วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ล่วงเข้าสู่วันที่ห้าแล้ว หญิงสาวในชุดกระโปรงสีชมพูปักลายดอกไม้เล็กๆ เพิ่มความอ่อนหวาน นางมั่นใจว่าคนที่นาง้าพบหน้านั้นกำลัง ‘หลบหน้า’
นางควรรู้สึกอย่างไรดี เ้าของบ้านต้องออกไปอยู่ด้านนอก ส่วนนางผู้มาอาศัยกลับนอนเอกเขนกอยู่ในเรือนที่สภาพที่พอซุกหัวนอนได้ หลังจากสำรวจดูที่ต้องซ่อมแซมแล้ว นางจึงถือสิทธิ์ที่พ่อบ้านหันซูอนุญาตให้นางเรียกใช้บ่าวไพร่ได้ เรียกคนมาโยกย้ายเครื่องเรือนและซ่อมหลังคาที่มีรอยรั่ว แม้เป็ต้นฤดูร้อน ทว่าหากมีพายุเข้าก็คงลำบากไม่น้อย เื่เหล่านี้ไม่ควรนิ่งนอนใจ ในเมื่อไม่มีอะไรให้ทำนางไม่ลังเลที่จะทำ หญิงสาวจึงเรียกบ่าวรับใช้มาจัดการซ่อมแซมหลังคา อะไรที่รกหูรกตานางก็ชี้นิ้วสั่งการให้บ่าวไพร่ทำ สิ่งไหนไม่ถูกใจ นางก็ลุกขึ้นทำด้วยตัวเอง
จากวันแรกๆ ที่สวมอาภรณ์ถักทอด้วยไหมงดงามเพื่อรอพบท่านราชครู แต่เขาไม่ปรากฏกายเสียที หลายวันเข้าการแต่งตัวรอเก้อทำให้นางหงุดหงิด จนวันนี้นางสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายธรรมดา เกล้าผมอย่างเรียบง่ายไม่ได้สวมเครื่องประดับมากมาย นางพาดบันไดพิงต้นสาลี่แล้วปีนขึ้นไป
“แม่นางเหอ!”
“ว้าย!”
หญิงสาวใเสียงเรียกเหยียบบันไดพลาด แต่ยังดีที่มือไม้ว่องไวคว้าบันไดไว้ได้ทัน นางสงบสติระงับความตื่นเต้นได้แล้วก็หันไปทำตาดุใส่คนที่เรียกนาง
“พ่อบ้านหันซู!”
“แม่นางเหอ ท่านอย่าคิดสั้น” หันซูทำหน้าตาตื่นรีบยื่นมือไปจับขาหญิงสาวไว้
“เ้า! อย่ามาถูกตัวข้านะ!”
“ข้าน้อยไม่ปล่อยขอรับ! แม่นางเหออย่าทำร้ายตัวเองเช่นนี้!”
“ทำร้ายตัวเองอันใด ข้าแค่จะปีนขึ้นไปตัดกิ่งสาลี่”
“หา...”
“เ้าบ้า! ปล่อยขาข้าเดี๋ยวนี้นะ”
ด้วยไม่ทันระวังตัว และเพิ่งนึกได้ว่าตนเองยื้อยึดขาสตรีอยู่จึงรีบปล่อยมือ เป็จังหวะเดียวกับที่หญิงสาวสะบัดปลายเท้าทำให้หันซูผงะเสียหลังหงายหลังแบบไม่มีใครช่วย ครั้งจะใช้วรยุทธ์ก็นึกได้อีกว่านายท่านสั่งมิให้เปิดเผยตัวจึงจำยอมให้ตัวเองหงายหลังล้มตึงอย่างน่าอับอาย
“พ่อบ้านเป็อะไรหรือไม่” หญิงสาวรีบก้าวลงจากบันได บ่าวไพร่ที่อยู่ใกล้รีบเข้ามาประคองให้ลุกขึ้น และปัดเศษใบไม้ออกจากร่างของพ่อบ้าน
“แม่นางเหอไม่ได้คิดสั้นแน่นะขอรับ” หันซูอับอาย แต่ก็พยายามคิดถึงคำสั่งของนายท่านที่ต้องทำอย่างเคร่งครัด
“ไม่” นางยืนยันด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าไม่มีความจำเป็ต้องฆ่าตัวตาย”
“นั้นสิขอรับ บ่าวช่างโง่เขลายิ่งนัก” หันซูหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อ “ไม่ทราบแม่นางเหอทำสิ่งใดหรือขอรับ”
“ข้าอยู่ว่างไม่มีอะไรทำ เห็นต้นสาลี่ก็เลยคิดว่าจะขึ้นไปตัดแต่งกิ่งเสียหน่อย จะได้ออกดอกออกผลดี”
“อ้อ...”
