เช้ามืดหัวหน้าหมู่บ้านเคาระฆังเรียกชาวบ้านมาประชุมด่วน บางคนเพิ่งตื่นได้ยินเสียงระฆังก็รีบวิ่งมาทั้งที่ยังไม่ได้ล้างหน้า บางคนเพิ่งลุกจากเตียงเพราะเสียงระฆังก็มี แต่โดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านยากจนพวกนี้เตรียมพร้อมออกไปทำงาน
ชาวบ้านพบปะกันระหว่างทาง ต่างถกเถียงกันถึงสาเหตุที่หัวหน้าหมู่บ้านเรียกประชุมั้แ่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้าดี
อาการง่วงนอนของบางคนหายเป็ปลิดทิ้งเมื่อได้ฟังสิ่งที่หัวหน้าหมู่บ้านประกาศ นี่มันเื่ใหญ่เป็อย่างมาก เื่แรกคือเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับบ้านเจียง บุรุษร่างกำยำในหมู่บ้านต่างอาสาตามไปที่ว่าการอำเภอ หากหัวหน้าหมู่บ้านไม่ห้ามปรามคงมิได้ประกาศเื่ที่สอง
เสียงฮือฮาดังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อรู้ว่าจ้าวลู่ชิงจะรับซื้อเปลือกต้นชวนหวงป้อตากแห้งจากทุกครอบครัว กำหนดให้ครอบครัวละห้าสิบจิน จินละสิบสามเหวิน
บนเขาทางด้านทิศตะวันตกมีป่าต้นชวนหวงป้อมากมาย ห้าสิบจินใช้เวลาไม่นาน ยิ่งครอบครัวใดมีคนเยอะก็ลอกเปลือกไม้ได้เร็ว
หัวหน้าหมู่บ้านกำชับให้ชาวบ้านช่วยกันลอกเปลือกต้นชวนหวงป้ออย่างระมัดระวัง มิเช่นนั้นต้นไม้จะเกิดความเสียหายส่งผลให้ตายลงในที่สุด
รถม้าสี่คันจอดอยู่หน้าบ้านเจียง หัวหน้าหมู่บ้านกับบุตรชายคนโตและบุตรชายคนโตบ้านเจียงคุมตัวพวกเดรัจฉานสามคนที่ถูกมัดมือมัดเท้าขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางไปยังตัวอำเภอ
รถม้าคันแรกมีจ้าวลู่ชิง ซูเจิน ซูเซียง เจียงเหมย และฉางซื่อ รถม้าคันที่สองมีหัวหน้าหมู่บ้าน จ้าวหนิงอัน เจียงหราน เจียงไป๋ที่มีผ้าพันศีรษะที่ถูกตี และคนสุดท้ายคือหรงซิ่วที่ถูกจับมัดมือมัดเท้านอนอยู่ใต้ฝ่าเท้าคนทั้งหมด
รถม้าคันที่สาม คันที่สี่คือบรรดาสตรีออกเรือนที่ถูกคัดเลือกมาโดยเฉพาะ แต่ละคันจะมีบุรุษที่ถูกมัดนอนสลบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของทุกคน
พลเงาประจำการอยู่บนรถม้าทุกคัน พอรถม้าคันแรกที่จ้าวลู่ชิงนั่งอยู่วิ่งออกไป รถม้าคันอื่น ๆ ก็ตามหลังไป
ชาวบ้านสะพายกระบุงอยู่บนหลังต่างมายืนส่งอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ทุกคนต่างอวยพรให้บ้านเจียงชนะคดีในครั้งนี้ พอรถม้าวิ่งลับตาทุกคนก็มุ่งตรงไปยังูเาเพื่อลอกเปลือกไม้มาขาย
รถม้าวิ่งมุ่งตรงมายังอำเภอตามเส้นทางหลักที่ราษฎรใช้สัญจร
“คุณหนูขอรับด้านหน้ามีด่าน” จ้าวลู่ชิงขมวดคิ้วอีกไม่เกินสิบลี้จะถึงตัวอำเภอ ข้างหน้าคือด่านอะไร นางมิเคยพบเจอด่านเช่นนี้มาก่อน
แหวกผ้าม่านโผล่หน้าออกไปส่อง จึงเห็นว่าเป็ด่านมนุษย์จำนวนยี่สิบคน ลักษณะท่าทางราวกับนักเลงมิใช่คนของทางการ
“จอด!” เสียงดุร้ายะโก้อง ชาวบ้านธรรมดาย่อมหวาดกลัว
“พวกท่าน้าอันใด” จ้าวลู่ชิงเอ่ยถาม
“พวกเ้าจะไปที่ใด” ชายฉกรรจ์หน้าตาดุร้ายกำลังจะเลิกม่านด้านหน้ารถม้าแต่ถูกมือของโม่เอินจับได้ทัน
“โอ๊ย! เ้ากล้าทำร้ายข้ารึ!” ตวาดดังลั่น หน้าตาดุร้ายยิ่งดุร้ายเข้าไปใหญ่ โม่เอินหากลัวพวกเศษสวะไม่ หักมือจนเกิดเสียงดังกร๊อบก่อนจะปล่อย
“พวกเ้าเป็คนของทางการหรือไม่” จ้าวลู่ชิงถามด้วยน้ำเสียงดุดัน “หากมิใช่กล้าดีอย่างไรถึงมาตั้งด่านขัดขวางการเดินทางของราษฎร
หรือพวกเ้าเป็เศษเดนของราชวงศ์ก่อน คิดจะก่อฏอย่างนั้นรึ!”
