ตอนที่26 จิตรกรลึกลับ
อาหู่ตื่นตะลึงเมื่อพบว่าซ่งเย่ใช้เท้าอีกข้างของเธอกระทืบบนแขนและมือซ้ายของตนอย่างแรง
เขาได้ยินเสียงกระดูกแตกหักอย่างชัดเจน
เวลานี้อาหู่มีเหงื่อชุ่มกายที่เกิดจากความเ็ปปนความหวาดกลัวซ่งเย่มากขึ้น
“โอ๊ย! บอกแล้ว บอกแล้ว”
อาหู่กัดฟันตอบซ่งเย่ทันทีเพราะเขาตระหนักดีแล้วว่าหากไม่มีคำตอบให้กับเธอ
ชีวิตน้อยๆของเขาอาจจะรักษาไว้ไม่ได้เพราะเธอดูเหมือนไม่สนใจกฎหมายแต่อย่างใด
“ใคร?”ซ่งเย่ถามย้ำอีกครั้งก่อนที่จะเงื้อฝ่าเท้าเตรียมจะกระทืบบนหน้าอกซ้ายข้างเดิมที่ถูกกระทืบก่อนหน้า
“ปะ...เป็.....เป็คุณนายตระกูลซ่ง”
อาหู่ไม่สามารถสะกดกลั้นความเ็ปที่โหมกระหน่ำจนเขาส่งเสียงสะอื้นไห้ออกมาและบอกซ่งเย่ตามจริง
“ไป๋จูซี?”ซ่งเย่หรี่ตาถามเพื่อจะได้จัดการคนไม่ผิดตัว
“ใช่”อาหู่ตอบเสียงเบา
“ผัวะ ตุ๊บ” ซ่งเย่เหลือบตามองเห็นชายที่ถูกต่อยท้องค่อยๆลุกขึ้นและเข้ามาจะทำร้ายเธอจากด้านหลัง
เธอพลันตวัดขาไปด้านหลังและเตะเข้าที่กกหูอย่างจังจนใบหน้าเขาสะบัดและร่างหมุนล้มลงพื้นสิ้นใจตายทันที
“คิดจะลอบกัดหรือ?” ซ่งเย่ยิ้มเย้ยหยัน
จากนั้นเธอกลับหลังหันมากระทืบหน้าอกอาหู่อย่างแรงจนกระดูกหน้าอกและซี่โครงแตกหักทิ่มปอดและหัวใจโดยตรง“ตุบ กร๊อบแกร๊บ
อั๊ก”
อาหู่นอนตายตาค้างด้วยความตื่นตระหนก!
ซ่งเย่เดินเข้าไปกระทืบหน้าอกซ้ำชายอีกคนที่ถูกเตะก่อนหน้านั้นจนได้ยินเสียงกระดูกแตกหักทิ่มปอดและหัวใจ
ส่วนชายที่ถูกซ่งเย่ต่อยด้วยหมัดจนหลับกลางอากาศ
ซ่งเย่คุกเข่าลงจับชีพจรที่ลำคอพบว่ายังมีสัญญาณชีพอยู่
เธอตัดสินใจจับเขาหักคอทันที!
เวลานี้ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนตายด้วยเงื้อมมือของซ่งเย่
จากนั้นซ่งเย่ลุกขึ้นยืนกวาดสายตามองโดยรอบแล้วหยิบโทรศัพท์แก้ไขภาพในกล้องวงจรปิดทั่วบริเวณนี้และถนน
ที่เชื่อมกับสนามเด็กเล่นทันที
เมื่อจัดการภาพในกล้องวงจรปิดเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ซ่งเย่วิ่งเหยาะๆกลับวิลล่าซิงฝูโดยตรงซึ่งระยะทางแค่2 กิโลเมตรไม่เป็ปัญหาสำหรับเธอเลย
..........
