บทที่ 5
อับดุลบาฮิมแหงนมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาอาฆาต เขาไม่เคยถูกหยามเช่นนี้มาก่อน การกระทำต่อหน้าลูกน้องนับร้อยตอกย้ำให้เขาโกรธจัด
สภาพเรือที่โคลงเคลงงัดกับคลื่นใหญ่ทำให้เหล่าโจรสลัดเสียการส่งตัวถูกพลังธรรมชาติเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา พวกเขาสภาพไม่ต่างจากคนเมา
“เชิญทุกคนลงจากเรือได้แล้ว”
น้ำเสียงดูหยิ่งยโสต่อหน้าหลายสิบคนบนเรือทำเอาเหล่าโจรสลัดถึงกับยิ้มไม่ออก ไหนจะต้องฝืนสู้กับพลังธรรมชาติ มาโดนไล่แบบนี้หลายคนแทบกระอักเพราะความโกรธแค้น
“นี่เป็การเตือนครั้งสุดท้าย”เสียงอันทรงพลังแข่งกับคลื่นลมที่วิกฤติทำให้ทุกคนต้องแหงนหน้ามอง เด็กคนนี้้าจะทำอะไรกันแน่
ในวินาทีนั้น ท่ามกลางสายตาและคำถามมากมาย ที่ความสูงร่วมสิบห้าเมตรทรงกลดดีดตัวขึ้นจากหอสังเกตการพลิ้วลงสู่พื้นเบื้องล่างดุจพญาคิงคองตัวมหึมา ก่อเกิดคลื่นพลังมหาศาลรอบๆตัว นี่เขาจะกระทืบเรือเหรอ บ้าไปแล้ว
เพียงเท้าััพื้น เรือสำเภาทั้งลำเหมือนถูกพลังไร้สภาพกดให้จมลงไปในผิวน้ำเกือบค่อนลำอย่างรวดเร็ว
จังหวะที่เรือยุบตัวลงอับดุลบาฮิมกับเหล่าสมุนและสิ่งของที่ไม่ได้ยึดกับพื้นดาดฟ้าเรือถูกดีดลอยละลิ่วอย่างไร้แรงดึงดูด หลายคนเผลอร้องอุทานด้วยความใ มีบางคนเผลอลั่นไกปืนเสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณ
เมื่อหมดแรงกด เรือก็ดีดตัวเองขึ้นตามแรงดันน้ำใต้ท้องเรือ พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ร่างเหล่าโจรสลัดที่ลอยอยู่กลางอากาศหล่นตุ๊บลงผืนน้ำเบื้องล่าง ลังไม้และสิ่งของนานาชนิดที่มีน้ำหนักเบากว่าหล่นตามมาเสียงดังตูมๆดังไม่ขาดสาย สลัดทุกคนต่างลอยคออยู่ในทะเลกว้างเป็เพื่อนกับเหล่าสมุนจากเรือสองลำที่ระบิดไปก่อนหน้านั้น
ส่วนเรือสำเภาลำนั้นได้พุ่งไปข้างหน้าห่างไกลออกไปต่อหน้าต่อตา ท่ามกลางความตกตะลึง กว่าจะรู้สึกตัวตั้งสติกันได้ก็เห็นเพียงท้ายเรือเลือนรางหมดปัญญาที่จะไล่ตามได้ทัน
เรือสำเภาลำสวยได้เปลี่ยนมือไปแล้วอย่างสมบูรณ์