“กูเหนียงท่านอย่าได้เอ่ยวาจาสามหาวเยี่ยงนี้เลย ข้อหาก่อฏข้ามิอาจรับไว้ได้ พวกเราแค่เพียงตามหาคน” มิกล้าบุ่มบ่าม ผู้ใดจะไม่เกรงกลัวโทษฐานของการก่อฏ
“พวกเ้าตามหาคนแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกข้า พวกเ้าถอยไปถ้าไม่ถอยเื่นี้คงถึงหูทางการ”
ขบวนรถม้าต่างต่อแถวกันยาวเหยียดั้แ่เช้า คนขับรถม้า ขับเกวียนวัว เกวียนลาต่างเดินมาสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหน้า
“กูเหนียงผู้ที่อยู่ในรถม้า มิทราบว่าเกิดอันใดขึ้น รถม้าของท่านถึงจอดนิ่งมิได้เคลื่อนย้าย
พลเงารถม้าคันที่สี่แสร้งเดินขึ้นหน้ามาถามสถานการณ์ ทำเหมือนพวกตนไม่ได้มาด้วยกัน ชาวบ้านที่ใช้ถนนเส้นนี้เพื่อเข้าไปยังตัวอำเภอต่างเดินขึ้นมาด้านหน้าด้วยความสงสัย
“ข้ามิทราบว่าเกิดอันใดขึ้น คนพวกนี้ตั้งด่านตามหาคนทั้งที่มิใช่คนของทางการ ช่างทำตามอำเภอใจเสียจริง ใต้บารมีขององค์จักรพรรดิคนพวกนี้ช่างสามหาวโดยแท้”
นักเลงเสเพลเมื่อได้ยินชื่อองค์จักพรรดิก็แทบเข่าอ่อน ถึงจะดุร้ายอย่างไรพวกตนก็มีความหวาดกลัวต่อการถูกตัดศีรษะทั้งตระกูล
“พวกข้าเพียงตามหาคน พวกเ้าโปรดให้ความร่วมมือ”
“พวกเ้ากล้าดีเยี่ยงไร ถึงคิดจะตรวจค้นรถม้าคุณหนูของข้า สตรีบ้านใดให้บุรุษเห็นหน้าตามอำเภอใจ หากคุณหนูของข้าเสื่อมเสียชื่อเสียง ศีรษะบนบ่าพวกเ้าทั้งหมดมิอาจสามารถทดแทนความอดสูได้” ซูเจินส่งเสียงดุร้ายข่มขู่
ผู้ที่คาดว่าจะเป็หัวหน้าต่างหยุดชะงัก เมื่อไม่รู้ว่าพวกตนล่วงเกินคุณหนูสกุลใด
“ข้าขอทราบว่ากูเหนียงเป็คนสกุลใด”
“เ้าเป็ผู้ใดถึงได้บังอาจมาถามชื่อเสียงเรียงนามคุณหนูของข้า หากยังไม่ถอยเื่นี้คงต้องถึงหูคนของทางการ ขบวนที่ยาวเหยียดอยู่ด้านหลังพวกข้าต่างเป็ประจักษ์พยานในการกระทำอุจอาจของพวกเ้า”
ความลังเลเกิดขึ้นบนใบหน้าเหลี่ยมอยู่ชั่วครู่ก่อนจะออกคำสั่ง เมื่อชั่งผลได้ผลเสียภายในใจ ผู้ใดอยากมีปัญหากับทางการ
“ถอยสิวะ!” ตวาดให้ลูกน้องเปิดทาง พวกตนมิกล้าล่วงเกินผู้มีอำนาจกว่า แค่เพียงได้รับคำสั่งมาให้ตามหาน้องชายของผู้ช่วยนายอำเภอ บุคคลที่สามารถมีรถม้าได้คงไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา จึงยอมปล่อยไป
