เล่มที่ 1 บทที่ 27 ความเป็นไปได้สองอย่าง
เจียงอวิ๋นเดินลงจากยอดเขาซ่อนในเวลาต่อมา เขาหยุดฝีเท้าลงเมื่อมองเห็นเจ้าหนุ่มน้อยอ้วนพลีสวมชุดสีเทาคนหนึ่งกำลังเดินไปเดินมาอยู่แถวตีนเขาราวกับว่ารอใครบางคนอยู่
เจียงอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้จักหนุ่มน้อยคนนี้
หนุ่มน้อยคนนี้เป็นศิษย์จิปาถะของยอดเขาร้อยสิงสาชื่อว่าหลิวซิ่น อายุสิบห้าปี กราบไหว้เข้าสู่นิกายแสวงมรรคเมื่อสามปีก่อนแม้จะค่อนข้างขี้ขลาดอ่อนแอ ทว่ามีนิสัยไม่เลวและด้วยความที่มีที่พักติดกับลู่เซี่ยวอวี๋ จึงสนิทกับลู่เซี่ยวอวี๋พอสมควรเขาเองก็เคยพบเจอและพูดคุยด้วยหลายครั้ง
หลิวซิ่นเงยหน้าขึ้นมาเห็นเจียงอวิ๋นในตอนนั้นพอดีจึงเผยสีหน้ายินดีออกมาทันที รีบเข้ามาหาพร้อมยกมือขึ้นคำนับและกล่าว“คารวะศิษย์พี่เจียง”
เจียงอวิ๋นคำนับกลับแล้วกล่าวว่า“ศิษย์น้องหลิวไม่ต้องเกรงใจ ไฉนเจ้าถึงมาที่นี่ล่ะ มาหาข้าหรือ?”
“ใช่!” สีหน้ายินดีของหลิวซิ่นหายไปแทนที่ด้วยสีหน้ากังวลร้อนรุ่มใจแทน “ศิษย์พี่เจียง เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
คำพูดนี้ทำให้เจียงอวิ๋นใจหายในบัดดลลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างพลันบังเกิด
แม้เจียงอวิ๋นจะเคยพูดคุยกับหลิวซิ่นอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นเพียงคนรู้จักเท่านั้นไม่ได้สนิทกันถึงขนาดที่หากอีกฝ่ายเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็จะมาหาเขาดังนั้นความเป็นไปได้จึงเหลือเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือผู้ที่เกิดเรื่องขึ้นไม่ใช่หลิวซิ่น แต่เป็นลู่เซี่ยวอวี๋!
หลังจากความคิดวิ่งแล่นดุจประกายสายฟ้าเจียงอวิ๋นก็เอ่ยถามเสียงขรึม “หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับลู่เซี่ยวอวี๋?”
“ใช่แล้ว!” หลิวซิ่นพยักหน้า“เช้าวันนี้ อยู่ๆ ศิษย์น้องลู่เซี่ยวอวี๋ก็ได้รับภารกิจทำให้นางต้องออกจากนิกายไปสักพักหนึ่ง”
“ภารกิจ?” เจียงอวิ๋นพยักหน้ารับ “มีเพียงศิษย์สายนอกเท่านั้นที่จะสามารถรับภารกิจได้พวกเราที่มีฐานะเป็นศิษย์จิปาถะจะถูกมอบหมายภารกิจได้อย่างไร? เซี่ยวอวี๋อยู่ที่ใด?”
“นางออกไปแล้ว!”
“อะไรนะ!” เจียงอวิ๋นสีหน้าเปลี่ยน“นางออกไปนานแค่ไหนแล้ว ไปที่ใด? รายละเอียดของภารกิจคืออะไร?”
“ไม่รู้!” หลิวซิ่นส่ายหน้ากล่าว “นางเพียงมาบอกข้าว่าขอเพียงนางทำภารกิจนี้สำเร็จ นางก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกทันทีทั้งยังกำชับข้าว่าหากศิษย์พี่ท่านไปหานางละก็ ให้ข้าเก็บเป็นความลับจากท่านด้วยบอกว่าอยากจะทำให้ท่านตกใจ!”
“เหลวไหล!” น้ำเสียงของเจียงอวิ๋นเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วนทันที“วันนี้เป็นวันทดสอบซ้ำ ตามกฎของนิกายแล้วหากไม่ไปเข้าร่วมการทดสอบซ้ำจักถูกขับไล่ออกจากนิกายทันทียังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่นางไม่มีสิทธิ์รับภารกิจเลย ต่อให้มีภารกิจมาจริงๆอย่างน้อยก็ควรรอให้ผ่านวันนี้ก่อนค่อยไปทำ”
“นั่นสิ!” เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นโมโหหลิวซิ่นเองก็หวาดกลัวเล็กน้อยเช่นกัน แต่ก็ยังทำใจกล้ากล่าวว่า“เดิมทีข้าไม่ได้คิดอะไรมาก ทว่าหลังจากนางออกไปแล้วข้ายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล จึงรีบมาแจ้งศิษย์พี่เจียงทันทีหวังว่าศิษย์พี่เจียงท่านจะมีวิธีหาตัวนาง”
เจียงอวิ๋นส่ายหน้าลู่เซี่ยวอวี๋ไปที่ใดยังไม่รู้เลย เขาจะไปหาตัวนางเจอได้อย่างไร
เจียงอวิ๋นถอนหายใจเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามอีกครั้ง“ใครเป็นผู้มอบภารกิจให้นาง?”
