยกันแอบเห็นด้วยในใจ ใช่แล้ว ์ไม่ทอดทิ้งจริงๆถึงแม้จะให้มาในรูปแบบขอพรวันละข้อก็เถอะ เอ๊ะไม่เอาๆ ไม่คิดมาก ไม่โลภมากเดี๋ยวปลิว พร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นฟ้า ขอบคุณ์นะเ้าค่ะ ขอบคุณระบบด้วย
ต้องขอบคุณให้ครบทุกๆ สิ่ง เพื่อที่พวกเขาเ่าั้จะได้เอ็นดูเธอ