ณ.จุดเดิม ยังคงมีเรือประมงที่อยู่ในสภาพพรุนไปทั้งลำลอยเท้งเต้ง กับเหล่าโจรสลัดที่รอดชีวิตจำนวนหนึ่ง ทุกคนอยู่ในสภาพหมดอาลัยตายอยาก คงต้องฝากชีวิตไว้กับเรือที่เปรียบดังรังผึ้งลำนี้ กระแสน้ำ กระแสลมไปทางไหน พวกเขาก็ต้องไปทางนั้น
แม้ว่าพวกเขาจะค้นพบสิ่งของมากมายมีทั้ง อาหาร น้ำ เสื้อผ้า ทรัพย์สินเงินทองมากมาย ไม่ได้ทำให้พวกเขามีความยินดีเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะหัวหน้าโจรสลัดที่หน้าบอกบุญไม่รับ ใครก็เข้าหน้าไม่ติด
เรือประมงที่สภาพยับเยินเต็มไปด้วยผู้คนเกือบร้อยชีวิตอัดแน่นเหมือนฝูงมดเกาะเมล็ดข้าวกำลังเผชิญชะตากรรมบนท้องทะเลกว้าง
ล่วงเลยเข้าวันที่ห้า พระเ้าคงให้อภัย สิ้นสุดการลงโทษ ปรากฏเรือใหญ่สามชั้นกับเรือบริวารอีกหกลำ โผล่พ้นขอบน้ำ อวดสายตาอับดุลราฮิมและเหล่าสมุน
“ท่านพี่”จอมโจรผู้ยิ่งใหญ่รำพึงออกมาน้ำตาคลอสองเบ้า พวกเขารอดแล้ว หลายคนะโเรียก โบกมือส่งสัญญาน บ้างหยิบสิ่งของที่ใช้ได้ช่วยกันบังคับเรือให้แล่นเข้าหาขบวนเรือใหญ่ทันทีด้วยความดีใจ
หัวหน้าขบวนเรือที่แล่นตรงมาคืออับดุลการิบ พี่ชายของอับดุลบาฮิม พวกเขาออกตระเวนหาน้องชายเมื่อเห็นว่าหายไปขาดการติดต่อ ใช้เวลาอยู่หลายวันจนมาพบในที่สุด
“เกิดอะไรขึ้นกับพวกเ้าหรือ?”อับดุลการิบขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“พี่ข้า ข้าขอยืมเรือสักสามลำ ข้า้าแก้แค้น”อับดุลบาฮิมกล่าวน้ำตายังคงคลอเบ้า
“เ้าไปเจออะไรมา เรือเ้าอยู่ไหน”
“ข้าพลาดโดนลูบคม”โจรผู้น้องกล่าวด้วยความเคียดแค้น
“เ้าจะใช้เรือกี่ลำ คนเท่าไหร่ อาวุธยังไงไม่มีปัญหาสำหรับข้า แต่เ้าต้องสงบสติอารมณ์ให้ได้ก่อนข้าถึงจะให้” อับดุลการิบกล่างเตือนสติ น้องชายไม่เคยพลาดท่าเสียทีย่อยยับขนาดนี้ ศัตรูคงเก่งกาจเหนือชั้นกว่าเยอะ
เมื่อรับทุกคนขึ้นเรือใหญ่ได้แล้ว ขบวนเรือก็แล่นต่อไปในทิศทางที่ทรงกลดจากไป
การไต่สวนสอบถามเริ่มขึ้นเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือยังอยู่ในอาการหวาดกลัว พวกเขาเล่าว่าได้ต่อสู้กับบางสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน
ควรจะเป็เช่นนั้น เพราะศัตรูที่พวกเขาเจอได้กระทำสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้