“อ้ออะไรของเ้า” นางขึงตาใส่ แล้วถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย “ได้ยินว่าหลังรัชทายาทขึ้นครองราชเป็ฮ่องเต้ก็ไม่ทรงโปรดท่านราชครูอีก คงเป็ความจริงสินะ”
“เอ่อ...”
“ดูจากสภาพความเป็อยู่แล้วก็เป็คำตอบที่ดีที่สุด” นางยังคงพูดเองเออเอง แล้วหันมาจ้องหน้าพ่อบ้านหนุ่ม “แต่ถึงอย่างไรก็มิใช่อยู่ซอมซ่อเช่นนี้”
“เป็ข้าน้อยที่บกพร่องเองขอรับ”
“ถูกแล้ว เป็ความผิดของเ้า” นางเบ้ปากใส่ แล้วถอนหายใจอีกรอบ “ข้ารู้ว่าท่านราชครูไม่อยากพบหน้าข้า แต่เขาเป็เ้าบ้าน ไม่จำเป็ต้องหลบซ่อนอยู่บนเขาเช่นนั้น ต่อให้บอกว่าแช่น้ำพุร้อนรักษาาแอย่างไรก็คงไม่นานขนาดนี้ เอาเป็ว่าเ้าเชิญท่านราชครูกลับมาเถิด ข้าต้องคุยกับเขา”
“ขอรับ”
“อืม แล้วข้าก็จำได้ว่าพูดไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ต้องพูดกับเ้าอีกหน เรียกข้าว่าเยว่ซินก็พอ ไม่ต้องเรียกแม่นางเหอ ฟังแล้วรำคาญหู”
“ขะ...ขอรับ ทราบแล้วแม่นางเยว่ซิน”
เอาเข้าไป ...
“ยังจะยืนบื้ออะไรอยู่ ไปเชิญท่านราชครูกลับมาได้แล้ว”
“ขอรับ” หันซูรับคำสั่งแล้วรีบเดินลิ่วๆ ออกไป แปลกใจที่ตัวเองต้องทำตามคำสั่งนาง และแปลกใจยิ่งกว่าว่ากิริยาท่าทางเช่นนี้ นี่นางเป็คณิกาอันดับหนึ่งจริงๆ หรือ? ช่างเหมือนอันธพาลโดยแท้
เยว่ซินกลอกตามองบน ช่างน่าสงสารท่านราชครูเสียจริง รับเคราะห์แทนฮ่องเต้จนตัวเองาเ็สาหัส แต่ต้องถูกขับออกมาอยู่หมู่บ้านเล็กๆ ทุรกันดาร ห่างไกลเมืองหลวงเป็พันลี้ ความเป็อยู่ก็สุดแสนน่าเวทนา นี่นางคิดถูกหรือผิดที่ยอมเดินทางไกลมาถึงที่นี่
ช่างเถอะ เพื่อ ‘เหอเยว่ซิน’ แล้ว เื่แค่นี้ไม่นับว่านักหนาอะไร
หญิงสาวหมดอารมณ์จะตัดแต่งกิ่งสาลี่ นางปัดมือไปมาแล้วมองเลยไปยังูเาลูกโตที่อยู่ด้านหลังแนวกำแพงผุพัง ได้ยินว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้มีดีแค่น้ำพุร้อนสำหรับบำบัดรักษาโรค นางไม่มีความรู้เื่พวกนี้ ไม่รู้ว่าเป็ความจริงกี่ส่วนกัน แต่นางมั่นใจว่า หากท่านราชครูแช่น้ำพุร้อนนานขนาดนี้ิัคงเปื่อยยุ่ยไปแล้ว
“แม่นางเหอ ...เอ่อ ..แม่นางเย่วซินจะไปไหนหรือขอรับ” บ่าวรับใช้เอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงสาวก้าวเร็วๆ ออกไปจากบริเวณเรือนของตนเอง
“แค่เดินเล่น ไม่ต้องตามมา”
นางตอบห้วนๆ โบกมือโบไม้เป็เชิงไล่ แล้วเดินออกทางประตูด้านหลัง นางเคยเดินมาสำรวจบริเวณนี้แล้ว หากไม่มีหญ้าขึ้นรกปกคลุมคงไม่มีผู้ใดรู้ว่าแนวกำแพงพังไปครึ่งหนึ่ง จะซอมแซมจุดนี้ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย และนางจะทำอะไรโดยไม่บอกเ้าของบ้านคงไม่ดีแน่
