ตอนนี้ข้ากำลังนั่งอย่างสุภาพ ในรถม้ากำลังสั่นะเืดุจเครื่องเล่นในสวนสนุก ทว่าที่นี่ไม่ใช่สวนสนุกแต่เป็ ถนนในเกมคินิสแอนด์ครูออร์ออนไลน์ ( Cinis & CruorOnline:เถ้าธุลีและโลหิตออนไลน์)
"จอดตรงนี้แหละ"
ข้าเคาะผนังไม้บุกำมะหยี่ของรถม้าเบาๆสั่งให้สารถีหยุดรถที่หัวมุมถนนย่านการค้า ซึ่งยังอยู่ห่างจากจัตุรัสกลางเมืองและวิหารไต่สวนไปอีกสองบล็อก
รถม้าหยุดลงพร้อมเสียงล้อบดถนนข้าล้วงมือเข้าไปในถุงเงินข้างเอว หยิบเหรียญเงินออกมาจำนวนหนึ่ง "นี่ค่าโดยสาร3 ชิลลิง ไม่ต้องทอน"
ข้ายื่นเหรียญเงินที่มีตราประทับรูปกษัตริย์องค์ปัจจุบันให้สารถีเขาโค้งรับด้วยความดีใจราวกับได้ทองคำ ข้าแอบคำนวณในใจเล่นๆ... สำหรับ เอ็นพีซี รากหญ้าพวกนี้เงิน 3 ชิลลิงเท่ากับค่าแรงเกือบทั้งสัปดาห์ แต่สำหรับข้า มันเป็เพียงเศษเงิน
ข้าก้าวลงจากรถม้าด้วยรองเท้าราคาถูกกว่าปกติของข้า มือซ้ายกระชับหูหิ้วกระเป๋าหนังสีน้ำตาลไหม้ใบเก่าไว้แน่น เท้าเหยียบลงบนพื้นหินคอบเบิลซึ่งเกิดจากการนำหินธรรมชาติ มาเรียงต่อกันเป็พื้นถนน
ข้ายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งพลางใช้นิ้วสอดเข้าไปใต้ ปลอกคอสุนัขสีขาวสะอาดใต้ปกเสื้อ ข้าดึงมันเล็กน้อยมันแข็งทื่อและรัดคอจนน่ารำคาญ ซึ่งความจริงข้าไม่ควรเรียก เครื่องหมายแห่งศรัทธา แบบนั้นชื่อของมันคือ คอปกนักบวช (Clerical Collar) หรืออีกชื่อคือ คอปกโรมัน (Roman Collar) แต่สำหรับข้า มันคือปลอก ที่ข้าใส่เวลาจะเข้าไปหาท่านลอร์ด การนั้นข้าจึงต้อง ใส่ชุดนักบวชแบบสุภาพและเรียบง่าย ไม่มีความหรูหราใด และข้าก็ต้องปั้นหน้า จากที่ปกติหน้าข้าก็ดูเป็คนดีอยู่แล้ว ข้าต้องทำให้หน้าข้าเป็คนดี กว่าปกติ มันยาก แต่นี่คือใบเบิกทางเข้าหาเอ็นพีซี ( ตัวละครที่ผู้เล่นไม่ได้ควบคุม NPC:Non-PlayerCharacter ) ระดับสูงได้ง่ายๆ พวกผู้เล่นหลายคนคิดว่าจะเจอ เอ็นพีซีคนใหญ่คนโต ในตลาด บนถนน หรือในหมู่บ้านห่างไกล ด้วยการเดินคุยกับทุกคน ไม่ว่ากับชาวบ้านในตลาดหรือในโรงเตี๊ยมที่อยู่เยื้อง ลานไป ทางทิศตะวันตกนั่น แต่ไม่เลยพวกเขาเสียเวลาเปล่าเอ็นพีซีที่ให้เควสใหญ่หรือเควสโลก พวกนั้น อยู่ในวังหลวง ในเมืองหลวง ที่เป็เมืองแรกของผู้เล่น การที่ผู้เล่นทั่วไปเจอ เอ็นพีซีสำคัญเช่น เ้าหญิง แอบหนีเที่ยว หรือ หัวหน้าอัศวินมาขอความช่วยเหลือ แบบในเกมอื่นๆ นี้แทบเป็ไปไม่ได้เลย และที่สำคัญๆที่ผู้เล่นทั่วไป ไม่มีสิทธิ์เข้าไปเหยียบวัง หรือเขตสำคัญๆ ได้ด้วยซ้ำ ต่างจากข้าแต่ข้าก็เห็นผู้เล่นหลายคนมีความสุข ในการเพิ่มความสนิทกับเอ็นพีซีชาวบ้านช่วยชาวบ้านทำเควส ซึ่งข้าก็เคยทำมาก่อน ข้าเลยว่าอะไรมากไม่ได้ แต่ว่าจะอยู่กับชาวบ้านตลอดกาลเลยหรือไง? รับเควสชาวบ้านมันง่ายก็จริงแต่ค่าตอบแทนก็แสนง่ายเช่นกัน ข้านึกย้อนถึงอดีตที่ข้าเริ่มเข้ามาในเกมนี้ใหม่ๆ
ระหว่างที่ข้าคิดข้าก็พลางกวาดสายตาไปรอบๆ