จากอารมณ์ขบขันและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยในตอนต้นกลับกลายเป็ความเงียบวิตกกังวลในตอนท้าย เื่ที่ฟังมามันเหลือเชื่อเกินความจริงไปแล้ว
ส่วนตัวต้นเหตุกำลังนอนสบายใจไม่ทุกข์ไม่ร้อนอยู่บนหอสังเกตการณ์เรือ เรือลำใหม่ช่างสุขสบายยิ่งนัก ใหญ่โต โอ่โถง มีห้องส่วนตัว แถมยังมีทรัพย์สมบัติอีกมากมาย
“นายน้อย อาหารเสร็จแล้วครับ”เสียงซิตงะโเรียกจากด้านล่าง
ทรงกลดพลิกตัวคว้าเชือกที่ผูกกับปลายเสากระโดงรูดตัวลงมาสู่พื้น นายน้อยคนนี้ไม่ธรรมดา ท่าร่างร่อนลงมาช่างสวยงาม
อรุณเบิก โบอา ซิตงกำลังช่วยกันทำอาหาร มื้อนี้เป็ชุดทะเลเผา มีทั้งหอย กุ้ง ปู ปลา อลิสานั่งมองเงียบๆอยู่ข้างๆ เธอเริ่มคุ้นเคยกับสี่หนุ่ม แต่ยังคงสงวนท่าที พูดน้อยเหมือนเดิม
วันนั้นถ้าไม่ใช่ทรงกลดสั่งเด็ดขาดให้ทุกคนอยู่แต่ห้องชั้นล่าง มัดตัวเองแน่นกับเสา วันนี้คงไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้า หลายวันมานี้ ด้วยเคยร่วมเป็ร่วมตายกันมา เวลาได้บ่มเพาะสายใยแห่งสัมพันธภาพให้เกิดขึ้นกับพวกเขา
นายน้อยจัดการพวกโจรยังไง ยังคงเป็ปริศนา ถามทีรัยก็ได้แต่รอยยิ้ม ไร้ซึ่งคำอธิบาย พวกเขารู้สึกแต่ว่า เหมือนตกหลุมอากาศ เหมือนขึ้นเครื่องบินเจ๊ท รอบตัวมีแต่เสียงโจรร้ายเอะอะโวยวายแล้วค่อยๆห่างออกไป
“นายน้อย เรายังไม่ไปเอมเบงกอลเหรอครับ”อรุณเบิกกล่าวขึ้นหยั่งเชิง เขาทราบดีเมื่อถึงจุดหมายแล้วคงต้องแยกจากกัน
“พี่อยากให้ถึงเร็วๆเหรอ หรือว่าเบื่อจะผจญภัยกับผมแล้ว”
ทุกคนหันมามองทรงกลด
“พี่ไม่อยากให้หนูอยู่ด้วยจริงๆเหรอ”ในที่สุดอลิสาก็เอ่ยปาก สิ่งเดียวที่คาใจเธอ วันนี้ต้องได้คำตอบ
ชายหนุ่มยังคงเหม่อมองท้องทะเลห่างใกล คืนนี้คลื่นลมสงบ แสงจันทร์บนผิวน้ำช่างสวยงามเหลือเกิน
“ถ้าพี่เกลียดหนูมากขนาดนั้นปล่อยหนูขึ้นฝั่งตรงไหนก็ได้”น้ำเสียงอลิสาสั่นเครือแฝงแววน้อยใจ
สามองครักษ์หนุ่มถึงกับเงียบ เพียงก้มจัดการกับอาหารตรงหน้า พวกเขากำลังรอชมฉากดีๆ เหมือนดูละครตอนที่พระเอกกับนางเอกงอนกัน
แต่พระเอกก็ยังคงเงียบไม่กล่าวอะไรสักคำ ไม่เป็ไปตามบทเอาเสียเลย ทรงกลดแทะปลาด้วยความเอร็ดอร่อย
ทุกคนสังเกตเห็นสายใยบางๆระหว่างหนุ่มสาวทั้งสอง หยดเืที่ทรงกลดป้อนให้หญิงสาวเมื่อตอนป่วยไข้กำลังออกฤทธิ์ของมัน โดยที่เ้าของเืเองก็ไม่รู้ตัว และเขาไม่มีทางรู้