ซ่งเย่ทานอาหารเย็นเสร็จอย่างรวดเร็ว
เธอไม่ได้เล่าให้ครอบครัวฟังเกี่ยวกับการจ้างวานฆ่าของไป๋จูซี
เพราะเธอจะจัดการเองเนื่องจากกฎหมายทำได้แค่ให้คนชั่วเข้าคุก
แต่ซ่งเย่จะทรมานคนตระกูลซ่งให้สาสมกับสิ่งที่พวกเขาทำกับเธอและพ่อแม่ตนเอง
ดังนั้นเวลานี้ซ่งเย่จะปล่อยวางเื่ของคนตระกูลซ่งไปก่อน
ยังมีเวลาที่จะเก็บดอกเบี้ยกับพวกเขาอีกนาน
ไป๋จูซีรอก่อนนะ!
ซ่งจูหว่านรอก่อนนะ!
ส่วนชายชราซ่งซ่านโจวและหญิงชราเว่ยผิงซ่งเย่จะไม่ทำอะไรถ้าพวกเขาไม่ทำเธอก่อน
เวลานี้เธอมีแผนงานต่อไปสำหรับบริษัทเทคโนโลยีแห่งอนาคต
และ้าซื้ออุปกรณ์บางชิ้นมาทดสอบ
เธอจึงเข้าแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าออนไลน์และพบว่ามีสินค้าที่น่าสนใจหลายรายการ
ซ่งเย่เลือกซื้อสินค้าและเก็บเข้ารถเข็นเพื่อรอการชำระเงินอย่างไม่ลังเล
แต่มีบางรายการที่หาไม่พบในแพลตฟอร์มนั้น
“สั่งซื้ออันที่มีก่อนแล้วกันอันไหนไม่มีค่อยไปถามที่ร้านตามใจว่ามีไหม?”
ซ่งเย่ตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินของตนเองตามรายการสินค้าที่มี
“เฮ้อ! พอมีเงินเยอะเวลาจะใช้ก็ยุ่งยากเหมือนกัน”
ซ่งเย่บ่นพึมพำเล็กน้อยเมื่อจะต้องใช้เงินจากบัญชีเสมือนที่มีมากถึง600 ล้านหยวน
..........
หลังจากซ่งเย่ออกจากสนามบาสเก็ตบอลที่อยู่ด้านหลังสนามเด็กเล่นได้ราว1 ชั่วโมง
พลเมืองดีที่จะเข้ามาเล่นกีฬาพลันพบกับศพชายสี่คนนอนเสียชีวิตอยู่
พลเมืองดีรีบโทรศัพท์แจ้งสถานีตำรวจในละแวกนั้นทันที
ทางด้านปู้เล่ยและตำรวจที่ได้รับรายงานมีคนพบศพชาย4 คนเสียชีวิตในสนามบาสเก็ตบอลติดกับสนามเด็กเล่น
“่นี้วุ่นวายเสียจริง”ปู้เล่ยบ่นพึมพำเล็กน้อยอย่างเหนื่อยใจ
บังเอิญว่าวันนี้เป็เวรประจำของตนเอง
ปู้เล่ยจึงไปกับตำรวจลูกน้องอีกสามคนเพื่อชันสูตรพลิกศพร่วมกับแผนกนิติเวชของกรมตำรวจ
เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุปู้เล่ยและลูกน้องตนเองตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุโดยรอบอย่างละเอียด
“หัวหน้าครับพบรอยเท้าจางๆบนเสื้อไอ้หัวเกรียนนี่” ตำรวจคนหนึ่งแจ้งกับปู้เล่ยอย่างตื่นเต้น
“รอยเท้าเล็กๆอีกแล้วหรือ?”ปู้เล่ยลูบคางมองอย่างครุ่นคิดและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ก่อนหน้า
จากนั้นเขาสั่งลูกน้องโดยตรง“ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมไอ้พวกนี้และกล้องวงจรปิดแถวนี้ด้วย”
เขามีลางสังหรณ์ว่าชายทั้งสี่คนไม่ใช่คนดีแน่นอน
เพราะรอยเท้าเล็กๆนั่นจะปรากฏเฉพาะกับพวกคนชั่ว
แต่ปู้เล่ยยังไม่ทิ้งประเด็นอื่นๆที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมนี้
……….