รถม้าของจ้าวลู่ชิงวิ่งผ่านด่านมนุษย์ รถม้าคันแรกผ่านฉลุยคันที่สองที่สามจนสุดแถวยาวเหยียดต่างวิ่งผ่านไปเช่นเดียวกันจนเข้ามาในอำเภอ รถม้าถูกบังคับมุ่งตรงไปยังที่ว่าการอำเภอ
เจียงเหมยลงจากรถม้าเดินตรงดิ่งไปยังกลองที่ตั้งอยู่ด้านหน้าที่ว่าการอำเภอ นางทำตามที่จ้าวลู่ชิงบอก เสียงกลองดังกระหึ่มเรียกความสนใจจากชาวเมืองในระแวกนี้ได้เป็อย่างดี
“ท่านนายอำเภอโปรดช่วยเหลือข้าและครอบครัวด้วย ข้ากับครอบครัวเกือบถูกเดรัจฉานฆ่าตาย” เจียงเหมยคุกเข่าอยู่ด้านหน้าที่ว่าการอำเภอ นางโล่งอกที่นายอำเภอผู้นี้ไม่ให้รับโทษโบยก่อนถึงสามารถตีกลองร้องทุกข์ได้
ชาวบ้านต่างเดินมามุงดรุณีน้อยที่นั่งคุกเข่าโขกศีรษะอยู่ด้านหน้าที่ว่าการอำเภอหลังจากตีกลองร้องทุกข์
มือปราบประจำที่ว่าการอำเภอรีบมาเชิญกูเหนียงผู้นี้เข้าไปด้านใน
ท่านหมอหยางกำลังว่างจากการตรวจรักษาผู้ป่วยได้ยินเสียงตีกลองร้องทุกข์ก็ใคร่รู้ว่าเกิดเื่อันใด จึงรีบสาวเท้ามายังที่ว่าการอำเภอเพื่อชมการตัดสินคดีความของบุตรชาย นานแล้วที่ไม่มีผู้ใดมาตีกลองร้องทุกข์
หยางหนิงจินนอนแทะเปลือกถั่วสบายอารมณ์ไม่ยอมไปสำนักศึกษา พอได้ยินเสียงกลองร้องทุกข์ดังขึ้นก็รีบกวักมือเรียกบ่าวรับใช้
“พวกเ้ามาพยุงข้าไปดูเื่สนุกที” บ่าวรับใช้อ้วนผอมรีบมาพยุงคุณชาย
ศาลาว่าการถูกเปิดใช้การพิจารณาคดี หน้าประตูใหญ่เต็มไปด้วยชาวเมืองที่มาดูการตัดสินคดีความ ใต้เท้าหยางนั่งประจำบัลลังก์ไต่สวนคดี หลุบตามองดรุณีผู้ตีกลองร้องทุกข์
“กูเหนียง เ้ามาตีกลองร้องทุกข์ด้วยเหตุผลใด”
“ข้าน้อยนามว่าเจียงเหมย เป็คนหมู่บ้านซานเป่ย ตำบลหลงซี วันนี้มีเื่เดือดร้อนจึงมาร้องทุกข์กับใต้เท้าเ้าค่ะ ใต้เท้าโปรดให้ความเป็ธรรมแก่ข้าและท่านพ่อท่านแม่ด้วยเถิด” โขกศีรษะกับพื้นจนหน้าผากบวม
จ้าวอี้เป็ถึงซิ่วไฉจึงไม่ต้องคุกเข่าเหมือนคนอื่นยืนมองเด็กสาวในหมู่บ้านโขกศีรษะร้องห่มร้องไห้แววตาประกายชื่นชมกับความเฉลียวฉลาด หากคาดเดาไม่ผิดต้องเป็เสี่ยวชิงที่สอนนางอย่างแน่นอน
“ใต้เท้าโปรดให้ความเป็ธรรมแก่พวกเราด้วยเถิด” ฉางซื่อกับสามีนั่งคุกเข่าโขกศีรษะขอร้อง ผ้าพันแผลสีขาวมีเืซึมออกมา
ใต้เท้าหยางเห็นศีรษะทั้งสองมีเืซึมก็รีบกล่าวว่า “พวกเ้าเลิกโขกศีรษะแล้วเล่าให้ข้าฟังว่าเกิดอันใดขึ้น”