คืนนั้น ละครบทนี้จบลงที่อลิสากลับเข้าห้องนอน ทรงกลดแยกตัวขึ้นไปนอนบนหอสังเกตการณ์เช่นเคย คงมีแต่สามองครักษ์เงาที่นั่งซดเหล้าไหแรงๆที่มีอยู่เต็มห้องใต้ท้องเรือ พวกเขาแอบยิ้มดีใจ ไม่นานจะได้เห็นเื่ดีๆระหว่างนายน้อยกับคุณหนู เมื่อนั้นคงได้ติดตามนายน้อยไปทุกที่สมดั่งตั้งใจ
วันนี้อากาศแจ่มใส ฝูงนกบินโฉบขึ้นลงหาอาหาร ทรงกลดไม่ได้เร่งรีบเดินทาง พวกเขาดูแผนที่แล้วตัดสินใจแวะเมืองด็องตูเมืองชายฝั่งข้างหน้า
ด็องตู เป็เมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ มีซากปรักหักพังโบราณเป็แนวยาวเลียบชายฝั่ง และยังได้ชื่อว่าเป็เมืองแห่งสมุนไพร พืชพรรณนานาชนิดที่วางขายตามท้องตลาดล้วนเป็สิ่งมีค่าหายาก
บ่ายแก่ๆเรือสำเภาลำใหญ่จอดทอดสมออยู่กลางทะเลส่วนน้ำลึก ทรงกลดกับโบอาลงเรือเล็กแจวขึ้นฝั่ง ทิ้งอีกสองหนุ่มไว้ดูแลเรือและคุณหนู
ทรงกลดตั้งใจจะหาพืชหลายชนิดเพื่อมาทำยาไว้ใช้ในยามจำเป็ ยาของเขาย่อมดีกว่าที่มีขายตามท้องตลาด เพราะกลั่นมาจากข้อมูลในหัวมากมาย ชายหนุ่มยังไม่เคยทำยาด้วยตนเองเลยสักครั้ง ครั้งนี้ขอลองความรู้ใหม่สักหน่อย
ตลาดสมุนไพรยามเย็น คึกคักเต็มไปด้วยนักช๊อบ มีทั้งซื้อ ขาย และแลกเปลี่ยน เสียงะโเสนอราคา ต่อรอง โต้เถียงมีให้เห็นทั่วไปในตลาดใหญ่นี้ ที่นี่ใช้ทองคำในการซื้อขาย ซึ่งไม่เป็ปัญหากับทรงกลด เพราะเขามีเหรียญทองมากมายจากลังในห้องใต้ท้องเรือที่ยึดมา
“นายจ๋านาย ช่วยซื้อหญ้าดงไพรหน่อย แค่สองเหรียญเองนะนาย”พ่อค้าหนุ่มยิ้มกว้างเชิญชวน
ทรงกลดหยุดมอง หยิบกำหญ้าขึ้นพลิกดู “หญ้านี้ไม่บริสุทธิ์ มีแสมไพรผสมมาด้วย”
พ่อค้าคนนั้นอารมณ์ขึ้นทันที เขาเริ่มเอะอะโวยวาย “นาย จะมาหลอกเอาฟรีเหรอไง มาว่าของฉันไม่ดี”
เสียงดังพอที่จะให้คนสัญจรแถวนั้นเริ่มหยุดดู รวมทั้งแม่ค้าร้านข้างๆด้วย แค่อึดใจ กลายเป็กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า สิบกว่าคนยืนมองชายหนุ่มท่าทางเอาเื่ พวกนี้คงหากินกันเป็ขบวนการ
“เกิดอะไรขึ้นหรือ”ปรากฏชายในเครื่องแบบสองคนแหวกฝูงชนเดินตรงเข้ามา
“คุณตำราจ ช่วยฉันด้วย นายนี้ตั้งใจโกงฉัน” พ่อค้าเริ่มฟ้อง มีพรรคพวกยืนเชียร์พยักหน้าหงึกๆ