เวลา 04.00 น.ซ่งเย่ตื่นตามปกติและไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนสาธารณะเช่นเดิม
เช้านี้ไม่มีหลิวเย่มายืนรอเช่นเคย
แต่เธอเข้าใจเกี่ยวกับข้อความที่เขาพูดถึงเมื่อวานนี้เป็อย่างดี
“แสดงว่าหลิวเย่ต้องมีหน้าที่จัดการกับพวกคนร้ายพวกนั้นแน่ๆ”
หลังจากวิ่งรอบสนาม10 รอบแล้ว
พอซ่งเย่จะไปฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้“ซาเซิน” เธอรู้สึกเหงาๆที่ไม่มีคู่ซ้อมที่ดีแบบหลิวเย่
ดังนั้นเช้านี้ซ่งเย่จึงกลับมาถึงวิลล่าซิงฝูเวลา06.00 น.พอดี
“คุณหนูจะรับอาหารเช้าเลยไหมคะ?”แม่ครัวหลี่เดินออกมาพบกับซ่งเย่ที่หน้าวิลล่าพอดีจึงถามเธอขึ้นมา
“คนอื่นล่ะ?”ซ่งเย่ถามถึงสมาชิกครอบครัวคนอื่นโดยตรง
“น่าจะยังไม่ตื่นค่ะ”แม่ครัวหลี่ตอบอย่างไม่มั่นใจ
“เข้าใจแล้วรอทานพร้อมทุกคนค่ะ” ซ่งเย่พยักหน้ารับรู้และบอกกับแม่ครัวหลี่ตามตรง
จากนั้นเธอเดินขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินตรงไปที่ห้องปฏิบัติการหลังวิลล่า
ซ่งเย่้าผลิตอาวุธบางอย่างเพราะบ่ายวันนี้เธอและยายจะไปร่วมงานนิทรรศการภาพศิลป์
เธออาจจะได้ใช้มันเพื่อปกป้องคุณยายของตนเอง
สำหรับคุณตาที่นอนป่วยอยู่โรงพยาบาลนั้นหลิวเย่บอกว่าจะส่งคนไปเฝ้าอารักขาให้เอง
“เย่เอ๋อร์มาทานอาหารเช้าได้แล้วจ้ะ” เส้าม่านเอ๋อส่งเสียงเรียกลูกสาวอยู่หน้าห้องปฏิบัติการ
“ค่ะ”
ซ่งเย่ขานรับเมื่อผลิตอาวุธที่เป็ปืนเข็มซึ่งบรรจุเข็มขนาดใหญ่กว่าปกติ5 เท่า
ซึ่งเข็มเ่าั้ล้วนอาบยาพิษที่เธอคิดค้นขึ้นเองจากการทดลองทางเคมี
ปืนเข็มของเธอมีขนาดเล็กแค่2 เิเ * 10 เิเ * 3 เิเ บรรจุเข็มได้มาถึง 500 เล่ม
มีปุ่มขนาดเหมาะมือที่ตรงกลางสามารถยิงได้ไกลถึง200 เมตรอย่างสบายๆ
เธอตั้งใจเอาไว้ใช้กับศัตรูที่อยู่ระยะไกล
ส่วนศัตรูที่อยู่ระยะใกล้นั้นเธอสามารถจัดการได้หลายคนในคราวเดียว
เวลานี้ซ่งเย่จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำปืนเข็มเรียบร้อยแล้ว
เธอจึงออกมาทานอาหารเช้ากับครอบครัว
เมื่อซ่งเย่ทานอิ่มแล้วเธอบอกกับครอบครัวโดยตรงว่า“หนูไปทำงานก่อนนะคะ”
จากนั้นซ่งเย่ลุกเดินตรงกลับไปยังห้องปฏิบัติการ
“เย่เอ๋อร์คงจะไม่ลืมว่ามีนัดตอนบ่ายหรอกนะ”ม่อฮวาอึ้งเล็กน้อยก่อนพึมพำเบาๆ
“เย่เอ๋อร์รับปากแล้วเธอไม่ลืมแน่นอนค่ะคุณแม่” เส้าม่านเอ๋อปลอบใจแม่ตนเองที่ทำหน้ากระอักกระอ่วนใจ
“หวังว่าจะไม่ลืม”ม่อฮวาถอนหายใจเล็กน้อยกับพฤติกรรมของหลานสาว
เธอพยายามทำความเข้าใจซ่งเย่แต่บางครั้งก็เหมือนกับไม่เข้าใจหลานสาวตนเอง
ซ่งเย่ตั้งใจทำปืนเข็มของตัวเองและเสร็จทันก่อนเวลา11.00 น.
