หย่งตงหลงชะงัก ก่อนจะก้มศีรษะลงด้วยความลนลาน “กระหม่อมมิได้หมายเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่เกรงว่า..”
“เกรงว่าอะไร?” หย่งจงจิ้งสวนกลับ “เกรงว่าเขาจะชนะศึกอีกครั้งและยิ่งใหญ่กว่าเดิมงั้นหรือ?”
ความจริงถูกแทงเข้ากลางใจ องค์ชายใหญ่กำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
“ปล่อยให้เขาสยบพวกมันส่วนใหญ่ให้ได้เสียก่อน แล้วเราค่อยสร้างความลำบากให้กับเขา เมื่อเซียวหลิงเจาพ่ายแพ้กลับมา คนที่จะกลับไปเก็บกวาดชนเผ่าที่เหลือรอดและกุมชัยชนะกลับมาให้แคว้นฉู่ย่อมต้องเป็เ้า!”
น้ำเสียงฮ่องเต้เรียบง่ายราวกับกำลังพูดถึงเื่ดินฟ้าอากาศ แต่ความโเี้ในคำพูดนั้นกลับทำให้ห้องทั้งห้องเย็นวาบ
หย่งตงหลงโอรสผู้หลงอำนาจฉีกยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นคำนับ “เสด็จพ่อทรงพระปรีชายิ่งนัก!”
ครู่หนึ่งเขาก็กลับมาขมวดคิ้วอีกครั้ง ในดวงตาคล้ายยังมีไฟแค้นที่คุกรุ่นอยู่ไม่จาง
“ถึงอย่างนั้น กระหม่อมก็ยังรู้สึกว่าเซียวหลิงเจายังได้ประโยชน์มากเกินไปพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ยเสียงขุ่น “ถึงจะปลดออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ได้ในภายหลัง แต่เมืองเป่ยที่เสด็จพ่อพระราชทานให้นั้น ก็ยังเป็ถึงตำแหน่งเ้าเมืองอยู่ดี!”
หย่งจงจิ้งเหลือบพระเนตรมองโอรสอย่างเฉื่อยชา
“เ้ากล่าวเช่นนี้แสดงว่าเ้ายังมองไม่ทะลุจริง ๆ”
องค์ชายใหญ่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ทันได้ถาม ฮ่องเต้ก็ตรัสต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนหนาวเยือก
“ประการแรก..เขาต้องมีชีวิตรอดกลับมาจากศึกตะวันออกให้ได้ก่อน… จึงจะมีสิทธิ์ไปเป็เ้าเมืองเป่ยได้มิใช่หรือ?”
คำพูดนั้นทำให้องค์ชายใหญ่ถึงกับนิ่งงันไป
“ศึกตะวันออกหาใช่เื่ง่าย หากเขาตายกลางสนามรบ เื่ทั้งหมดก็จบ หากเขารอด…ก็ยังไม่ต่างจากถูกลงทัณฑ์ครั้งใหญ่” หย่งจงจิ้งหันกลับมามองโอรสอย่างใจเย็น
“จากแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉู่ กลายเป็เพียงเ้าเมืองชายแดนกันดาร เมืองที่พังพินาศจากา มีผู้คนเหลืออยู่ไม่ถึงร้อยครัวเรือน เมืองเป่ยนั้น… ต่อให้มอบให้ผู้ใด ก็เทียบได้กับการเนรเทศอย่างไม่เป็ทางการอยู่แล้ว”
องค์ชายใหญ่ขบกรามแน่น “แต่มันยังไม่ตายพ่ะย่ะค่ะ!”
“ตายด้วยดาบศึก กับตายด้วยดาบของผู้ปกครอง…ผลลัพธ์ต่างกันมากนัก” ฮ่องเต้ตรัสเสียงเย็นเยียบ “หากข้าสังหารเขาด้วยตัวเอง ต่อให้ปิดข่าวแค่ไหน ประชาชนก็ย่อมมองว่าราชวงศ์เนรคุณ”
ลมหายใจของหย่งจงจิ้งพ่นออกมาอย่างเชื่องช้า
“สกุลเซียวรับใช้แผ่นดินฉู่มาหลายรุ่น เืของพวกเขาไหลอาบพรมแดนทุกทิศ หากสังหารเซียวหลิงเจาด้วยข้อหาจากข่าวลือ… ย่อมกระทบชื่อเสียงราชวงศ์โดยไม่จำเป็”
องค์ชายใหญ่พยักหน้าเข้าใจเหตุผลมากขึ้น
“แม้เขาจะยังหายใจอยู่ ก็ไร้กำลังและอำนาจในมือ อีกไม่นานผู้คนก็จะหลงลืมสกุลเซียวไปเอง..เสด็จพ่อทรงมองการณ์ไกลจริง ๆพ่ะย่ะค่ะ เมืองเป่ย…ที่แท้ก็เป็คุกที่มีเพียงผนังลมกับฝุ่นทราย”
“นั่นแหละเ้าเมืองที่เซียวหลิงเจากำลังปรารถนาจะเป็” ฮ่องเต้ตรัสเย้ยเบา ๆ
……….