“ขอบคุณใต้เท้าที่รับฟังพวกเรา เมื่อวานข้ากับท่านพ่อท่านแม่ เดินทางไปเยี่ยมพี่ชายคนรองในเมืองตำบล ระหว่างกำลังเดินทางกลับหมู่บ้านมีคนร้ายสามคนะโเข้ามาขัดขวางเกวียนของบ้านข้าจนวัวตื่นใส่งผลให้เกวียนพลิกคว่ำ
หลังจากเกวียนพลิกคว่ำคนร้ายสองคนก็รีบเข้ามาเอาไม้ฟาดศีรษะท่านพ่อท่านแม่ข้าจนสลบ จากนั้น……..” เจียงเหมยหยุดชะงักเล็กน้อย ข่มความอายก่อนจะเล่าต่อ
“จากนั้นหนึ่งในคนร้ายฉุดข้าเข้าป่าเพื่อหวังจะข่มเหงแล้วฆ่า”
เสียงอื้ออึงของบรรดาชาวเมืองหน้าประตูศาลาว่าการ บางคนถึงกับร้องเสียงหลงในสิ่งที่ได้ยิน เหตุใดจึงกล้าทำเื่อุกอาจเช่นนี้
“ถือว่า์ยังเมตตา มีชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันผ่านมาพบเจอแล้วช่วยพวกข้าไว้ได้ มิเช่นนั้นพวกข้าคนกลายเป็ผีในเหวลึก ถูกสัตว์ร้ายกัดกิน ใต้เท้าโปรดให้ความเป็ธรรมแก่พวกข้าด้วยเถิด หากคนร้ายมิถูกลงโทษชีวิตพวกข้าที่เหลืออยู่คงต้องหมดลมหายใจลงภายในวันพรุ่งนี้”
“เหตุเกิดที่หมู่บ้านซานเป่ย ตำบลหลงซี เหตุใดเ้าถึงไม่ไปร้องทุกข์ที่ศาลาว่าการตำบล” ทุกตำบลจะมีศาลาว่าการขนาดเล็กตั้งอยู่เพื่อให้ชาวบ้านร้องทุกข์ได้สะดวกมิต้องเดินทางไกลเข้ามาในตัวอำเภอ
“พวกข้ามิกล้า คนร้ายที่ลงมือทำร้ายพวกข้ามีอิทธิพลเป็อย่างมาก เมื่อไม่นานข้าได้ยินข่าวลือว่าคนพวกนี้ไปทำร้ายคนอีกหมู่บ้านจนขาหัก บิดามารดาของบุรุษที่ขาหักไม่ยอม คิดจะเข้าไปร้องทุกข์ที่ตำบล กลับกลายเป็ว่าหายตัวไป ชาวบ้านระดมตามหาจึงพบศพอยู่ในป่าลึก สภาพศพถูกสัตว์ป่ากัดแทะจนเหลือแค่ครึ่งตัว ข้ากลัวว่าเข้าไปร้องทุกข์ที่เมืองตำบลแล้วจะไม่มีชีวิตรอดจึงพาท่านพ่อท่านแม่เข้ามาร้องทุกข์กับใต้เท้าที่อำเภอ” อิทธิพลของผู้ช่วยนายอำเภอคับฟ้าเยี่ยงนั้น คนของศาลาว่าการตำบลจะกล้ามีเื่ได้เยี่ยงไร
“เดรัจฉานอย่างนี้มิสมควรมีชีวิตอยู่ต่อ”
“ใช่ ใช่ สมควรโบยมันให้ตาย!”
“โบยมันให้ตาย! โบยมันให้ตาย!”
จ้าวลู่ชิงยืนอยู่ด้านนอกรวมกลุ่มกับชาวบ้าน พึงพอใจท่านป้าที่หัวหน้าหมู่บ้านคัดเลือกมาในครั้งนี้
“บังอาจ! ผู้ใดมันช่างอาจหาญทำร้ายราษฎรที่อยู่ใต้การปกครองของฝ่าา เ้ามีหลักฐานหรือไม่แล้วคนร้ายเป็ใครกันมีอิทธิพลมากขนาดนั้นเชียวหรือ” ใต้เท้าหยางโมโหขึ้นมาทันใดกับคำกล่าวที่ได้ฟัง