จากนั้นเธอไปอาบน้ำแต่งตัวชุดใหม่เป็เสื้อยืดสีชมพูสดใสและกางเกงยีนส์
ซึ่งชุดของเธอทั้งหมดนั้นมีพ่อและแม่เป็คนซื้อมาให้จากร้านเดิมที่พ่อเคยพาไปที่ห้างสรรพสินค้ายูนิตี้
“โอ้! น่ารักจริงๆหลานยายยายนึกว่าหนูจะลืมนัดของเราเสียแล้ว”
ม่อฮวายิ้มกว้างอย่างพอใจที่เห็นว่าหลานสาวตนเองพร้อมเดินทางแล้ว
“ทานอาหารรองท้องก่อนดีไหมคะ? เย่เอ๋อร์ คุณแม่” เส้าม่านเอ๋อเตือนแม่และลูกสาวตนเองอย่างห่วงใย
“ตกลง”ม่อฮวาพยักหน้าเห็นด้วย
“พ่อไม่ไปด้วยหรือคะ?”ซ่งเย่หันหน้ามาถามพ่อตนเองเมื่อมองเห็นเขาใส่ชุดอยู่บ้านเหมือนเดิม
“ไม่หรอกลูก พ่อเตรียมเอกสารบางอย่างสำหรับบริษัทของเราอยู่น่ะ”ซ่งซ่านจิงบอกลูกสาวตามตรง
ส่วนเส้าม่านเอ๋อก็ไม่ไปร่วมงานนิทรรศการภาพศิลป์เช่นกัน
เพราะเธอมีแผนบางอย่างสำหรับการปรับปรุงบ้าน
..........
เวลา 12.50 น. ณหอศิลป์เมืองกรีน
อาคารทันสมัยสูงสามชั้นและมีชั้นใต้ดินสองชั้น
้ามีพื้นที่โล่งชั้น1 และชั้น 2 ไว้สำหรับจัดแสดงนิทรรศการภาพเขียนและงานศิลปะ
ส่วนชั้นสามครึ่งหนึ่งเป็ห้องประชุมและห้องรับรองแขกคนสำคัญอีกครึ่งหนึ่งเป็สำนักงานของเ้าหน้าที่หอศิลป์
ชั้นใต้ดินสองชั้นเป็ที่จอดรถได้มาถึง500 คัน
และมีลานกว้างโล่งหน้าอาคารหอศิลป์ที่สามารถจอดรถยนต์ได้อีก500 คัน
“ลุงโจวจอดรถลานด้านหน้านะคะ”ซ่งเย่ที่ได้แฮ็คโครงสร้างผังอาคารหอศิลป์มาก่อนแล้ว
เธอบอกกับลุงโจวโดยตรงเนื่องจากชั้นใต้ดินเป็พื้นที่สุ่มเสี่ยงมากเกินไป!