รถม้าของเซียวหลิงเจาแล่นออกจากประตูวังหลวงอย่างเงียบงัน แต่บรรยากาศภายในกลับขึงตึงราวกับเส้นพิณใกล้ขาด
แม่ทัพหนุ่มนั่งนิ่ง ไม่เอ่ยปากเื่ใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ มีเพียงแววตาที่เ็าและแฝงประกายอันตรายแ่ ๆ
ไม่นานนัก รถม้าก็ชะลอลงเมื่อผ่านถนนข้างตลาด ท่ามกลางฝูงชนที่เดินขวักไขว่พลันมีสิ่งหนึ่งสะดุดสายตาเขา
บุรุษผู้หนึ่งเดินจูงมือบุตรสาววัยเยาว์เดินสวนทางไป บนตัวเขาสวมเสื้อทอที่ตัดเย็บจากผ้าต่วนสีน้ำเงินเข้ม บริเวณคอปักลวดลายด้วยด้ายสีดำแบบเดียวกับที่เขาใส่ เพียงแต่เสื้อผ้าของชายผู้นั้นเก่าจนสีซีดไปแล้ว
เซียวหลิงเจาหรี่ตาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใส่ใจ
แต่เมื่อรถม้าเลี้ยวผ่านหัวมุมถนนไปอีกไม่ไกล บุรุษอีกคนกลับสวมเสื้อคลุมสีดำขลิบขาวที่คุ้นตายิ่งกว่า และที่แขนเสื้อมีรอยขาดบริเวณเหนือข้อศอกอีกหนึ่งรอย
เขาจำได้ในทันที ไม่ว่าจะลายปักหรือรูปแบบสีสันของชุด ยังมีรอยขาดที่เกิดจากลูกธนูเมื่อหลายเดือนก่อน นั่นมันชุดของเขาแน่ๆ!!
คราวนี้ดวงตาของแม่ทัพเหล็กวาบขึ้น ราวกับไฟถูกจุดจากเชื้อเก่าที่เพิ่งถูกโยนฟืนลงไปเพิ่ม
หยางเหวินที่นั่งด้านนอกกลับมองเห็นบุรุษอีกคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามสวมชุดสีงาช้างของเ้านาย เขาตาโตก่อนจะสบถเสียงต่ำ
“บัดซบ! นั่นมัน..นั่นมันชุดของท่านแม่ทัพชัด ๆ! ไอ้พวกขโมย… เดี๋ยวข้าจะลงไปลากคอมันมาตัดหัวให้หมด!”
เขาขยับจะะโลงจากรถม้า แต่เสียงทุ้มเย็นของเซียวหลิงเจาก็เอ่ยขึ้นทันที
“หยุด”
หยางเหวินชะงัก
“แต่ว่าท่านแม่ทัพ! จะให้ปล่อยไว้หรือขอรับ พวกมันเป็ขโมย! อย่างน้อยก็ให้ข้าได้ลงไปซัดหน้ามันเสียก่อนค่อยลากตัวไปสอบสวน”
“เ้าคิดว่าการรักษาความปลอดภัยของจวนแม่ทัพหละหลวมเพียงนั้นเชียวหรือ? พวกเขาไม่ใช่คนร้ายหรอก”
หยางเหวินทำหน้าไม่เข้าใจสุดขีด “ไม่ใช่คนร้ายได้อย่างไรขอรับ!? เสื้อผ้านั่นเป็ของท่านเห็นๆ”
“คนร้าย…” เซียวหลิงเจาเอ่ยช้า ๆ คล้ายกำลังกลั่นความโกรธที่กำลังเดือดลึกอยู่ใต้ผิว “…คือกวานซูเหยียน”
หยางเหวินถึงกับอ้าปากค้าง
เซียวหลิงเจาหรี่ตา มองบุรุษในชุดผ้าแพรที่เดินผ่านไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ
ภาพค่อย ๆ เชื่อมกันในหัวเขา
วันที่หยางเหวินพาคนไปตรวจสอบเสื้อผ้าที่ส่งไปให้ฮูหยินซัก ผลการตรวจกลับบ่งบอกว่าทุกอย่างปกติดี
ตอนนั้นเขายังสงสัยในเจตนาที่แท้จริงของนาง และยังคิดว่าตนเองคิดมากไปจึงได้ให้พ่อบ้านส่งเสื้อผ้าเก่าไปให้นางซักเพิ่มขึ้นอีก นางจะได้ไม่ว่างมาก่อเื่วุ่นวายอันใด
แต่ตอนนี้…เมื่อเห็นเสื้อผ้าเก่าของตนเองอยู่บนร่างชาวบ้านถึงสามคนติด ๆ กัน ความจริงก็ผุดขึ้นมาราวกับฟ้าผ่า
เสื้อผ้าของเขาถูกขายออกไป!