“ข้าเองก็ไม่รู้หากมิใช่เพราะนางมาบอกลาข้าก่อนละก็ ข้าคงจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่านางได้รับภารกิจ”
เจียงอวิ๋นถอนหายใจยาวๆ ออกมาเฮือกใหญ่ แล้วบังคับให้ตนสงบใจลงเพียงไม่นานก็วิเคราะห์ความเป็นไปได้ออกมาได้สองแบบ แบบแรกคือลู่เซี่ยวอวี๋ได้รับภารกิจจริงๆนี่เป็นความเป็นไปได้ที่ดีที่สุดแล้ว
ส่วนแบบที่สอง ก็คือลู่เซี่ยวอวี๋ถูกหลอกไปต่างหาก
ผู้ที่หลอกนางไปย่อมเป็นผู้ที่เคยคิดปองร้ายนางก่อนหน้านี้ส่วนเป้าหมายนั้นง่ายมาก คือการขับไล่ลู่เซี่ยวอวี๋ออกจากนิกาย!
หรือบางที ทันทีที่ลู่เซี่ยวอวี๋ออกจากนิกาย นางก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากนิกายอีกหากมีคนคิดจะปองร้ายนางอีกละก็ ต่อให้ลงมือสังหารนางก็จะไม่มีใครสนใจ
เจียงอวิ๋นคาดการณ์ว่าความเป็นไปได้แบบที่สองนั้นมีโอกาสสูงนักเพราะเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าในวันทดสอบซ้ำจะมีการมอบภารกิจให้ศิษย์จิปาถะออกไปทำนอกนิกายด้วย!
เจียงอวิ๋นพลันนึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมาในห้วงความคิดจึงตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
เจียงอวิ๋นพยักหน้าให้หลิวซิ่นแล้วกล่าวว่า“ศิษย์น้องหลิว ขอบคุณที่เจ้ามาแจ้งข่าว เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่งอีกต่อไปแล้วข้าจะจัดการเอง”
หลิวซิ่นกล่าวอย่างกังวล “ศิษย์พี่เจียงข้าว่าเราไปรายงานเรื่องนี้ให้ทางนิกายรับรู้ดีกว่าไหมพวกเขาน่าจะช่วยหาตัวศิษย์น้องลู่ได้”
เจียงอวิ๋นส่ายหน้ายังไม่พูดถึงเรื่องที่ตอนนี้เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเรื่องราวเป็นเช่นใดต่อให้ลู่เซี่ยวอวี๋ถูกปองร้ายจริงๆ หากไร้ซึ่งหลักฐานอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้จะไปรายงานให้ใครก็เปล่าประโยชน์
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่พวกเขาล้วนเป็นเพียงศิษย์จิปาถะฐานะต่ำต้อย แม้นว่าจะมีหลักฐาน เกรงว่านิกายก็คงไม่สนใจอยู่ดี
“เรื่องนี้เจ้าอย่าไปบอกกล่าวกับใคร วางใจเถอะนางเป็นน้องสาวข้า ข้าจะต้องหาตัวนางให้พบแน่นอน!”
แม้เจียงอวิ๋นกับลู่เซี่ยวอวี๋จะรู้จักกันเพียงครึ่งปีทว่านับแต่ที่ลู่เซี่ยวอวี๋เรียกขานเขาว่า “พี่อวิ๋น” เป็นครั้งแรกในใจของเจียงอวิ๋นก็ได้มองนางเป็นน้องสาวแล้ว
บัดนี้ลู่เซี่ยวอวี๋ออกจากนิกายไปในวันทดสอบซ้ำไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เจียงอวิ๋นไม่มีทางนิ่งเฉยเด็ดขาด!
หลังจากส่งหลิวซิ่นแล้ว เจียงอวิ๋นก็เลื่อนสายตามองไปทางยอดเขาร้อยสิงสาในดวงตาทั้งสองข้างของเขามีประกายอำมหิตค่อยๆ ปรากฏ กล่าวพึมพำกับตัวเองว่า“หากเป็นความเป็นไปได้แบบที่สองจริงๆ ละก็ ถ้าเซี่ยวอวี๋ไม่เป็นไรก็แล้วไปแต่ทันทีที่เกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับเซี่ยวอวี๋จริงๆ ไม่ว่าเจ้าเป็นใครข้าจักทำให้เจ้าต้องชดใช้!”