และเธอไม่ได้กังวลกับสไนเปอร์นักแม่นปืนระยะไกลแต่อย่างใด
ยกเว้นว่าพวกเขาจะยิงระยะไกลกว่า200 เมตรซึ่งเกินขีดจำกัดของปืนเข็มตนเอง
เมื่อซ่งเย่และยายก้าวลงจากรถยนต์
ซ่งเย่ไม่พบความผิดปกติใดๆรอบบริเวณลานจอดรถและหน้าอาคารหอศิลป์
แต่เธอไม่ได้ลดความระมัดระวังตัวเองลง
“วันนี้มีตำรวจเฝ้าระวังเหตุเยอะจริงๆ”
ยายม่อฮวาพยักหน้าอย่างพึงพอใจกับการเฝ้าระวังเหตุของตำรวจเมืองกรีน
เมื่อซ่งเย่เดินใกล้ถึงหน้าอาคารหอศิลป์พลันเหลือบมองเห็นซูฉีใส่ชุดเดรสแขนกุดสีฟ้าสดใสยืนรออยู่หน้าอาคาร
“ซ่งเย่ ฉันอยู่นี่”ซูฉีโบกมือให้ซ่งเย่ด้วยความตื่นเต้นยินดี
“ซูฉี นี่คุณยายจ้ะ”ซ่งเย่แนะนำเพื่อนสนิทของตนเองกับคุณยาย
“สวัสดีจ้ะหนูซูฉี” ม่อฮวาพยักหน้ารับรู้ว่าที่แท้คนที่หลานสาวเอาบัตรไปให้คงเป็สาวน้อยน่ารักคนนี้
“พวกเราเข้าไปข้างในกันดีกว่านะคะ”
ซูฉีเอ่ยชวนทุกคนเข้าไปข้างในเนื่องจากด้านนอกมีคนเดินทางเข้ามามากจนทางเดินแ่าคับแคบถนัดตา
ทั้งสามคนยื่นบัตรให้กับเ้าหน้าที่หน้าประตูเพื่อสแกนตรวจสอบความถูกต้อง
ก่อนที่จะพากันเดินเข้าไปเมื่อบัตรเชิญผ่านการตรวจสอบเรียบร้อย
“มาทางนี้สิจ๊ะยายจะพาไปหาเพื่อนของยาย” ม่อฮวาจับมือของซ่งเย่ที่ยอมให้ยายตนเองจับแต่โดยดี
ม่อฮวายิ้มกว้างอย่างอบอุ่นใจที่หลานสาวยอมให้เธอจับมือและจูงมือเธอไปทางด้านหลังของอาคาร
ซ่งเย่หันหน้ามาสบตากับซูฉีเป็เชิงให้เธอตามมาด้วย
ซูฉียิ้มรับเล็กน้อยและเดินตามยายหลานอย่างรวดเร็ว
ม่อฮวาได้นัดหมายกับเพื่อนตนเองไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ฮวาเอ๋อร์มาแล้วหรือครับ?”
ชายชราถังซิ่วถามม่อฮวาอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นเธอเดินตรงมายังตนเอง
ที่เวลานี้เขากำลังจัดแจงตำแหน่งของภาพวาดอยู่
เมื่อเขาเหลือบมองเด็กสาวสวยทางด้านหลังม่อฮวาพลันตื่นตะลึงทันใด
“นี่คือหลานสาวของฮวาเอ๋อร์หรือครับ?” ถังซิ่วชี้นิ้วไปทางซ่งเย่และถามม่อฮวาอย่างไม่เชื่อสายตา
“ใช่น่ะสิทำไมหรือคะ?”ม่อฮวาถามอย่างแปลกใจกับท่าทีของเพื่อนชายตนเอง
“นี่คือลูกศิษย์ที่ผมเคยเล่าให้คุณฟังยังไงล่ะ?”