เบื้องหน้าข้าคือตึกแถวสูง3 ถึง4 ชั้นที่ตั้งเบียดเสียดกันจนแทบไม่เห็นช่องว่างแต่สิ่งที่ทำให้ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนปนทึ่ง คือรูปแบบการก่อสร้างที่สะท้อน"ความโลภ" ของชาวเมืองออกมาได้อย่างซื่อตรงที่สุด
สถาปัตยกรรมพวกนี้เรียกว่า"เจ็ตตี้"(Jettying)
พวกมันจงใจสร้างให้ตัวอาคาร ชั้นบนยื่นล้ำออกมาเหนือถนน มากกว่าชั้นล่าง...ยิ่งสูงก็ยิ่งยื่นออกมา ทำให้โครงสร้างของมันเบียดเสียดวุ่นวายอยู่้า ตัวอาคารและบ้าน ส่วนใหญ่เป็ โครงไม้ผสมอิฐ ที่เผยให้เห็นคานไม้สีเข้มตัดกับผนังบ้านบางหลังฉาบผนังด้วยดินเหนียวผสมฟางที่ให้สีเหลืองตุ่นๆหรือสีส้มอิฐแบบหยาบๆ... ในขณะที่บางหลังพยายามสร้างภาพให้ดูดีด้วยการ ทาปูนขาว ทับลงไปแต่น่าเสียดาย... สีขาวนั้นอยู่ได้ไม่นานหรอก
ทำไมต้องสร้างยื่นออกมาน่ะรึ?
ตรรกะของมันเรียบง่าย: ภาษีที่ดินคิดตามขนาดพื้นชั้นล่างแต่ไม่ได้คิดภาษีอากาศ
พวกเ้าของที่ดินเหล่านี้ก็อยากได้พื้นที่เยอะที่สุดโดยที่จ่ายภาษีน้อยที่สุดและได้พื้นที่เหนือถนนสาธารณะมาเป็ของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผลกรรมจากการกระทำนี้เปลี่ยนถนนเบื้องล่างให้กลายเป็อุโมงค์สลัวที่แสงอาทิตย์แทบส่องลงมาไม่ถึงขังฝุ่นควันและกลิ่นเน่าเหม็นเอาไว้ไม่ให้ระบายออกไปไหน
และที่สำคัญ...มันทำให้ "การหลบหลีก" เป็เื่ยากขึ้น
"ระวังน้ำ!"
เสียงะโแหลมๆดังมาจากหน้าต่างชั้นสามเหนือหัวข้าเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ของเหลวสีเหลืองขุ่นปนก้อนสีน้ำตาลจะถูกสาดโครมลงมา!
ซ่า!
ข้าเบี่ยงตัวหลบวูบตามสัญชาตญาณ มือซ้ายตวัดกระเป๋าหนังสีน้ำตาลไหม้แนบชิดลำตัวอย่างรวดเร็วเพื่อหลบวิถีะุปฏิกูลนั่น ปล่อยให้ของเหลว จากกระโถนใบนั้นกระแทกพื้นหินคอบเบิลสโตนเฉียดส้นเท้าข้าไปนิดเดียวส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วอุโมงค์ตึกแห่งนี้
นี่แหละข้อเสียของการที่ตึกมันยื่นออกมา...เวลาชาวบ้านเทขี้เทเยี่ยวลงมา มันไม่ได้ตกใส่ร่องระบายน้ำริมกำแพง แต่มันจะตกใส่ หัวคนที่เดินอยู่กลางถนนพอดิบพอดี
ข้ากลั้นหายใจพลางมองกองอาจมที่เพิ่งถูกเติมลงไปบนถนนอย่างเอือมระอา... สมจริง... สมจริงแม้ข้าอยากจะอ้วก แต่ข้าก็ชื่นชมผู้พัฒนาจากใจจริง
"ตายจริง!เป็อะไรไหมคะท่านสาธุคุณ!?" เสียงหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งร้องทักขึ้นด้วยความใ นางรีบวางตะกร้าสานใบใหญ่ที่แบกมาอย่างทุลักทุเลลงกับพื้นจนทำให้ผ้าที่พูนอยู่้าเกือบไหลลื่นตกลงมา แล้ววิ่งเข้ามาดูข้าด้วยความเป็ห่วง สีหน้าของนางดูตื่นตระหนกและโกรธเคืองแทนข้า
"ไอ้พวกคนชั้นบนนี่มักง่ายเหลือเกิน!กล้าดียังไงถึงเทของต่ำลงมาใส่ผู้ทรงศีลแบบนี้!" นางบ่นอุบ พลางล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีหม่นๆออกมาทำท่าจะช่วยเช็ดรองเท้าให้ข้า "เปื้อนไหมเ้าคะ? ให้ข้าช่วยเช็ด..."