“น่าตายยิ่งนัก!” เขาขบกรามแน่น “นางถึงขนาดกล้าขายเสื้อผ้าของข้าไปให้ชาวบ้านใส่เดินกันกลางตลาด”
เขาหลับตาเพียงชั่วครู่เพื่อกดอารมณ์ ก่อนจะลืมขึ้นด้วยแววตาเยือกเย็น
“กลับจวน!!”
คำพูดเพียงสองคำ แต่บรรยากาศรอบรถม้าเหมือนจะลดอุณหภูมิลงในพริบตา แม้แต่หยางเหวินที่ปกติใจร้อนก็ยังรู้สึกได้ถึงความโกรธที่แม่ทัพกำลังกักเก็บไว้ และเมื่อแม่ทัพเหล็กไม่ะเิทันที ก็มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่หมายความได้
จะไม่มีใครในจวนสกุลเซียวรอดสายฟ้าฟาดครั้งนี้ไปได้ง่าย ๆ แน่นอน!!
เมื่อรถม้าของเซียวหลิงเจาหยุดลงที่หน้าจวน บ่าวทุกคนที่ได้ยินต่างรีบออกมาต้อนรับ แต่พอเห็นชายร่างสูงที่ก้าวลงมานั้น ทุกคนกลับชะงักค้างราวกับถูกลมหนาวตบหน้า
ท่านแม่ทัพกลับจวนมาพร้อมกับรังสีสังหาร!
ดวงตาคมทมิฬที่มักนิ่งสงบในสนามรบ เวลานี้กลับแสดงความโกรธล้นฟ้า ไอเย็นเยียบแผ่ออกจากร่างจนพื้นอากาศเหมือนแคบลง
เขากระชากดาบออกจากฝัก ก่อนจะเดินดุ่มไปยังท้ายจวนอย่างไม่ฟังคำทักทายของใครแม้แต่ครึ่งลมหายใจ!
ท้ายจวนสกุลเซียว
สาวใช้อุ่นเตียงคนหนึ่งเกิดปวดท้องกะทันหันจึงกลับไปทำธุระที่เรือนตน พอเสร็จธุระแล้วนางก็รีบกลับไปที่เรือนกูหยวนเพื่อไปช่วยฮูหยินน้อยซักผ้าต่อ
นางมองผ่านกำแพงไม้เห็นเงาดำสูงใหญ่ก้าวผ่านไปพร้อมกับดาบในมือ
หัวใจของนางแทบหยุดเต้น!
ใบหน้าของท่านแม่ทัพในตอนนี้… เหมือนปีศาจจากสนามรบกลับชาติมาเกิด ปลายดาบที่เขาถือไว้เฉียงข้างลำตัว ลากไปกับพื้นอย่างตั้งใจ
ลักษณะท่าทางเช่นนี้ไม่ใช่การขู่ แต่คือสัญญาณว่า เอาไม่อยู่แล้ว!
และเมื่อเห็นว่าทิศทางที่เขามุ่งไปคือเรือนกูหยวน เืในกายของนางถึงกับเย็นวาบ
“คุณชายรู้เื่ที่ฮูหยินน้อยแอบเอาผ้าไปขายแล้วแน่เลย! ฮะ..ฮูหยินน้อย…แย่แล้ว…!”
นางหมุนตัวกลับวิ่งสุดแรงเกิด พร้อมกับร้องไห้ไปในใจ หากช้าไปเพียงนิดเดียว ฮูหยินน้อยอาจถูกฟันเป็สองท่อนจริง ๆ!
…
เรือนกูหยวน
กวานซูเหยียนและสาวใช้หลายคนกำลังช่วยกันพับผ้าที่เพิ่งซักเสร็จ กลิ่นน้ำสบู่อ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในเรือน บรรยากาศสงบเหมือนไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
แต่แล้ว..
ปัง! ประตูเรือนถูกกระแทกเปิดอย่างรุนแรง เสียงดังสะท้อนทั่วเรือนจนผ้าที่อยู่ในมือสาวใช้หลายคนร่วงลงพื้น
กวานซูเหยียนชะงัก หันกลับไปเพียงเสี้ยววินาที ก็พบว่าเซียวหลิงเจายืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ เหมือนนักรบที่เพิ่งกลับจากสนามรบพร้อมตัดหัวใครสักคนทันที!
“ท่านแม่ทัพ” บรรดาสาวงามรีบยอบกายคำนับด้วยความตื่นตระหนก
เซียวหลิงเจาไม่แม้แต่จะปรายตามองพวกนาง ดาบในมือถูกยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนร่างสูงจะก้าวพรวดเข้าไปกระชากร่างเล็กของกวานซูเหยียนเหวี่ยงออกมานอกเรือนอย่างแรง!
“อึก!” ร่างบางล้มลงกระแทกพื้นดินแข็งจนเจ็บแปลบไปทั่วทั้งร่าง
เสียงกรีดร้องของบรรดาสาวใช้ดังระงม หลายคนทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณชายถึงได้ลงมือกับฮูหยินน้อยรุนแรงถึงเพียงนี้