ถังซิ่วรู้สึกว่าเป็เหตุบังเอิญที่ซ่งเย่เป็หลานสาวของเพื่อนสาวตนเอง
“ฮิฮิ คุณหมดสิทธิ์ที่จะรับเธอเป็ลูกศิษย์แล้วฉันจะสอนหลานสาวเอง” ม่อฮวาออกอาการหวงซ่งเย่ทันที
เวลานี้ทั้งซ่งเย่และซูฉีต่างมองหน้ากันและแสดงความแปลกใจกับท่าทีของคู่เพื่อนซี้ของยายและอาจารย์ถัง
“โอ๊ะ! พวกเราลืมเด็กน้อยที่น่ารักทั้งสองคนไปได้อย่างไร?”ถังซิ่วพูดขึ้นเมื่อนึกได้ว่ายังมีเด็กสาวอยู่ด้วยอีกสองคน
“ซูฉีจ้ะนี่อาจารย์ถัง จิตรกรระดับประเทศ” ซ่งเย่ทำหน้าที่แนะนำอาจารย์ถังกับเพื่อนตนเอง
“อาจารย์อาจารย์ถังจริงหรือคะ หนูชื่นชมผลงานของอาจารย์มานานแล้ว หนูขอลายเซ็นได้ไหมคะ?”
ซูฉีตาเป็ประกายตื่นเต้นและก้มลงหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กพร้อมปากกาออกจากกระเป๋าถือสะพายข้างใบเล็กทันที
“อื้อฮือ! ไม่คิดว่าจะเจอแฟนคลับเข้าให้”อาจารย์ตอบกลับอย่างอารมณ์ดีและเซ็นชื่อให้กับซูฉีอย่างเป็กันเอง
“ขอบคุณค่ะอาจารย์ถัง”ซูฉียิ้มปลาบปลื้มพลางยกลายเซ็นของอาจารย์ถังอวดอ้างกับซ่งเย่อย่างมีความสุข
“ชอบวาดรูปหรือครับ?”อาจารย์ถังรู้สึกเอ็นดูซูฉีจึงเอ่ยถามอย่างใจดี
“ใช่ค่ะอาจารย์ชอบมากๆ” ซูฉีพยักหน้ารัวๆอย่างตื่นเต้นปนคาดหวัง
“มาเป็ลูกศิษย์ของผมสิ”
อาจารย์ถังเหล่ตามองซ่งเย่อย่างเสียดายแต่เขาตัดสินใจเลือกสาวน้อยตรงหน้าที่ดูมั่นคงจริงจังแทน
“จริงหรือคะอาจารย์?” ซูฉีตาโตลุกวาวอย่างตื่นเต้นยินดี
“ใช่ครับ”อาจารย์ถังพยักหน้ายืนยันอีกครั้ง
“ขอบคุณค่ะอาจารย์ถัง”ซูฉีโค้งคำนับขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่าจนเรียกเสียงหัวเราะชอบใจจากทุกคน
ยกเว้นซ่งเย่ที่เธอแค่มีแววตาทอประกายยินดีกับเพื่อนสนิทของตนเอง
หลังจากนั้นทั้งสี่คนเดินเข้าร่วมงานเมื่อนายกเทศมนตรีทำพิธีเปิดงานนิทรรศการเรียบร้อยแล้ว
“ทำไมไม่เข้าไปร่วมงานล่ะ?” ม่อฮวาถามถังซิ่วอย่างแปลกใจ
“เ้านายไม่ให้เข้าร่วมงานน่ะบอกว่าอาจมีเหตุร้ายเกิดขึ้นได้” ถังซิ่วกระซิบบอกกับเพื่อนตนเองเบาๆ
ซ่งเย่หรี่ตามองไปในทิศทางหนึ่งเมื่อได้ยินคำพูดของถังซิ่ว
เธอสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างของมุมห้องที่จัดนิทรรศการบนชั้นสอง
“คุณยายอาจารย์ถัง ซูฉีเดี๋ยวมานะคะ”ซ่งเย่พูดอย่างรีบร้อนและเดินตรงไปที่บันไดทางขึ้นไปชั้นสอง
เมื่อซ่งเย่เห็นจังหวะที่คนร้ายชายคนหนึ่งกำลังเล็งปืนขนาดเล็กตรงไปที่ชั้นล่าง