หลังสิ้นเสียง เจียงอวิ๋นก็เร่งมุ่งหน้าไปทางสถานที่ทดสอบซ้ำด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
สถานที่ทดสอบซ้ำยังคงเป็นลานกว้างที่อยู่ในนิกายแสวงมรรคเหมือนเดิมระหว่างทางสามารถมองเห็นเงาร่างผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนได้ ในบรรดาคนเหล่านี้มีทั้งลูกศิษย์หน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามา และมีศิษย์ดั้งเดิมหรือกระทั่งศิษย์สายนอกด้วยไม่น้อยเลย จากจุดนี้จึงทำให้ดูออกได้ไม่ยากว่า นิกายแสวงมรรคให้ความสำคัญกับการทดสอบซ้ำอย่างมาก
เจียงอวิ๋นมิได้สนใจคนอื่นๆ เพียงเร่งความเร็วจนถึงขีดสุดแม้จะไม่ได้ฝึกฝนวิชาอาคมเกี่ยวกับความเร็วอะไรไว้โดยเฉพาะทว่าเดิมทีเขาก็รวดเร็วว่องไวมากอยู่แล้ว เมื่อรวมกับเวลานี้ภายในร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังปราณดังนั้นความเร็วของเขาจึงสูงกว่าเมื่อครึ่งปีก่อนอย่างน้อยหนึ่งเท่า
ในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เขาก็มาถึงลานกว้างแล้ว
บนลานกว้างในยามนี้มีผู้คนยืนอยู่หลายร้อยคนเจียงอวิ๋นมองเห็นคนหน้าคุ้นจากในนั้นหลายคน เช่นถังอี้ ฮั่วหย่วน และชายชุดดำที่ร่างกายสูงใหญ่ผู้นั้นกับหญิงสาวที่มีกายามรรคเบิกคู่
พวกเขาอย่างต่ำสุดก็เป็นศิษย์สายนอกแล้วหลังจากกราบไหว้เข้าสู่นิกายแสวงมรรค ก็ได้ถูกทั้งห้ายอดแยกกันพาตัวไปตั้งใจฝึกฝนบำเพ็ญเพียงอย่างเดียว ทำให้ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา เจียงอวิ๋นไม่เคยได้พบเห็นพวกเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แต่ก็ดูออกไม่ยากว่า ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้พวกเขาดูจะพัฒนาขึ้นไม่น้อยบนร่างแต่ละคนล้วนมีกลิ่นอายที่ทรงพลังยิ่งกว่าเมื่อครึ่งปีก่อนอย่างมาก
ทว่านิสัยของพวกเขากลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดโดยเฉพาะฮั่วหย่วน ยังคงขี้โม้ขี้คุย ทั้งยังกล่าววาจาเสียดสีเหล่าสหายร่วมสำนักที่อยู่ข้างๆเป็นพักๆ น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความดูแคลน กระทั่งชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำล่ำสันถังอี้ผู้นั้นก็ยังไม่เว้น
เทียบกับเขาแล้ว ถังอี้กลับดูมีท่าทีอ่อนลงไม่น้อยช่วยไม่ได้ ฐานะศิษย์สายในกับสายนอกนั้นแตกต่างกันทำให้เขาไม่กล้าไปต่อปากต่อคำกับฮั่วหย่วนเหมือนก่อน
กับพวกคนบนลานกว้างเหล่านี้เจียงอวิ๋นเพียงกวาดสายตามองผ่านๆ เท่านั้น ต่อจากนั้นเขาก็สอดส่องสายตาไปตามกลุ่มคนต่างๆที่อยู่รอบๆ อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะมองเห็นชายผอมเตี้ยชุดเทาคนหนึ่ง
“เจอแล้ว!”
เจียงอวิ๋นตาเป็นประกายเย็นเยียบ เงาร่างกะพริบวูบแทรกเข้าไปในกลุ่มคนไม่นานก็ไปยืนอยู่ข้างๆ ชายผอมเตี้ยผู้นั้น
ชายผอมเตี้ยที่กำลังหรี่ตาเพ่งมองเหล่าศิษย์หญิงผู้มีเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นหลายคนบนลานกว้างรู้สึกตึงๆ ที่คออย่างกะทันหัน เมื่อหันหน้าไปก็พบเห็นชายรูปโฉมงดงามคนหนึ่งกำลังใช้มือข้างหนึ่งบีบหลังคอของตนไว้
“เป็นเจ้า!” ชายอ้วนเตี้ยส่งเสียงตกใจออกมาทันที
เจียงอวิ๋นมองดูอีกฝ่ายด้วยสายตาไร้ความรู้สึก กดเสียงลงต่ำกล่าวว่า“ดีมาก เจ้ายังจำข้าได้ เช่นนั้นเจ้าคงจะรู้อยู่แล้วว่าข้ามาหาเจ้าทำไม!”