“ใจเย็น พี่โบ เดี๋ยวผมจัดการเอง”ทรงกลดยกมือห้ามโบอาที่ทำท่าจะเอาเื่พ่อค้าขี้โกง
“พวกพี่ขายของโกงลูกค้า ชี้ผิดเป็ถูก นิสัยแย่มาก”ทรงกลดเปิดโปงตรงๆ
“ฉันโกงยังไง หาเื่กันชัดๆ ฉันไม่ยอม คุณตำรวจ จับพวกมันไปเลย”
ตำรวจทั้งสองนายหันมามองหน้ากัน แล้วหันมาหาชายหนุ่ม “ขอเชิญน้องไปโรงพักด้วยครับ”
อะไรวะ ไม่ทันสอบหาข้อเท็จจริงจะจับเสียแล้ว สงสัยพวกเดียวกันแน่ ชายหนุ่มคิดในใจ
ฝูงชนเริ่มมุงหนาตา แต่ไม่มีใครคิดจะช่วย หลายคนส่ายหน้าด้วยความเห็นใจ ทุกคนต่างมาดูความเดือดร้อนของคนอื่น พวกเขารอดูจุดจบของชายหนุ่ม ตลาดนี้ที่ไม่ควรแตะก็คือพ่อค้า แม่ค้า
ยิ่งเห็นเป็คนแปลกหน้าด้วยแล้ว การจะหาตัวช่วยจึงยากยิ่งกว่ายากเสียอีก
ก่อนที่ตำรวจจะเข้าถึงหมายจะรวบตัว เสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่”พร้อมกับการปรากฏตัวของชายชุดผ้าไหมสีน้ำเงินกางเกงขายาววัยห้าสิบปี
“ทะ.....ท่านตงฟง”พ่อค้าคนเดิมกล่าวเสียงละล่ำละลัก
สองตำรวจยังโค้งให้ด้วยความเกรงใจ ชายผู้นี้คงมีอิทธิพลพอสมควร
“อีกแล้วเหรอ อีเสะ คราวนี้เื่อะไรอีก” เหมือนลุงท่านนี้จะรู้นิสัยของพ่อค้าคนนี้ดี
“นายคนนี้โกงฉัน หาว่าฉันเอาของปลอมมาขาย” ใช่เหรอ ข้อกล่าวหานี้
ลุงตงฟงหันมามองทรงกลดเป็เชิงถามไถ่ “เป็เช่นนั้นหรือปล่าว ไอหนู”
ทรงกลดรู้สึกโล่งใจ อย่างน้อยก็ยังมีคนดีมีเหตุผล เขายิ้มให้กับลุงตงฟง และหันไปมองกำหญ้าประมาณยื่สิบกว่าชนิดบนแผงที่วางขาย
“พี่โบ ขอเหรียญ”ชายหนุ่มแบมือมาทางโบอา สายตายังคงจับอยู่ที่กองหญ้าตรงหน้า เขาคิดจะทำอะไร
โบอาส่งเหรียญทองหนึ่งกำมือจากในกระเป๋าสะพายส่งให้นายน้อย เขายิ้มมองหน้าพ่อค้าขี้โกง
กริ้งส์!เสียงเหรียญกระแทกพื้นแผงจนสั่นะเื ทรงกลดเอ่ยวาจาช้าๆ “เหรียญทั้งหมดนี้เป็ของพี่ถ้าผมบอกชื่อหญ้าที่วางขายพร้อมสรรพคุณผิดแม้แต่ต้นเดียว”
เริ่มสนุกแล้ว หลายคนปรากฏแววยิ้มบนใบหน้า พ่อค้าหนุ่มยืนสั่นไม่ส่งเสียงใดๆ
“แล้วถ้าตอบถูกทั้งหมดหล่ะ”เสียงหนึ่งในกลุ่มฝูงชนที่มุงดูดังแทรกเข้ามา
ทรงกลดยิ้ม ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เหรียญและหญ้าทั้งหมดนี้ต้องเป็ของผม”