เป้าหมายคืออาจารย์ถังซิ่วที่ยืนพูดคุยอยู่กับนายกเทศมนตรี
และอยู่ห่างจากยายของเธอไม่ไกล
ซ่งเย่เดินไปในมุมอับจากกล้องวงจรปิดและเล็งปืนเข็มไปที่คนร้ายที่กำลังเหนี่ยวไกอย่างรวดเร็ว
“ฟิ้ว ตุ๊บ”
ปืนเข็มของซ่งเย่ยิงเจาะเข้าที่ขมับซ้ายของคนร้ายและคนร้ายล้มลงตายทันที
โชคดีที่ชั้นสองยังไม่เปิดให้คนมาชมนิทรรศการในเวลานี้จึงไม่มีผู้คนเดินพลุกพล่านแต่อย่างใด
ขณะที่ซ่งเย่กำลังเดินไปจัดการกับศพของคนร้ายเพราะเธอไม่้าสร้างความแตกตื่นให้กับฝูงชน
แต่บังเอิญมีตำรวจสองคนที่เดินตรวจตราชั้นสองมาพบกับศพคนร้ายนอนตายถือปืนอยู่
พวกเขาส่งสัญญาณแจ้งตำรวจคนอื่นๆ
เกิดความโกลาหลเล็กน้อยบนชั้นสองเมื่อตำรวจปิดกั้นสถานที่เกิดเหตุและเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
ตำรวจนำไม้อัดและวัสดุทึบมากั้นรอบบริเวณที่เกิดเหตุพร้อมติดป้าย“กำลังปรับปรุง”
ซ่งเย่ที่มองเห็นการกระทำของพวกเขาพลันพยักหน้าอย่างชื่นชมที่ไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายมากไปกว่านี้“ใช้ได้”
จากนั้นเธอเดินลงบันไดกลับไปหายายและซูฉี
“เย่เอ๋อร์อีกครู่หนึ่งยายจะพาหลานไปชมภาพๆหนึ่งบนชั้นสองนะจ๊ะ”
ซ่งเย่ตัวแข็งทื่อครู่หนึ่งพลางนึกอย่างกังวลใจว่าตำรวจจะจัดการศพคนร้ายเรียบร้อยแล้วหรือยัง
เวลานี้มีเสียงสนทนาแลกเปลี่ยนดังขึ้นบริเวณมุมหนึ่งของชั้นล่างที่จัดนิทรรศการ
“นี่เป็ภาพของจิตรกรคนไหนกัน?สวยงามแปลกตาจริงๆ” ชายวัยกลางคนชื่นชมภาพห้วงอวกาศของซ่งเย่
หญิงชราอีกคนพูดแสดงความคิดเห็นว่า“ภาพนี้สื่อถึงอะไรกันแน่นะ?”
ชายชราคนหนึ่งพูดอย่างสบายใจว่า“มันเป็การบ่งบอกถึงอารยธรรมเหนือจินตนาการน่ะสิ”
หญิงวัยกลางคนแสดงข้อสงสัยออกมาว่า“ดูนี่สิ นามของจิตรกรไม่คุ้นตาเลย”
ชายวัยกลางคนสวมแว่นตาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางพูดว่า“ดูเหมือนเป็จิตรกรที่พวกเราไม่รู้จัก”
คนทั้งห้าเป็คณะกรรมการของสำนักงานศิลปกรรมแห่งชาติที่มาร่วมงานนิทรรศการภาพศิลป์ในเมืองกรีน
พวกเขาต่างแปลกใจที่พบภาพวาดสวยงามแปลกตาแต่ไม่รู้จักจิตรกรที่วาดภาพนี้เลย
ถังซิ่วและม่อฮวาสบตากันครู่หนึ่งก่อนชวนกันไปชมภาพที่มีหลายคนกำลังวิจารณ์กันอยู่ด้วยความสงสัย
ซ่งเย่พลันทำสีหน้าแปลกประหลาดเมื่อพบว่าเป็ภาพวาดของตนเอง
“โอ๊ะ! ภาพวาดนี้เอง”
ยายม่อฮวายิ้มกว้างอย่างเข้าใจและประหลาดใจที่คณะกรรมการจัดงานนำภาพของซ่งเย่มาจัดวางไว้ในตำแหน่งนี้