ข้ามองนางด้วยสายตาประเมิน...< NPC: Bella >
หญิงสาวตรงหน้าสวมชุดกระโปรงผ้าลินินเนื้อหยาบสีน้ำตาลซีดที่ดูเก่าคร่ำคร่าสวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีตุ่นที่มีรอยปะชุนหลายจุดและชื้นแฉะจากการทำงานเส้นผมสีน้ำตาลของนางถูกเก็บรวบไว้ลวกๆ ภายใต้ผ้าคลุมศีรษะ สีขาวหมองๆที่เริ่มเหลืองตามกาลเวลา ใบหน้าของนางแม้จะดูอ่อนเยาว์แต่กลับตอบและซีดเซียวขอบตามีรอยคล้ำบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้า
ระบบไม่ได้ระบุอาชีพ... แต่สายตาของข้ากวาดมองปราดเดียวก็รู้ปลายนิ้วที่แดงและเปื่อยลอกจากการััน้ำด่างและสบู่เป็เวลานานสายตา มองไปยังเบื้องล่าง... และมองเสื้อผ้าในกองผ้า แต่ข้าสะดุดกับ ผ้าไหมสีฟ้าอ่อนเนื้อละเอียด ที่สะท้อนแสงแดดเป็ประกายเงางามชิ้นหนึ่งภายใต้กองผ้า ทำให้ข้าต้องหรี่ตามองด้วยความสนใจ แม้จะเห็นแค่บางส่วนแต่ข้าก็อนุมานได้ว่า มันคือ ชุดเดรสยาวทำจากผ้าไหมสีฟ้าอ่อน และ มันไม่ใช่ของนางดังนั้น นางคือ"หญิงรับจ้างซักผ้า"
ระหว่างที่ข้าคิด นางก็เอาผ้าเช็ดหน้าสีหม่นกำลังจะก้มเช็ดรองเท้าให้ข้า ระหว่างที่นางก้มตัว ข้าอยาก ยัดเหรียญเงินลงไปในร่องอกของนางสักกำ เป็ค่าทำขวัญความใจดีของนาง
แต่ข้าทำไม่ได้ข้าต้องรักษาคาแรคเตอร์ 'นักบวชสมถะ' เอาไว้ การทำรุ่มร่ามเช่นนั้นจะทำให้ข้าเหมือน ไอ้แก่ตัณหากลับที่ข้าเกลียดมากกว่าผู้ศรัทธา... ซึ่งนั่นคงไม่ดีต่อภาพลักษณ์ที่ข้าอุตส่าห์สร้างมาแน่ ๆ "
ข้าจึงก้มตัวลงยื่นมือไปจับ ห้ามมือนางไว้อย่างนุ่มนวล พร้อมส่งยิ้มบางๆ ที่ดูเมตตาไปให้"อย่าลำบากเลยแม่นางเสื้อผ้าข้ามิได้แปดเปื้อน"
"แต่ว่า..."
"ขอบคุณเ้ามากที่โกรธเคืองแทนข้า...แต่ทุกอย่างล้วนเป็พระประสงค์ของพระเ้า" ข้ากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยการให้อภัย"พระองค์ทรงอนุญาตให้สิ่งปฏิกูลตกลงมาเฉียดข้า...เพียงเพื่อเตือนสติไม่ให้ข้าหลงลืมความระมัดระวังและทดสอบว่าข้าจะโกรธเคืองต่อเพื่อนมนุษย์เพราะเื่เพียงเท่านี้หรือไม่"
เบลล่าอ้าปากค้างดวงตาของนางเป็ประกายด้วยความเลื่อมใส นางรีบยกมือทาบอก "ท่านช่าง...ท่านช่างมีจิตใจประเสริฐยิ่งนัก ข้าชื่อเบลล่าเ้าค่ะ!ข้าพักอยู่ตรอกโรงซักรีดข้างหลังนี้ หากท่าน้าคนทำความสะอาดชุดนักบวชเรียกใช้ข้าได้เสมอนะเ้าคะ!"
ข้าพยักหน้าเล็กน้อย...