เพียงพ้นสายตาของบ่าวรับใช้ เ้าของร่างเพรียวบางก็ผ่อนคลายมากขึ้น การเดินป่าขึ้นเขาเป็เื่ที่ ‘เหอเยว่ซิน’ ไม่มีวันทำแน่นอน แต่สำหรับ ‘เซียงเยว่ซิน’ นี่คือสิ่งที่โปรดปรานนัก นางเป็เด็กกำพร้าั้แ่อายุเพียงสิบปี บิดามารดาและพี่ชายคนรองตายไปเพราะกลุ่มทหารพ่ายทัพ เหลือเพียงนางที่รอดชีวิตอยู่ ผลักดันให้ต้องเอาตัวรอด จำต้องลักเล็กขโมยน้อยเพียงเลี้ยงชีพ ใช้ชีวิตเช่นนี้จนอายุสิบสี่ บังเอิญได้พบกับ ‘เหอเยว่ซิน’ ซึ่งถูกเลี้ยงดูเพื่อเป็คณิกาอันดับหนึ่ง นางขายศิลปะไม่ขายเรือนร่าง กิริยาอ่อนช้อยงดงาม เชี่ยวชาญผีผาและดีดพิณ ร่ายรำและเขียนอักษร ซึ่งตรงข้ามกับนางทุกอย่าง
‘ข้ากับเ้าชื่อเดียวกันเลย’ เหอเยว่ซินเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน คราวนั้นได้พบกันเพราะเหอเย่ว ซินมาไหว้พระขอพร ส่วนนางมาอาศัยกินข้าวที่โรงทาน ด้วยความอยากเห็นหญิงงามจึงโผล่เข้าไปดู วันนั้นมีคนมาไหว้ขอพรมากพอควร ธูปเกือบถูกใบหน้าของเหอเยว่ซินแล้ว หากไม่เพราะเซียงเยว่ซินยื่นมือไปกันไว้ได้ทัน มิเช่นนั้นใบหน้างดงามคงเป็แผล นางเองก็ไม่รู้ว่าทำไมยอมเจ็บแทนผู้อื่น หรือเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายใบหน้างดงามน่ารัก หากต้องเป็แผลคงน่าเสียดาย ส่วนนางนั้นผิวหนาหยาบกร้าน เื่แค่นี้ไม่นับว่าเื่ใหญ่อันใด แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ทั้งสองได้พบกันบ่อยๆ และนับเป็สหาย
ถูกแล้ว นางไม่ใช่ ‘เหอเยว่ซิน’หญิงคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองหลวง นางคือหัวขโมยสาวที่ใครๆ รู้จักในนาม ‘เยว่ซิน’ และน้อยคนนักที่จะรู้แซ่ของนาง
มุมปากของหญิงสาวยกยิ้มจนกลายเป็รอยยิ้มกว้าง
แม้เหอเยว่ซินเป็หญิงคณิกา แต่เป็อี้จี้ที่ขายศิลปะไม่ขายเรือนร่าง นางมีคนรัก แต่เมื่อได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ให้เป็เครื่องบรรณาการมอบให้ท่านราชครูที่ถูกส่งมาอยู่ไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ นางจึงเสนอความคิดเปลี่ยนตัว ยินยอมเป็เครื่องบรรณาการเสียเอง เพื่อให้เหอเยว่ซินได้หลบหนี้ไปใช้ชีวิตกับคนรัก นางมั่นใจว่าตนเองสามารถเจรจาต่อรองกับท่านราชครูได้ เขาต้องเข้าใจเหตุผลที่นางสลับตัวกับเหอเยว่ซิน ยอมรับเื่ที่เกิดขึ้นแน่นอน
หากเขาจะเลิกหลบหน้านางเสียทีนะ.