"ขอพระเ้าคุ้มครองเ้า...เบลล่า"
ข้าทำท่าจะเดินจากไปแต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของนางที่ยังคงพะอืดพะอมกับกลิ่นสิ่งปฏิกูลที่ตลบอบอวล...ข้าจึงหยุดชะงัก แล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเอว หยิบตลับโลหะกลมๆ ขนาดพอดีมือออกมาภายในบรรจุ เกลือหอมสูตรเข้มข้น ที่ปรุงจาก โรสแมรี่ลาเวนเดอร์ เปปเปอร์มิ้นต์ และ สมุนไพรที่ข้าไม่ทราบชื่ออีกมาก ปกติพวกนักล่าอย่างข้าเอาไว้สูดดมแก้เวียนหัวเวลาโดนสถานะมึนงงหรือเอาไว้ดับกลิ่นคาวเืเวลาชำแหละซากสัตว์
... "รับสิ่งนี้ไปเถิด"
ข้ายื่นตลับโลหะนั้นให้นาง... ทั้งตลับ
เบลล่ารับไปอย่างงุนงงมือไม้สั่นเทา "ท-ทั้งตลับเลยหรือเ้าคะ? ของมีค่าพรรค์นี้..."
"กลิ่นโสมมของโลกใบนี้อาจทำให้จิตใจเ้าขุ่นมัว..."ข้ากล่าวด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา"ให้กลิ่นหอมของสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์นี้ช่วยปกป้องลมหายใจของเ้าเถิด"ข้าโกหกนาง เพราะความจริง มันไม่มีความ ศักดิ์สิทธิ์ ใดๆ ทั้งสิ้น
นางค่อยๆเปิดฝาตลับออกอย่างระมัดระวัง...
ฟึ่บ!
ทันทีที่ฝาเปิดออกกลิ่นฉุนสดชื่นของ สมุนไพร ะเิออกมาปะทะเข้ากับใบหน้าของนางอย่างจัง
เบลล่าเบิกตากว้างนางสูดหายใจลึกเข้าเต็มปอด ความเย็นซ่านของมิ้นต์ไหลผ่านโพรงจมูกลงไปชะล้างความพะอืดพะอมในกระเพาะจนหายเป็ปลิดทิ้งราวกับนางกำลังยืนอยู่กลางยอดเขาสูงที่มีลมหนาวพัดผ่านไม่ใช่กลางดงอุจจาระในเมืองหลวง
"โอ้...สดชื่นเหลือเกินเ้าค่ะ!"
นางเงยหน้ามองข้าน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้ง"ข้าไม่เคยได้กลิ่นอะไรที่บริสุทธิ์ขนาดนี้มาก่อนเลย... ขอบพระคุณเ้าค่ะ!ขอบพระคุณท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์!"
ข้าฉีกยิ้มมุมปากอยู่ในใจ
สำหรับผู้เล่นอย่างข้ามันคือไอเทมระดับธรรมดา ที่สามารถซื้อจาก ร้านขายของชำ หรือ แม้แต่ร้านเงินจริงได้อย่างง่ายดาย
แต่สำหรับเอ็นพีซี ชาวบ้านตาดำๆ ในยุคกลางที่ระบบสาธารณสุขล้มเหลวมีแต่กลิ่นอาจมลอยคลุ้งเช่นนี้... กลิ่นหอมสะอาดเพียงเล็กน้อยก็มีค่าดั่งเวทมนตร์วิเศษแล้ว การจะได้ "ยาหอม"ที่สกัดมาอย่างดีในตลับโลหะสวยงามเช่นนี้ เป็เื่เพ้อฝัน พวกพ่อค้าหน้าเืคงขายมันในราคาที่นางต้องซักผ้าทั้งเดือนถึงจะซื้อได้
... ดังนั้นการที่ข้ายกมันให้นางฟรีๆ ทั้งตลับ... ในสายตานาง มันจึงไม่ใช่แค่การให้ยาแต่มันคือการมอบ สิ่งล้ำค่าที่นางจะไม่มีทางซื้อมาใช้เอง
"จงใช้สิ่งนี้ให้เป็ประโยชน์...เบลล่า"
ข้ากำชับด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดขึ้นเล็กน้อย...
เพราะข้ารู้ดีว่าหากข้าไม่พูดดักคอไว้ ด้วยความยากจนข้นแค้นของนาง นางคงเสียดายไม่กล้าใช้หรือไม่ก็ เอาไปขายแลกเศษเงินประทังชีวิต
ซึ่งนั่นผิดวัตถุประสงค์...
ข้าทิ้งให้นางยืนกอดตลับเกลือหอมแนบอกราวกับได้รับมอบเครื่องราชบรรณาการ ส่วนตัวข้า กระชับหูหิ้วกระเป๋าหนังในมือซ้ายแน่น แล้วเร่งฝีเท้าเดินหนีจากโซนอันตราย มุ่งหน้าไปยังวิหารไต่สวนที่อยู่ไม่ไกล
************************จบตอนที่ 5************************